HS1AM สมาคมนักวิทยุสมัครเล่นจังหวัดสมุทรปราการ

กิจการนักวิทยุสมัครเล่น => กิจการวิทยุสมัครเล่น => ข้อความที่เริ่มโดย: HS1XFR ที่ สิงหาคม 23, 2012, 07:52:04 PM

หัวข้อ: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ สิงหาคม 23, 2012, 07:52:04 PM
ข้อสอบนักวิทยุสมัครเล่นข้อแรก
ในวันที่8 พฤศจิกายน 2524 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้เปิดสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นรุ่นแรกของประเทศไทย ตอนนั้นยังเรียกว่านักวิทยุอาสาสมัครเนื่องจากเหตุผลด้านกฏหมาย ข้อสอบข้อแรกที่ใช้สอบ ถามว่า
1.กระแสไฟฟ้ากระแสตรง ได้มาจาก
ก.แบตเตอรี่แห้ง  ข.แบตเตอรี่รถยนตร์  ค.ทั้งสองอย่าง
ตัวเลือกมีเพียง ก ขและค เท่านั้น อืม..ง่ายดี
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: E29EWR ที่ สิงหาคม 27, 2012, 09:36:37 AM
ขอบคุณทีให้ข้อมูลครับ. :D :D :D
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ สิงหาคม 28, 2012, 09:55:07 PM
มีคนอ่านแล้ว ลุยต่อ

Bayที่ไม่ได้แปลว่าอ่าว
เพื่อนๆที่พอมีฐานะหน่อย มักนิยมใช้สายอากาศทิศทางที่เรียกว่ายากิ หลายๆแผง 2แผงบ้าง4แผงบ้างถ้าบ้าสุดๆอาจจะมากกว่านั้น ฝรั่งที่เล่นEMEเคยใช้ถึง48แผง โอ้โฮ บ้าพลังจริงๆ กลับมาเข้าเรื่อง หลายคนอาจไม่แน่ใจว่าเราจะบอกถึงสายอากาศที่เราใช้อยู่อย่างไร จะเรียกอัน เรียกตับ เรียกแผง แหม..มันไม่เท่ เคยใด้ยินคนรุ่นเก่าเรียกว่าเบย์ก็เรียกตามเขา แล้วดันไปนึกถึงความหมายที่แปลว่า อ่าว  ถ้าเรามีสายอากาศ2แผง มันมีด้านซ้ายด้านขวา อ้อ เป็นรูปอ่าวพอดี บอกเพื่อนไปอย่างภาคภูมิใจว่าใช้สายอากาศยากิ13อี1เบย์
ความจริง bayในที่นี้ไม่ได้แปลว่าอ่าว ในทางสถาปัตยกรรม bayหมายถึงเสาของอาคาร ที่เรียงกันเป็นแนว สายอากาศยากิก็เช่นกัน รูปร่างมันเหมือนกับเสา  เขาเลยเรียกว่าbay สายอากาศ1แผงก็เรียก1เบย์  สายอากาศ2แผงก็เรียก2เบย์ มากกว่านั้นก็เรียกกันไป ในบางครั้งเราอาจได้ยินผู้ที่เรียกสายอากาศว่า “ใบ” ขอให้เข้าใจว่าเป็นคำเดียวกันแต่มีการผิดเพี้ยนในเรื่องของสำเนียงและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และคำว่าbayไม่ได้เรียกแต่สายอากาศทิศทางเท่านั้น ถ้าสายอากาศนั้นมีรูปร่างที่เห็นได้ชัดเจน และนำมาต่อเชื่อมกันเพื่อเพิ่มgainได้ ฝรั่งก็นิยมเรียกว่าbayเช่นกัน เช่นสายอากาศโฟลเดดไดโพล4สแตค เราจะเรียกว่า สายอากาศโฟลเดดไดโพล4เบย์ ก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าจะเรียกแบบนี้ ต้องเตรียมคำอธิบายให้เพื่อนๆด้วยนะครับ

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ สิงหาคม 30, 2012, 07:25:38 AM
   จำนวนแฮมบ้านเรา
กิจการวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยแบบมีกฎระเบียบรองรับ เริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2524 จนถึงวันนี้มีผู้เข้าร่วมวงการจำนวนไม่น้อย สามารถสร้างบุคคลากรคุณภาพให้สังคมจำนวนมาก ข้อมูลที่พอค้นหาได้(ต้นเดือน พฤษภาคม 2555)มีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้
ประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น ออกไปแล้วจำนวนประมาณ 480000 ใบ
ประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง ออกไปแล้วจำนวนประมาณ 853ใบ (น้อยจังเลย)
ออกสัญญาณเรียกขานไปแล้ว 246599 คอลซาย
ในจำนวนนี้นักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นขาดต่ออายุใบอนุญาต 144130 ราย ขั้นกลาง 303 ราย
มีผู้ขอตั้งสถานีทั้งบ้านและรถยนตร์ ประมาณ76800 สถานี
ออกใบอนุญาตให้เครื่องมือถือ 243226 เครื่อง
ออกใบอนุญาตให้เครื่องติดรถยนตร์ 62815 เครื่อง
เยอะจริงๆ กับจำนวนนักวิทยุสมัครเล่นที่มากเป็นอันดับสามของโลก รองจากอเมริกา(7แสนคน)และญี่ปุน
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: E29EWR ที่ สิงหาคม 30, 2012, 09:25:00 AM
 :o ;) :D
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ สิงหาคม 31, 2012, 11:38:42 AM
   G5RV HB9CV E2xxxx
คุณจะมีความภูมิใจแค่ใหนถ้าการกระทำของเราได้ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้นึกถึง แน่นอนต้องในทางที่ดี แล้วในวงการวิทยุสมัครเล่นล่ะมีอะไรที่เป็นผลงานของนักคิดค้นในยุคเก่า ที่เป็นคนในยุคปัจจุบันยังจดจำผลงานเหล่านั้นได้ ลองค้นหากันดูมั้ยครับ เริ่มกันที่สายอากาศเป็นอย่างแรก
สายอากาศ G5RV คิดโดย Louis Varney (G5RV) ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ HB9CV คิดโดย Rudolf Baumgartner (HB9CV) ประเทศสวิทเซอแลนด์
สายอากาศ Slimjim คิดโดย F.C. Judd (G2BCX) ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ Zeppelin คิดโดย Hans Beggerowในปี1909 ประเทศเยอรมัน
สายอากาศ Beverage คิดโดย Harold H. Beverage ในปี1920 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Franklin คิดโดย Charles Samuel Franklin ในปี1924 ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ Yagi-Uda คิดโดยHidetsugu Yagi และ Shintaro Uda ในปี1926 ประเทศญี่ปุ่น
สายอากาศ Bruce คิดโดย Edmond Bruce ในปี1927 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Sterba คิดโดย Ernest J. Sterba ในปี1929 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Rhombic คิดโดย Edmond Bruce ในปี1931 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Turnstile คิดโดย George H. Brown ในปี1935 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Folded Dipole คิดโดย Philip S. Carter ในปี1937 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Coaxial คิดโดย Arnold B. Bailey ในปี1937 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Butterfly Dipole คิดโดย Philip S. Carterในปี1938 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Slot คิดโดย Alan Dower Blumlein ในปี1938 ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ Corner Reflector คิดโดย John D. Kraus ในปี1940 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Discone คิดโดย Armig G. Kandoianในปี1943 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Batwing Super-Turnstile คิดโดย Robert W. Mastersในปี1945 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Quad คิดโดย Clarence C. Mooreในปี1947 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Heliwhip  คิดโดย Edward F. Harrisในปี1957 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Log Periodic คิดโดย Raymond H. Du Hamel ในปี1958 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Backfire คิดโดย Hermann W. Ehrenspeck ในปี1959 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Swiss Quad คิดโดย Rudolf Baumgartner ในปี1960 ประเทศสวิทเซอแลนด์
สายอากาศ ZL Spacial คิดโดย F.C. Judd (G2BCX) ในปี1977  ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ Ringo คิดโดย Les Cushman (W1BX) ประเทศอเมริกา
สายอากาศ 8JK Beam คิดโดย John D. Kraus (W8JK) ประเทศอเมริกา
ลักษณะรูปร่างหน้าตาของสายอากาศเหล่านี้ คงมีไม่กี่คนที่เคยเห็นเคยใช้ทุกแบบ  ส่วนใหญ่จะเป็นสายอากาศสำหรับความถี่HF ลองหารูปดูกันเอาเองนะครับ
คนไทยล่ะครับมีใครอยากบันทึกลงประวัติศาสตร์บ้าง
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 02, 2012, 06:19:45 PM
    เรื่องของ Gain
“ผมใช้X510 gainตั้ง8.3dB”  “อย่าไปใช้เลยสลิมจิมมันไม่มีgain” “ยากิสูตรนี้gainประมาณ5dB” ประโยคพวกนี้เราจะได้ยินบ่อยๆบนความถี่ แล้วรู้มัยครับว่าgainหมายถึงอะไร gainเป็นการเปรียบเทียบโดยมีสายอากาศต้นนึงเป็นหลัก แล้วนำสายอากาศของเราไปเปรียบเทียบว่าดีหรือด้อยกว่าเพียงใด สายอากาศที่นำมาใช้อ้างอิงมีอยู่สองชนิด

แบบแรกเรียกว่าสายอากาศisotropic(ไอโซโทรปิค) เป็นสายอากาศที่กระจายคลื่นออกไปทุกทางเท่ากันหมด ซึ่งในความเป็นจริงมนุษย์ยังสร้างสายอากาศแบบนี้ไม่ได้ มีหน่วยเป็น dBi เครื่องมือวัดคุณภาพสูงสามารถวัดได้ไม่ยาก
แบบที่สองคือสายอากาศไดโพล ซึ่งหมายถึงฮาพเวฟไดโพล มีหน่วยเป็น dBd นักวิทยุสมัครเล่นสามารถสร้างเองและวัดค่าคร่าวๆได้ด้วยเครื่องมือราคาถูก

หน่วยdBdจะมี gainมากกว่าdBiอยู่ 2.14dB บางตำราก็ว่า2.15dB ไม่เป็นไร นิดหน่อย  สายอากาศที่ทำออกมาขายมีบางยี่ห้อระบุgainเป็น dBd แต่บางยี่ห้อระบุdB เฉยๆไม่มีหน่วยต่อท้าย ซึ่งเราไม่รู้ว่าเขาเปรียบเทียบจากอะไร
“สายอากาศของผมเกนเยอะผมส่ง10วัตต์ออกปลายเสาเป็นร้อยวัตต์” ประโยคนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด gainเป็นการเปลี่ยนรูปร่างของคลื่น เรามาทำการทดลองง่ายๆเพื่อให้เห็นภาพ

ให้หาดินน้ำมันมาก้อนนึง ขนาดประมาณกำปั้น เอาดินน้ำมันมาปั้นให้กลมที่สุด เราจะได้รูปร่างการแพร่คลื่นของสายอากาศisotopic จับมันวางบนโต๊ะที่สมมุติว่าเป็นพื้นดิน แล้วมองทางด้านบน จะเห็นเป็นรูปวงกลม ถ้ามองด้านข้างก็เป็นรูปวงกลมเช่นกัน  การมองด้านข้าง คลื่นวิทยุส่วนใหญ่กระจายบนท้องฟ้า ในขณะที่เราต้องการติดต่อกับสถานีบนพื้นดิน
คราวนี้ออกแรงกดดินน้ำมันด้านบนเล็กน้อย ถ้ามองด้านบนวงกลมจะใหญ่ขึ้น มองด้านข้าง  ดินน้ำมันจะป่องออกด้านข้าง เปรียบเสมือนคลื่นจะแพร่ออกไปด้านข้างมากขึ้น

คราวต่อไปก็ออกแรงกดมากขึ้น ดินน้ำมันจะแผ่ใหญ่ขึ้นๆ เปรียบเสมือนgainสูงขึ้นๆ ถ้าต้องการสายอากาศแบบทิศทาง เราก็บีบทางด้านข้าง ดินน้ำมันจะออกแนวเรียวยาวมีทิศทาง ทั้งที่เราใช้ดินน้ำมันยังเป็นก้อนเดิม เพียงแต่เราย้ายเอาคลื่นที่กระจายขึ้นท้องฟ้าให้มันกระจายในแนวราบ เป็นการใช้พลังที่มีอยู่เท่าเดิมแต่ได้ประโยชน์มากขึ้น ทุกกรณีนี้เราไม่ได้เพิ่มดินน้ำมันเข้าไป เปรียบเสมือนกำลังwattsไม่ได้เพิ่มขึ้น

การวัดกำลังwattsยังมีอีกแบบนึงเรียกว่าwatts ERP ซึ่งต้องใช้การคำนวณตัวเลขทั้งกำลังส่ง  gainของสายอากาศ การสูญเสียในระบบ และ ความสูงของสายอากาศ  แบบนี้เราจะได้ตัวเลขกำลังwattsเพิ่มมากขึ้น เช่นส่ง10wattsด้วยสายอากาศ9dBd จะได้watt ถึง 79watts ERP ตัวเลขwatts ERPสามารถบอกระยะปลอดภัยที่จะทำอันตรายแก่ร่างกายมนุษย์ถ้าอยู่ใกล้สถานีที่กำลังส่งมากๆ อย่าเข้าใกล้สายอากาศ อาจได้รับอันตรายจากคลื่นวิทยุที่แพร่ออกมา อย่ามองข้ามความปลอดภัยนะครับ
 
(http://image.free.in.th/z/iy/xgain.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=874a756cc3e6f9ca110316bb0a618d0c)

ภาพอธิบายเรื่อง gain ใช้ลูกโป่งเปรียบเทียบ รูปร่างสายอากาศ isotropic dipole และ yagi
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 04, 2012, 07:48:52 AM
V2ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร
คุณรู้หรือไม่ ทำไมเราเรียกสายอากาศรอบตัวที่มีกราวเพลนสองชั้นว่าV2แต่ถ้ามีกราวเพลนชั้นเดียวเราเรียกตามความนิยมว่าสายอากาศ58 หรือ5ส่วน8 แลมด้า
ย้อนไปหลายปีก่อนประมาณ30ปีที่แล้ว สมัยที่นักวิทยุสมัครเล่นชาวไทย ยังขาดแคลนความรู้ความเข้าใจในการสร้างสายอากาศไว้ใช้เอง
วิธีการที่เราทำกันในสมัยนั้นรวมถึงสมัยนี้ด้วยคือ C&D copy and develop ในตอนนั้นเราจะอาศัยสายอากาศจากอเมริกาเป็นต้นแบบ มีสายอากาศอยู่รุ่นนึงที่ได้รับความนิยมในสมัยนั้น คือสายอากาศยี่ห้อ AEAรุ่น isopole
คนไทยเราจะเรียกสายอากาศสาวน้อยกระโปรงบาน จากรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ มีกราวเพลนสองขั้นเป็นรูปกรวยคล้ายกับกระโปรง แต่ผมว่าเหมือนหอกอัศวินมากกว่า
ผู้ออกแบบเขาให้ความหมายของ ISOPOLEไว้ว่า ISOหมายถึงสายอากาศisotropic POLEหมายถึงขั้วหรือแกน ISOPOLEก็เลยหมายถึงสายอากาศรอบตัวที่กระจายคลื่นได้ดีเหมือนสายอากาศisotropic
โครงสร้างของสายอากาศชนิดนี้คือ 5/8สองชั้นคลอลิเนีย แบบ extended double zepp
แล้วทำไมต้องมีกราวเพลนสองชั้น ทำไปทำไมให้มันยุ่งยาก เขาบอกว่ากราวเพลนชั้นบนก็ทำหน้าที่กราวเพลน ส่วนกราวเพลนอันล่าง ทำหน้าที่ลดการรบกวนจากการแพร่กระจายคลื่นที่เราไม่ต้องการจากสายนำสัญญาณ
ผมก็ไม่ทราบนะครับว่ามันมีมากน้อยแค่ใหน คนออกแบบเขาว่างั้น นอกจากนั้นยังดึงแพทเทินให้ออกแนวราบได้ดีขึ้นด้วย พอสายอากาศชนิดนี้ออกจำหน่ายก็ได้รับความนินมอย่างแพร่หลายทั้งในอเมริกาเองและในประเทศไทย
ทีนี้ของดีต้องมีคนเลียนแบบ งานนี้ฝรั่งลอกฝรั่ง บริษัทผลิตสายอากาศhy-gain ทำการเลียนแบบสายอากาศisopoleของAEA แต่จะเอาให้เหมือนก็คงกระดาก เลยดัดแปลงนิดหน่อย ตรงส่วนที่เป็นกราวเพลน
จากกรวยรูปกระโปรงมาเป็นก้านสี่ก้านแทน แล้ววางสลับมุมเล็กน้อย ถ้ามองจากด้านบนเราจะเห็นก้านกราวเพลนทั้งหมดแปดก้านชี้ไปแปดทิศ
(http://image.free.in.th/z/ie/ga9v2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=80f92cdf704b9c9a5651d549931d4514)
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับV2 ก็ชื่อของมันซิครับ เขาตั้งชื่อว่าV2 ความหมายก็คือสายอากาศแบบVertical ความยาวคลื่น2meter band ไม่ได้หมายถึงสายอากาศที่มีกราวเพลนเป็นรูปVคว่ำสองชุด อย่างที่เราเข้าใจกันแต่อย่างใด
แต่บังเอิญมันรูปร่างสอดคล้องกันมั้ง นักวิทยุรุ่นหลังๆก็เลยเรียกตามกันโดยไม่รู้ที่มา
ปัจจุบันสายอากาศทั้งสองต้นหาดูได้ยากมากแม้แต่ของทำเลียนแบบ คงเหลือแต่ชื่อV2ที่คนไทยเราพัฒนากันขึ้นเองเป็นแบบ3ชั้นบ้าง4ชั้นบ้าง

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: E23PDN ที่ กันยายน 04, 2012, 11:55:16 PM
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 06, 2012, 06:22:42 PM
 สายอากาศคอลลิเนียร์
บางท่านคงจะเคยได้ยินเพื่อนๆบอกว่าใช้สายอากาศคอลลิเนียร์  แต่อาจจะนึกไม่ออกว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร บางท่านอาจจะเข้าใจผิดๆถึงสายอากาศชนิดนี้
คำว่าcollinearมาจากคำว่าco และคำว่าlinear หมายถึงสายอากาศที่นำมาจัดวางในแนวเดียวกันเป็นเส้นตรง เป็นวิธีการเพิ่มgainของสายอากาศแบบนึง ไม่ได้เป็นชื่อของสายอากาศอย่าง ยากิ หรือ ไดโพล การเพิ่มgainที่นิยมใช้กันมีหลายวิธี คงจะเคยใช้ยินคำศัพท์ว่า สแตคหรือสแตคกิ้ง นั่นเป็นวิธีการนึงที่นิยมกัน ถ้านำมาสแตคกันเยอะๆ ฝรั่งนิยมเรียกว่า array( อะเรย์ ) กลับมาที่collinear มีวิธีจัดวางด้วยกันสองแบบคือแบบขนาน เช่นสายอากาศโฟลเดดไดโพล4สแตคที่นิยมใช้กัน คือการนำเอาสายอากาศโฟลเดดไดโพล สี่ต้นมาเรียงในแนวเดียวกัน โดยเชื่อมต่อแต่ละต้นด้วยสายนำสัญญาณที่เราเรียกว่า  phasing line (เฟสชิ่งลาย)  อีกแบบคือคอลลิเนียร์แบบอนุกรม เช่นสายอากาศรอบตัว 5/8แลมด้า3ชั้น คือการเอาสายอากาศรอบตัวแบบ5/8แลมด้า มาต่อเข้าด้วยกัน ตรงจุดเชื่อมต่อ มีcoilหรือห่วงเล็กๆหรืออื่นๆ แล้วแต่การออกแบบ เพื่อปรับทิศทางการไหลของคลื่นให้มีทิศเดียวกัน gainจะสูงขึ้นตามจำนวนของสายอากาศที่นำมาต่อเข้าด้วยกัน
คราวหน้าถ้ามีใครถามว่าใช้สายอากาศอะไร บอกเขาไปเลยว่าใช้ ”สายอากาศโฟลเดดไดโพล4เบย์คอลลิเนียร์แบบขนาน” เพื่อนคงมึนกว่าเดิม
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 08, 2012, 04:15:22 PM
   เรื่องวุ่นวุ่น คุณอยู่เขตใหน
เป็นที่รู้กันว่านักวิทยุสมัครเล่นบ้านเรามีการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้สัญญาณเรียกขานถูกใช้หมดอย่างรวดเร็วตามไปด้วย แต่ปัญหาเกิดตรงที่แต่ละภูมิภาคมีการพิ่มจำนวนที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ขอprefixตัวใหม่กับITU ก็ไม่อนุมัติ ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ มีวิธีแก้ปัญหาแบบง่ายๆด้วยการเกลี่ยสัญญาณเรียกขานตามเขตให้เท่าๆกันทุกเขต เอาเลขเขตนี้ ไปใส่จังหวัดเขตนู้น เฮ้อเวียนหัว เลยทำข้อสรุปออกมาให้ดูกันพอเป็นแนวทาง อย่าไปยึดเป็นมาตรฐานนะครับ มีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างสูง เพราะผมเคยสอบถามไปทางหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว ท่านไม่ตอบกลับ เอ้ามาดูกัน
เขต   สัญญาณเรียกขาน
   
1   HS1BA-HS1ZZZ
   HS0BA-HS0YZZ
   E21BA-E21ZZZ
   E20BA-E20ZZZ
   E22BA-E22WZZ
   E23PAA-E23ZZZ*   
   
2   HS2BA-HS2ZZZ
   E27BA-E27ZZZ*   
   
3   HS3BA-HS3ZZZ
         E24KAA-E24PZZ
      
4   HS4BA-HS4ZZZ   
        E24QAA-E24___
   
5   HS5BA-HS5ZZZ
   E28BA-E28ZZ
   E22XAA-E22ZZZ
   E24FAA-E24JZZ*   
   
6   HS6BA-HS6ZZZ
   E23FAA-E23IZZ*   
   
7   HS7BA-HS7ZZZ
   E29BA-E29HZZ**   
   
8   HS8BA-HS8ZZZ
   E29IAA-E29ZZZ**
   E24AAA-E24EZZ* 
   
9   HS9BA-HS9ZZZ
   E23BA-E23EZZ*   

* กลุ่มนี้เริ่มต้นถูกต้อง แต่จะจบตามนี้หรือไม่เป็นการคาดเดา
** กลุ่มนี้รอหาข้อมูลที่ถูกต้อง ตอนนี้ได้มาแค่นี้
HS0ZAA-HS0ZZZ สำหรับชาวต่างชาติ
E24BA-E24ZZ มีการข้ามยังไม่ใช้ แต่ไปเริ่มต้นที่E24AAA
E28BA-E28ZZ ถูกนำมาใช้ แต่หยุดแค่นั้น กลุ่มE28ถัดจากนั้นยังไม่มีการนำมาใช้
เป็นการรวบรวมข้อมูลในช่วงปลายเดือนสิงหาคม2555 การเปลี่ยนแปลงอื่นๆต้องรอดูต่อไป

เขต4ใช้HSหมดแล้ววันที่ 24มกราคม ประเทศไทยจึงใช้HSหมดแล้ว เหลือแต่HS0Z__ซึ่งเป็นของชาวต่างชาติ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 08, 2012, 04:16:19 PM
   เครื่องมือถือ เครื่องติดรถยนตร์ เครื่องประจำที่ เครื่อง....???
 ในสมัยเริ่มต้นของกิจการวิทยุสมัครเล่น มีระเบียบกำหนดไว้ว่านักวิทยุสมัครเล่นมีเครื่องได้ไม่เกินสองเครื่อง(ปัจจุบันมีได้ไม่จำกัด) มีเครื่องอยู่ประเภทนึงที่กำหนดไว้ในระเบียบเก่า  แต่ไม่ได้มีอยู่ในใบอนุญาตยุคปัจจุบัน เรียกว่า”เครื่องชนิดหิ้ว” เป็นเครื่องลูกผสมระหว่างเครื่องติดรถยนตร์กับแบบมือถือ นำมาใส่สายสะพายมีแบตเตอรีในตัวมีไมค์นอก เวลาจะคุยก็สะพายใหล่ ไม่ต้องถึงกับแบกใส่หลังเหมือนเครื่องของทหาร ใครมีเครื่องรุ่นนี้เก็บไว้รักษาไว้ให้ดีนะครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 08, 2012, 04:18:07 PM
   เรื่องของcallsign
เฮช เอส วัน อัลฟ่า ไมค์ callsign นี้นักวิทยุสมัครเล่นในจังหวัดสมุทรปราการรู้จักกันดี แต่ทำไมต้องเป็น HS1AM องค์ประกอปสำหรับคอลซายของนักวิทยุสมัครเล่นจะประกอปด้วยกันสามส่วน

ส่วนแรกเรียกว่า Prefix พรีฟิก) บ่งบอกว่าคุณเป็นนักวิทยุสมัครเล่นประเทศใหน prefixของประเทศไทยมีเพียงสองตัวเท่านั้นคือ HS และ E2 ในขณะที่ประเทศใหญ่ๆทั้งหลายมีprefixหลายตัว ประเทศใกล้บ้านเราอย่างอินโดนีเซีย มีprefixถึง31ตัว มากมายจริงๆ prefixจะเป็นอักษรตัวเดียว อักษรสองตัว หรือตัวเลขผสมตัวอักษรก็ได้ตามแต่ITUจะจัดสรรให้
ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา อังกฤษ  เยอรมัน รัสเซีย จะได้ใช้ตัวอักษรตัวเดียว เช่นK3ZO,G4NOM ประเทศอื่นๆก็ได้แบบสองหลักไปใช้งาน

สำหรับวิทยุสมัครเล่นมีการแบ่งประเทศตามข้อกำหนด DXCC ไว้ถึง340ประเทศในปี คศ.2012 บางแห่งเป็นเกาะเล็กๆเนื้อที่ไม่กี่ตารางเมตรก็นับเป็นประเทศ หรือสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติก็นับเป็นประเทศ

ส่วนที่สองเรียกว่า area code หรือเขต จะเป็นตัวเลข 1ถึง0 ตามแต่ละประเทศจะกำหนดกันเอง ประเทศไทยยึดการแบ่งเขตตามหลักการแบ่งตามรหัสไปรษณีย์ ที่มีอยู่9เขต  แต่จำนวนนักวิทยุสมัครเล่นในเขต1จะมีการเพิ่มที่เร็วมาก จึงรวมเขต0เข้าไปอีก แต่พอจำนวนนักวิทยุ ระหว่างเขตต่างกันมาก เราขอprefixใหม่ ITUท่านก็ไม่ให้
ทางการเลยใช้การแบ่งเขตที่สร้างความมึนงงกับนักวิทยุ เขต2ไปอยู่เชียงใหม่ เขค7ไปอยู่ชลบุรี เขต4อยู่กรุงเทพ เอาน่าอย่าไปคิดมากใช้ไปเถอะ สำหรับในกรณีที่มีกิจกรรมพิเศษ เราสามารถกำหนดเลขเขตมากกว่า1ตัวได้ เช่นHS80Aสำหรับงานฉลองในหลวง80พรรษา หรือไม่มีเขตก็กำหนดได้ไม่ผิดระเบียบแต่อาจแปลกหูไปบ้างเช่นE2Eเป็นสัญญาณเรียกขานพิเศษของสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ ไม่มีเลขเขตมีแต่prefixและsuffixเท่านั้น

ส่วนที่สามส่วนสุดท้าย จะเป็นไปตามหลักการเรียงตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงตามกันไป suffixจะมีตัวเดียวสองตัวสามตัวหรือสี่ตัวก็ได้ ในประเทศไทยมีการใช้สูงสุดที่สามตัว มีบางประเทศเริ่มมีการใช้สี่ตัวซึ่งไม่ได้ขัดกับระเบียบITUแต่อย่างใด

การกำหนดว่าใครจะได้ใช้กี่ตัวขึ้นกับระเบียบของแต่ละประเทศ อักษรตัวเดียวในประเทศไทยสงวนไว้กับบุคคลสำคัญ ในขณะที่ต่างประเทศบุคคลธรรมดาก็ใช้ได้ หรืออาจจะกำหนดใช้เฉพาะกิจกรรมพิเศษก็ได้
ในบางประเทศcallsignสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ถ้าไม่ชอบใจโดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มแต่คงต้องมีcallsignอยู่ในมือมากพอ ณ. ตอนนี้ประเทศไทยมีcallsignสำหรับใช้งาน 364030 คอลซาย(ข้อมูลจากเอกสารของ กทช.) ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีคอลซายสำหรับคน33ล้านคน

ดังนั้นเวลาขานสัญญาณเรียกขานทุกครั้ง จงมีความภูมิใจ ขานให้ครบทุกตัว ได้ยินน้องๆรุ่นหลังขานcallsignแล้วเหนื่อยใจ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: E23PDN ที่ กันยายน 09, 2012, 01:43:09 PM
สอบถามท่าน HS1XFR หน่อยครับ

เหตุใดที่ประเทศอินโดนีเซียถึงมี prefix มากขนาดนั้นครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 11, 2012, 12:18:56 PM
prefixของประเทศอินโดนีเซียประกอปไปด้วย
7A ถึง 7I
8A ถึง 8I
JZ
PK ถึง PO
YB ถึง YH
สำหรับคำถามว่าทำไมถึงได้มาเยอะ สัณนิฐานว่าคงเป็นเพราะ มีชาติตะวันตกเข้าไปมีบทบาท เลยได้รับความเจริญเข้าไปด้วย ประกอปกับประเทศเป็นเกาะจำนวนมาก การสือสารแบบใช้สายอาจไม่สะดวก
ถ้าดูแผนที่จะมีแผ่นดินสองส่วนที่ไม่ต่อกัน ถ้าแบ่งเป็นโซนจะได้ ITU Zone 51, 54 CQ Zone 28
และผู้บริหารประเทศน่าจะมีวิสัยทัศน์ มองการไกลเลยขอมาไว้เยอะมาก ส่วนประเทศไทยมัวแต่ห่วงเรื่องความมั่นคง ไม่เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้
ถ้ามีโอกาสได้ฟังความถี่HF จะพบนักวิทยุสมัครเล่นอินโดจำนวนมากเรียกว่าแน่นไปหมด
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 12, 2012, 01:17:32 PM
    โฟลเดดไดโพลใส่ปลอก แรงเหลือหลาย
สายอากาศโฟลเดดไดโพลเป็นสายอากาศยอดนิยมของผู้ใช้วิทยุสื่อสารทุกข่ายในประเทศไทยเพราะหน้าตาดูสวยงาม แข็งแรงทนทาน สายอากาศของต่างประเทศยี่ห้อ cushcraft มีลักษณะต่างไปจากยี่ห้ออื่นๆ ตรงที่มีปลอกตรงส่วนหน้าของห่วงเพิ่มความบึกบึน น่าเกรงขามและเชื่อกันว่าแรงกว่ายี่ห้ออื่น ความจริงสายอากาศมีปลอกหรือไม่มีปลอกไม่ได้มีgainต่างกันสักเท่าไร สายอากาศปกติมีgain9.0dBd ส่วนของ cushcraft มีgain9.2dBdเท่านั้น   ตัวเลข 0.2dBd ความรู้สึกของเราไม่สามารถแยกออกได้ สำหรับเหตุผลในการออกแบบมีผู้รู้ให้ความเห็นไว้หลายเหตุผลเช่น พื่อความสะดวกในการผลิต(หรือยุ่งยากก็ไม่รู้)โดยใช้วิธีปรับเปลี่ยนความถี่ตรงความยาวของปลอก ไม่ต้องไปปรับความยาวทั้งหมดของห่วงเหมือนแบบทั่วๆไป บางท่านบอกว่าทำให้แบนวิธกว้างขึ้น บางท่านบอกทำให้คลื่นยิงในแนวราบมากขึ้น แต่เรื่องเกนไม่ใช่เหตุผลหลักในการออกแบบ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 16, 2012, 11:25:29 AM
   c-loadยอดนิยม
สายอากาศยี่ห้อDiamondรุ่น DP-CL2 เป็นสายอากาศสำหรับติดรถยนตร์สุดฮิตในบ้านเรา นิยมเรียกว่าสายอากาศซีโหลด เพราะข้างซองพิมพ์คำนี้ติดไว้ c-loadมีสองความหมายคือ
ความหมายแรกcenter lodeเป็นการลดความยาวทางกายภาพ มักจะขดให้เป็นคอยล์(L) เพื่อไม่ให้ยาวเกะกะ
ความหมายที่สองcapacitane loadเป็นการใส่C หรือคาปาซิเตอร์ เข้าไปตรงกลาง เพื่อลดความยาวเช่นเดียวกัน และdiamondเลือกใช้แบบนี้ มีห่วงยากันยุงทำหน้าที่เสมือนคาปาซิเตอร์อยู่ตรงกลาง
หลายคนคิดว่าc-load เป็นสายอากาศชนิด5/8แล้มด้า ซึ่งไม่ใช่  ถ้าเข้าไปดูที่webของdiamond จะระบุในเสปคไว้ว่าเป็นชนิด6/8แลมด้า อืม..แปลกดี  สายอากาศรุ่นนี้ญี่ปุ่นยกเลิกสายการผลิตไปเป็นสิบปีมาแล้วแต่ในท้องตลาดยังมีขายอยู่ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากที่ใหน
ปัจจุบันมีหลายท่านหาวิธีปรับปรุงคุณภาพของสายอากาศรุ่นนี้ให้ดีขึ้นเช่นการเปลี่ยนลวดชุดcoilจากทองแดงเป็นเงิน หรือเปลี่ยนCเป็นแบบทนแรงดันให้สูงขึ้น มีผู้รู้แนะนำให้ใช้Cชนิดsilver mica (ซิลเวอไมก้า) จะได้ผลดี บ้านหม้อหาค่าที่ใช้งานได้ยากแต่สามารถสั่งจาก www.ebay.com ในราคาไม่แพง
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 16, 2012, 11:28:54 AM
   จำนวนอีลีเมนต์ของสายอากาศยากิ
เวลาเราบอกกับใครว่าเราใช้สายอากาศยากิ คำถามแรกคือจะถูกถามว่ากี่อีลีเมนต์ ถ้าบอกจำนวนอีเยอะๆจะได้ความรู้สึกพ่วงไปด้วยว่าgain สูง อีลีเมนต์ยิ่งเยอะยิ่งดี ความจริงจำนวนอีลีเมนต์กับgainเป็นเรื่องรองครับ gainสูงจะมีความสัมพันธ์กับความยาวของboomยิ่งยาวยิ่งgainสูง แต่ถ้ายาวมากมันก็เปลืองครับ ยาวเกะกะด้วยครับ
แล้วจำนวนอีลีเมนต์ละครับ ทำหน้าที่อะไร อีลีเมนต์จะทำหน้าที่กำหนดรูปร่างของคลื่น ถ้าได้มีการจัดระยะห่างและความยาวที่เหมาะสม รูปร่างของคลื่นจะออกมาสวยงาม มีลำคลื่นรองขนาดเล็กมีF/Bที่ดี สมมุติตัวอย่างเช่นสายอากาศ13Eที่มีบูมยาว4เมตร จะมีgainพอๆกับ8Eความยาวบูมเท่ากัน แต่ถ้า8Eที่มีบูมยาว5เมตร gainจะสูงกว่า13Eบูมยาว4เมตร
ความสัมพันธ์ระหวางความยาวบูม(แลมด้า)และเกนสรุปคร่าวๆประมาณนี้
(http://image.free.in.th/z/id/73ice.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=c80699bb2754a57da273ab75d86b447e)

เป็นเกนสูงสุดที่เป็นไปได้แต่การออกแบบจริงมักได้ค่าที่น้อยกว่านี้
ผู้ใช้งานต้องเลือกเอาเองระหว่างความสะดวกในการใช้งานหรือgain หรือจำนวนอีลีเมนต์เยอะๆ ไว้คุยอวด
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 16, 2012, 11:29:43 AM
   X500กับฝ้าผ่า
กลายเป็นของคู่กันไปแล้ว กับสายอากาศตระกูลXที่โดนฟ้าผ่าอยู่บ่อยๆ มีทั้งที่โดนมากับตัวและเขาเล่าว่า  สายอากาศชนิดนี้ฟ้าชอบผ่าจริงหรือ เรามาค่อยๆทำความเข้าใจกัน ถ้าดูโครงสร้างทางไฟฟ้า มันจะเป็นสายอากาศชนิดกระจายคลื่นรอบตัวชนิด5/8แลมด้า 3ชั้น4ชั้นแล้วแต่การออกแบบ บางรุ่นใช้ได้กับหลายๆย่านความถี่ ภายนอกห่อหุ้มด้วยท่อไฟเบอร์กลาส ทนทานแข็งแรงให้ตัวได้เล็กน้อย

การห่อหุ้มด้วยไฟเบอร์กลาส เขาเรียก radome มาจากคำว่า radiationและคำว่าdome วัตถุประสงค์เพื่อปกป้องลวดเส้นเล็กๆข้างในไม่ให้โดนอากาศ โดนน้ำ  ไอเค็มหรือมลพิษต่างๆ จะได้ทำงานได้อย่างเด็มประสิทธิภาพ
ถ้าแกะดูข้างใน จะพบว่าข้างในเป็นลวดทองเหลืองเส้นไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีคอยล์ทำด้วยทองแดง อยู่หลายๆชุด อ้อมีทองแดงนี่เอง ฟ้าเลยผ่า

ความจริงมันคนละเรื่องเดียวกันครับ ถ้าฟ้าจะผ่ามันก็ผ่าได้ทุกที่  คนที่ชอบสาบานฟ้ามันก็ผ่า ดูต้นมะพร้าวซิ ชอบพูดโกหกฟ้าเลยผ่า นอกเรื่องอีกแล้ว ตามธรรมชาติทั่วไป ฟ้าชอบผ่าวัตถุที่มีความสูง ความแหลม วัตถุนำไฟฟ้าได้ดี หรืออะไรก็ได้ที่สะสมประจุไฟฟ้าแล้วไม่สามารถระบายออกได้

สายอากาศชนิดนี้เข้าเกนตรงที่มีลักษณะแหลม เลยยั่วยวนรามศูรย์ อ้าวแล้วสายอากาศรอบตัวที่ทำจากอลูมิเนียมล่ะ แหลมเหมือนกัน นานๆจะโดนฟ้าผ่าสักที  หรือว่ามันผ่าแต่ทองแดง ที่จริงก็ใช่แต่นิดเดียวครับ คุณดูสายนำสัญญาณของคุณซิ ทำจากอะไร บางสถานีใช้สายที่มีทองแดงใหญ่กว่าสายอากาศตระกูลนี้ตั้งเยอะ

การที่ฟ้ามันผ่าแล้วสร้างความเสียหายแบบที่เรียกว่ากระจุยก็เพราะว่า ลวดที่นำมาใช้เส้นนิดเดียว โดนหางๆฟ้าก็สร้างความเสียหายได้แล้ว ฟ้าผ่าแต่ละที กระแสไฟฟ้าสูงเป็นพันเป็นหมื่นโวลล์ เดินทางผ่านอากาศลงมาพร้อมๆกับความร้อนที่สูงมาก อากาศที่อยู่ในท่อไฟเบอร์ขยายตัวอย่างเฉียบพลัน เกิดการระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ.

ในขณะที่สายอากาศชนิดอื่นถ้าด้วยความแรงระดับเดียวกัน อาจไม่เป็นอะไรเลย อ้อเข้าใจแล้วแต่ทำอย่างไรไม่ให้มันผ่า หรือเป็นเพราะมันไม่ใช่ DC Ground ไม่จริงอีกนั่นแหละ ดูในเอกสารที่มาพร้อมสายอากาศซิ เขาก็บอกว่าของเขาเป็น DC Ground ถ้าไม่เชื่อ ใช้มัลติมิเตอร์วัดดูซิ เข็มโอมม์ ตีขึ้นมาให้เราเห็นนั่นละใช่เลย ถ้าจะให้ฟ้ามันผ่าแล้วเสียหายน้อยที่สุด ระบบกราวด์ต้องมีคุณภาพ  ลงทุนเพิ่มอีกนิดซิครับ คุ้ม
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 16, 2012, 11:30:40 AM
   ยากิ13อีและ15อีของcushcraft
สายอากาศยากิยี่ห้อcushcraftเป็นที่นิยมในบ้านเรา รุ่นที่ได้รับความนิยมคือ13B2N(หรือ26B2Nสำหรับชนิด2bay) มีจำนวน13อีลีเมนต์  เกน15.8dBd(18.8dBdสำหรับ2bay) เป็นรุ่นที่ใช้ในปัจจุบัน
อีกรุ่นคือ215WB(230WB สำหรับ2bay) ) มีจำนวน15อีลีเมนต์  เกน15.5dBd(18.5 dBdสำหรับ2bay) เป็นรุ่นที่ใช้ในอดีต ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว
สายอากาศรุ่น15อี มีรูปร่างที่ต่างจากสายอากาศทั่วไปตรงส่วนท้ายสุด อีลีเมนต์ที่ทำหน้าที่รีเฟกเตอร์(ตัวสะท้อนคลื่น) จะมีจำนวน3อีลีเมนต์มีชื่อเรียกว่า trigronal refractor วัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนคลื่นไปด้านหน้าให้มากที่สุดซึ่งจะได้เกนสูงขึ้นตามไปด้วย ที่มาของความคิดนี้มาจากการทดลองของNBS หน่วยงานแห่งนึงในอเมริกาคุยว่าได้ผลดี แต่ต่อมาภายหลังมีการทำการทดลองซ้ำอีกครั้งจนพบว่า ผลการทดลองในครั้งแรกผิดพลาด จำนวนอีลีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นแทบจะไม่มีผลอะไรเลย  สายอากาศรุ่นถัดมา จึงตัดอีลีเมนต์ที่ไม่จำเป็นนั้นออกไป ให้เหมือนกับสายอากาศทั่วๆไป
ผู้รู้เคยเล่าให้ฟังว่า ได้เคยทำการทดสอบแนวความคิดนี้เหมือนกัน จนพบว่าถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ ตัวที่ทำหน้าที่รีเฟกเตอต้องมีพื้นที่กว้างxยาวอย่างน้อย1แลมด้า หรือ2ตารางเมตร ซึ่งคงได้แต่ทำเพื่อทดสอบเท่านั้น เอามาใช้งานจริงคงไม่ได้เพราะมีขนาดที่ใหญ่เกินไป
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 16, 2012, 11:31:36 AM
   โรเจอร์
ศัพท์คำนิ้เป็นอีกคำนึงที่ถูกนำมาใช้ในกิจการวิทยุสมัครเล่นมีความหมายอยู่หลายประการ และยังมีผู้ใช้งานในความหมายที่ผิดเพี้ยนไปเป็นจำนวนไม่น้อย
เอาความหมายในทางที่ถูกต้องกันก่อน
ในทางทหาร หมายความว่ารับทราบและพร้อมปฏิบัติตาม  จะใช้ตอบรับเท่านั้น ไม่ใช้ในทางปฏิเสธ
สำหรับวิทยุสมัครเล่นมีความหมายคล้ายๆกันคือ รับได้และเข้าใจความหมาย ส่วนจะปฏิบัติหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาหรือประโยคคำสั่ง  จะใช้ตอบรับเท่านั้น ไม่ใช้ในทางปฏิเสธเช่นกัน
โรเจอ ยังเคยเป็นคำสแลงที่มีความหมายในทางที่ไม่ดีนัก คือหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ ปัจจุบันเข้าใจว่าคงไม่ใช้กันแล้ว
และ โรเจอยังเคยเป็นชื่อของโจรสลัดที่มีชื่อเสียงในยุคนึง เอกลักษณ์ของเขาคือจะใช้เรือที่ติดธงสีดำมีรูปหัวกระโหลกตรงกลาง จนธงชนิดนี้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของโจรสลัด
คราวนี้มาดูความหมายผิดๆกันบ้างนักวิทยุสมัครเล่นในบ้านเรานิยมใช้คำว่าโรเจอแทนคำว่า “ รู้จัก “ ซึ่งไม่เห็นว่ามันจะคล้ายกับความหมายที่ถูกต้องตรงใหน ทำไมเราไม่พูดไปเลยว่า รู้จักหรือไม่รู้จัก เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ไม่ได้เสียเวลามากกว่ากันเพราะว่าสองพยางค์เหมือนกัน และไม่ต้องแปลความหมายอีกด้วย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ยินลูกๆหลานๆที่อายุน้อยๆขึ้นต้นด้วยเด็กชายใช้คำศัพท์ที่ผิดความหมายอยู่หลายคำ เข้าใขว่าคงดูดซึมมาจากตัวอย่างผิดๆที่ลุงป้าน้าอา นิยมใช้กัน ช่วยกันเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักวิทยุรุ่นหลังๆกันนะครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 21, 2012, 01:27:53 PM
   INOUE
ขึ้นหัวข้อนี้เพื่อนๆคงสงสัยว่า inoueคืออะไร inoue มาจากคำเต็มว่า Tokuzo Inoue (JA3FA)ใช่ครับ เป็นชื่อชาวญี่ปุ่นท่านนึง เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทวิทยุสื่อสารยี่ห้อ ICOM ที่เรารู้จักกันดี
Mr.Tokuzo ตั้งบริษัทในปี1954 ในชื่อบริษัท Inoue Seisakusyo ทำธุรกิจด้านเครื่องมือแพทย์(ข้อมูลที่หาได้บอกว่าเป็นเครื่องวัดชีพจร)  และเริ่มสายงานด้านวิทยุสมัครเล่นด้วยการตั้งบริษัทInoue Communication Equipment Corp  (ข้อบูลบางแห่งบอกว่าเป็นบริษัท INOUE EIectric Manufacturing Co., Ltd).ขึ้นในปี1964 ผลิตผลงานชิ้นแรกคือรุ่น FDAM-1 ด้วยคนงานเริ่มต้นที่10คนเท่านั้น ในหน้าโฆษณาของนิตรสารวิทยุสมัครเล่นประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น พบว่ามีการเรียกชื่อ INOUE สำหรับวิทยุสื่อสารยี่ห้อนี้ เป็นช่วงที่ICOMถูกนำเข้าไปจำหน่ายอย่างไม่เป็นทางการ ICOMได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเพราะมีความสามารถที่ล้ำหน้ากว่าวิทยุที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ใช้ระบบสังเคราห์ความถี่ในขณะที่วิทยุยี่ห้ออื่นยังใช้X-TALกำหนดช่อง Mr.Tokuzoเปลื่ยนชื่อบริษัทอีกครั้งในชื่อ ICOM Incorporated ในปี1978 และทำตลาดทั่วโลก 

(http://image.free.in.th/z/id/icom1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=2b772415f4cbbfa21410b07ed3ce8f39)
Thanks: ฝากรูป (http://www.myuppic.com)
ผู้ก่อตั้ง ICOM  เมื่ออายุ42ปี
(http://image.free.in.th/z/ij/icom2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=5e71f241830265165780c6186592f170)
Thanks: ฝากรูป (http://www.myuppic.com)
สายการผลิตในยุคเริ่มแรก ทำเฉพาะVHF
(http://image.free.in.th/z/ir/icom3.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=04ebf1bd8c6f20ae507c670601fde2ee)
Thanks: ฝากรูป (http://www.myuppic.com)
โฆษณาในสมัยนั้น
(http://image.free.in.th/z/iz/icom4.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=4dbbbe805df2756e181ed6119054b39c)
Thanks: ฝากรูป (http://www.myuppic.com)
IC-7100 วิทยุรุ่นล่าสุดจาก ICOM มาพร้อมกับจอทัชสกรีน .... ว้าว สุโค่ย...
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: E23PDN ที่ กันยายน 21, 2012, 09:51:26 PM
ท่าน HS1XFR รบกวนช่วยดูกล่องข้อความส่วนตัวของท่านด้วยนะครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 25, 2012, 03:14:01 PM
   ยากิ ห่างเท่าไรดี??
วันนี้ขอเล่าเรื่องยากยากนิดนึงนะครับ  ถ้าเราต้องการปรับปรุงสถานีไปใช้สายอากาศทิศทางกับเขาบ้าง ในที่นี้ขอเป็นชนิดยากินะครับ จะทำเองจะซื้อก็แล้วแต่ ถ้าเล่นbayเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร ติดตั้งไปตามสะดวก แต่ถ้าต้องการstackตั้งแต่2bayขึ้นไป มีตัวแปรอย่างนึงที่เพิ่มเข้ามาคือการวางระยะห่างว่าควรจะห่างเท่าไรถึงจะดีที่สุด เพราะยากิแต่ละแบบไม่เหมือนกัน จำนวนอีลีเมนต์ ความยาวบูม ไม่ได้มีระยะที่ตายตัว การเปลี่ยนระยะเพียงเล็กน้อยทำให้gainหรือ patternเปลื่ยนไป   
วิธีการหาระยะห่างมีหลายแบบคือ
   1.ตามคำแนะนำของผู้ผลิต แบบนี้ไม่ยากทำตามเขาไปเลยดีที่สุด
   2.ใช้ระยะห่าง80%ของความยาวบูม มีคนรุ่นเก่าๆเขาเล่าให้ฟังครับ
   3.ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณ แบบนี้ง่าย เร็ว ได้ผลดี แต่ต้องใช้โปรแกรมให้เป็นก่อน
   4.ใช้สูตรคำนวน แบบนี้ต้องรู้ค่า beamwidth  และความยาวคลื่นของความถี่ที่ใช้งาน
สูตรแรกใช้ 57หารด้วยbeamwidthcแล้วเอามาคูณด้วยความยาวคลื่น เป็นความคิดของ W1JR เล่าไว้ในนิตตยสาร ham radio ตั้งแต่ปี1985
สูตรที่สองใช้  52หารด้วยbeamwidthแล้วเอามาคูณด้วยความยาวคลื่น มาจากความคิดเห็นของ VK2ZAB เขาบอกว่ารูปคลื่นจะสวยกว่าของ W1JR
สูตรที่สาม มาจากตำรา ARRL Antenna Handbook ใช้ beamwidth และความยาวคลื่นเหมือนกัน กราฟแรกสำหรับ2bay กราฟที่สองสำหรับ4bay

(http://image.free.in.th/z/it/ystack1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=ad91512956b7a3e4fd012c8e7fd080bb)

(http://image.free.in.th/z/is/ystack2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=d37d715b37323e26a47a2a0bd1e3621b)

สูตรที่สี่ ยากหน่อย  (http://image.free.in.th/z/id/ystack3.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=bcd3b8f9aee1bfbf33b9130e9f90afd2) ใช้ครึ่งนึงของbeamwidth
สูตรที่ห้า เป็นของ cushcraft  (http://image.free.in.th/z/ih/ystack4.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=d867fe895368b658d21b1ab39042a2e0) วิธีคิดคล้ายกันครับ

สูตรเกือบทั้งหมดที่บอกไว้ เราต้องรู้ค่าbeamwidth เสียก่อน สายอากาศจากต่างประเทศมีระบุไว้ แต่ถ้าเป็นสายอากาศที่ทำขึ้นเอง คงต้องทดลองหาค่าที่เหมาะสม แต่ถ้าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย นี่ไม่ยากครับ แล้วจะอธิบายวิธีใช้โปรแกรมแบบพื้นฐานให้
Beamwidth คือความกว้างของลำคลื่นหลัก ว่ามีมุมกี่องศา โดยวัดจากจุดที่gainลดลงจากจุดที่มีgainสูงสุด-3dB ดูรูปครับ

(http://image.free.in.th/z/ia/ystack5.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=b1d77993ce3832f79c918a4344064555)



หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 27, 2012, 11:00:28 AM
   Down tilt
เคยมั้ยครับที่อุตส่าห์ลงทุนติดตั้งสายอากาศอย่างดีทาวเวอที่ใช้ก็ไม่เตี้ย ผลการติดต่อทางไกลพอใหว แต่ใกล้ๆกลับไม่ดี เหมือนกับว่าคลื่นมันกระโดดข้ามไป ใช่ครับคลื่นสามารถข้ามไปได้เพราะโดยธรรมชาติของสายอากาศเมื่อนำมาติดตั้งเหนือพื้นดิน คลื่นไม่ได้วิ่งไปตามผิวดิน แต่จะมีมุมยกตัวขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเรานิยมติดตั้งสายอากาศให้สูงเพื่อให้พ้นสิ่งกีดขวางและให้พ้นส่วนโค้งของโลก
(http://image.free.in.th/z/ie/tilt1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=c0c30b9655ae612cfb1c20a2aa15a68f)

ที่นี้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร  ที่นิยมกันมีสองวิธีครับ
วิธีแรกง่ายมากครับ แค่จับสายอากาศเอียงซะเลย จะเอามุมกดเท่าไรก็คำนวณเอานิดหน่อยไม่ยาก  ลองสังเกตุสายอากาศสถานีโทรศัพท์ใกล้บ้านท่าน จะพบว่าบางต้นเขาจะติดแบบเอียงเล็กน้อย นั่นแหละเทคนิคการทำ down tilt แบบง่ายๆ การทำแบบนี้จะทำให้ลูกข่ายผู้ใช้บริการ  บริเวณใกล้เสาใช้งานได้เป็นปกติไม่เป็นจุดอับสัญญาณ
(http://image.free.in.th/z/in/tilt2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=302699fc1cdb9a96430bab4a6c1b72d5)

อีกวิธีนึงต้องมีการออกแบบสายอากาศกันใหม่เลย ซึ่งยากพอสมควรบริษัทผลิตสายอากาศใหญ่ๆ สามารถผลิตตามความต้องการของลูกค้าได้ จากข้อมูลที่ค้นได้และมาประยุกต์ใช้กับวิทยุสมัครเล่นได้ สำหรับสายอากาศแบบรอบตัวที่เรานิยมใช้กันเขาบอกว่าให้ลดความยาวท่อนปลายลง3% จะทำให้มีมุมกดลดลงเล็กน้อย อีกแบบนึงที่พบข้อมูลเป็นวิธีการสำหรับสายอากาศไดโพลหรือโฟลเดดไดโพล ด้วยการทำสายเฟสชิ่งลายให้มีความยาวไม่เท่ากัน คลื่นที่ออกจากสายอากาศแต่ละbayจะมีการหน่วงเวลาเล็กน้อย แต่มากพอที่จะทำให้รูปแบบของคลื่นเปลื่ยนไป
(http://image.free.in.th/z/ix/tilt3.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=81d6588b8dc3602219b89d2bdb01f0e5)

ในภาพตัวอย่างเป็นสายอากาศแบบไดโพล ทำเฟสชิ่งลายตามหลักการทั่วไปแต่เพิ่มสายนำสัญญาร50โอมเข้าไป ความยาวตามแบบในภาพ สามารถทำให้มีมุมกด10-15องศาได้  แต่ gain จะลดลงไปนิดหน่อย ที่นิยมทำกัน ยกตัวอย่างโฟลเดดไดโพล8bay ชุดบนจะทำสายเฟสแบบปกติสำหรับติดต่อไกลๆ ส่วนชุดล่างจะใช้เทคนิคdown tilt เพื่อติดต่อใกล้ๆ
(http://image.free.in.th/z/iy/tilt4.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=176060d088a13c3c5aba58c5e38134e9)

ภาพด้านบนเป็นการเปรียบเทียบรูปแบบคลื่นของสายอากาศปกติและแบบที่มีมุมยิงกดลง อย่างไรก็ตามการทำdown tilt จะมีผลดีกับสายอากาศที่ติดตั้งสูงมากๆ ถ้าเป็นสายอากาศความสูงปกติเทคนิคนี้ไม่มีความจำเป็นครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 30, 2012, 02:28:11 PM
  K Factor
ท่านที่เคยมีประสบการณ์ในการทำสายอากาศคงเข้าใจถึงวิธีคิดคำนวณระยะต่างๆของสายอากาศ ที่มีความสัมพันธ์กับความยาวคลื่นของความถี่ที่ใช้งาน สมมุติว่าเราจะทำสายอากาศโฟลเดดไดโพลสำหรับความถี่145.00MHz เราต้องหาความยาวของห่วงก่อน คิดแบบรวบรัดผลที่ได้คือ 103.37 cm.
แต่ระยะนี้ใช้งานจริงไม่ได้เพราะเป็นระยะ1/2ความยาวคลื่นที่คลื่นวิทยุวิ่งในอากาศ ถ้าเราเอาคลื่นวิทยุมาวิ่งบนท่อโลหะคลื่นวิทยุจะเดินทางช้าลง คล้ายกับในสายนำสัญญาณ จะมีค่าที่เรียกว่า velocity factor หรือตัวคูณความเร็ว ทำให้ความยาวจริงสั้นลง
 สำหรับท่อโลหะ มีตัวแปรอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากสายอากาศเรานิยมใช้ท่อโลหะ และมีขนาดหลากหลายให้ใช้งาน ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความแข็งแรง ถ้าเราใช้ท่อขนาดใหญ่คลื่นวิทยุจะใช้เวลาวิ่งไปที่ผิวของท่อนานขึ้นเพราะว่ามีพื้นที่ผิวมากขึ้น  ตรงนี้เองที่มีผลให้ใช้ท่อสั้นกว่าปกติ ตัวแปรนี้เราเรียกว่า K Factor มีความสัมพันธ์กับขนาดท่อและความถี่ใช้งาน
(K Factorเป็นชื่อสมมุติ ชื่อนี้สามารถนำไปใช้เรียกค่าอื่นๆได้ เช่นแรงต้านของสายอากาศที่มีผลต่อแรงบิดของrotator หรือการหาระยะทางที่คลื่นเดินทางเป็นเส้นตรงก่อนโดนส่วนโค้งของโลกบดบัง ก็ใช้ค่าสมมุติว่าK Factor)
ย้อนกลับมาที่โฟลเดดไดโพลตามโจทย์ที่ตั้งไว้ ความถี่เรารู้แล้ว ตอนนี้เราก็กำหนดขนาดท่อ สมมุติว่าจะใช้นาด 1/2นิ้ว เราจะใช้ค่าเท่าไรดี มีข้อมูลที่เผยแพร่กันทั่วไปดังนี้
ถ้าเป็นสูตรคำนวณ จะใช้สูตร   (http://image.free.in.th/z/iq/6g4k1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=f8ee36963f6a80b77e78ce3302d455ab)  และยังมีสูตรที่เกี่ยวข้องอีกหลายสูตร ซึ่งจะเห็นว่ายากเกินไป สร้างตวามปวดหัว เรามีวิธีที่ง่ายกว่าคือ ใช้ค่าสำเร็จรูป ดังนี้
ท่อ3/8 นิ้ว   = 0.933
ท่อ1/2นิ้ว  =0.911
ท่อ5/8นิ้ว  =0.903
ท่อ3/4นิ้ว  =0.896
ท่อ1นิ้ว  =0.882
ข้อมูลนี้ผมไม่ทราบแหล่งที่มาว่าอ้างอิงจากที่ใด  แต่ถ้าลองคำนวณดู 103.37*0.911 จะได้ความยาวห่วงประมาณ 94cm.เป็นระยะความยาวห่วงของสายอากาศที่ใช้งานและมีขายกันทั่วไป
แต่มีข้อมูลจากARRL Antenna Book แสดงกราฟ K Factor ซึ่งจะดูยากหน่อย จึงมีบางท่านได้ทำตารางสรุปที่ดูง่ายขึ้นดังนี้
(http://image.free.in.th/z/ij/kfactor.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=cd73faae41bb959787e7afed5316545a)

วิธีใช้ตารางเราต้องหาความยาวคลื่นก่อน คือ29980/145=206.75
นำความยาวคลื่นไปหารด้วยขนาดท่อที่จะใช้งาน หน่วยเป็นเซ็นติเมตร  คือ 206.75/1.27 =162.79
แล้วเอาไปเทียบกับตาราง ค่าที่ใกล้เคียงคือ 0.961  เป็นค่า K Factor สำหรับท่อขนาด1/2นิ้วที่ความถี่145MHz ที่เราจะใช้งาน
เราจะได้ความยาวของห่วงโฟลเดดไดโพลที่ความยาว 99.34cm. วิธีนี้ใช้กับท่อได้หลากหลายขนาดและทุกความถี่ จะใช้กับลวดเส้นเล็กๆก็ได้
ยังมีอีกข้อมูลนึงมาจากตำราชื่อThe radio communication handbook เป็นของ RSGB สมาคมวิทยุสมัครเล่นของประเทศอังกฤษ ข้อมูลจะอ้างอิงกับของอเมริกามีตัวเลขที่แตกต่างกันเล็กน้อย วิธีเอามาใช้งานคล้ายกันแสดงผลเป็นกราฟ แต่ทำมาเพื่อสายอากาศแบบฮาฟเวพเท่านั้น
(http://image.free.in.th/z/iy/7dg2k.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=293b16371d709dc96545f8574322b3b2)

นอกจากดูจากกราฟ ยังมีวิธีที่ง่ายกว่านี้อีกคือใช้คอมฯช่วยคิด เป็น Excel คุณPeter wardหรือAX2VCI ทำไว้ อ้างอิงจากวิธีคิดของARRL อยากได้ความถี่อะไร ท่อโตเท่าไร คำนวณออกมาได้ กำลังหาทีให้ดาวโหลดอยู่ครับ
(http://image.free.in.th/z/ih/xpjk5.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=2631e0f3006b3c3c28d6db77f10958cf)

เลือกเอาครับว่าจะใช้แบบใด ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าวิธีใดแม่นยำกว่ากัน ลงให้ดูเพื่อเป็นทางเลือกครับ


ดาวโหดไฟล์ที่ http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1E837EA6F388PYPIMCAUAXCHDKR2P4 (http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1E837EA6F388PYPIMCAUAXCHDKR2P4)
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 30, 2012, 02:30:47 PM
   Intermodulation
เมื่อสมัยก่อนตอนผมเริ่มเป็นนักวิทยุสมัครเล่น มักจะได้ยินเพื่อนๆบ่นว่าโดนอินเตอมอดรบกวน บางท่านเรียกสั้นๆว่ามอดลง โดยเฉพาะเจ้าวิทยุติดตามตัว paclink phonlinkตัวแสบ ตกเป็นจำเลยอยู่เสมอ
ปัจจุบันคำนี้มีผู้ใช้งานกันน้อยมาก หันไปใช้คำว่า เฟสรบกวน เฟสลง ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้คำศัพท์แบบผิดๆที่ได้รับความนิยมจนกลายเป็นคำสามัญในการเรียกสัญญาณรบกวน
สัญญาณรบกวนมีหลายรูปแบบ วันนี้ขออธิบายถึงการรบกวนในแบบที่เรียกว่า intermodulation (อินเตอมอดดูเลชั่น หรือ อินเตอมอด)
Intermod เกิดจากการผสมกันของคลื่นจำนวนสองคลื่น(หรือสามคลื่น) แล้วไปรบกวนคลื่นที่สาม  เรามักจะได้ยินเสียงจากสถานีที่แรงๆสองสถานีพร้อมๆกันในความถี่ที่เราใช้งานกันอยู่ คลื่นที่ไปรบกวนอาจเกิดจากคลื่นนั้นๆโดยตรง
หรือเกิดจากฮาโมนิคที่สอง ที่สาม ไปรบกวนก็ได้
ยกตัวอย่างถ้ามีผู้ใช้งานในความถี่144.800MHz และ 144.900 MHzพร้อมๆกัน คลื่นรบกวนจะไปลงที่ความถี่ใดบ้าง ให้ดูจากภาพครับ

(http://image.free.in.th/z/ig/intermod1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=426a0271b3ffb7408b17b458813e50fe)
(http://image.free.in.th/z/iw/intermod2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=cf8df3da6cf1e8f3d1b1dfe08201cc2c)

จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายความถี่ที่อาจโดนเขารบกวน หรือเราไปรบกวนเขา ดังนั้นขอให้ใช้กำลังส่งแต่พอสมควร และตรวจสอบอุปกรณ์สื่อสารให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะช่วยลดการรบกวนได้ไม่มากก็น้อย
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กันยายน 30, 2012, 02:55:21 PM
สายอากาศกับTower
สายอากาศfolded dipoleนิยมใช้กันในหลายหน่วยงาน เนื่องจากคุณสมบัติที่ดีหลายๆประการเช่น โครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน bandwidthกว้าง และปรับแต่งรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นได้
วันนี้ขอเอธิบายถึงคุณสมบัติในข้อหลัง และขอใช้ภาพจากเอกสารของบริษัทที่ผลิตสายอากาศมาประกอปความเข้าใจ ว่าเมื่อนำสายอากาศมาวางข้างTowerแล้ว รูปร่างการแพร่กระจายคลื่นจะเปลี่ยนไปอย่างไร  และหากต้องการปรับแต่ง จะใช้วิธีใดจึงเหมาะกับความต้องการ
ในที่นี้เราจะใช้folded dipole4stackเป็นโจทย์

(http://image.free.in.th/z/ic/oxf41.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=0f55421384b345f8a6124ecb1f087291)

รูปร่างคลื่นในfree space เปรียบเทียบการจัดวางแบบoffsetและ omni ไม่มีวัตถุใดมาเกี่ยวข้อง

(http://image.free.in.th/z/id/etf4a.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=96e06036148de41bb61b5f5df28bbeea)

แบบแรก หันห่วงออกจาก Tower เป็นแบบที่ติดตั้งกันทั่วไป จะดีทางด้านหน้าและข้าง ส่วนด้านหลังgainลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากโดนTowerบัง

(http://image.free.in.th/z/iy/w3f4b.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=d9243b4552de9fc8caa984269979edce)

แบบที่สอง หันห่วงเข้าหา Tower แบบนี้นานๆจะเห็นสักทีแต่ยังพอมีผู้ใช้งานอยู่บ้าง  gain ด้านหน้าลดลง ด้านข้างเพิ่มขึ้นนิดหน่อย และด้านหลังดีกว่าแบบแรก

(http://image.free.in.th/z/io/u7f4c.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=8b6efe31e43379b6b57be9df98f5591f)

แบบที่สาม ต้องมีการปรับห่วงให้หันไปทิศละห่วงก่อน เพื่อให้คลื่นเป็นแบบรอบตัว(omni) แบบนี้ gainจะน้อยกว่าทั้งสองแบบ ทำให้ไม่เป็นที่นิยม  คลื่นด้านหน้าและด้านข้างจะใกล้เคียงกัน  ส่วนด้านหลังน้อยกว่าด้านอื่น

ยังมี Folded dipoleอีกแบบนึงที่เรานิยมว่าแบบปีกผีเสื้อ ขอนำเสนอรูปให้ดูเพื่อเป็นทางเลือก สำหรับผู้ชอบความแตกต่าง

(http://image.free.in.th/z/ik/eff42.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=d2c862761b97458c10a2bf844bdeb2d8) รูปร่างสายอากาศแบบปีกผีเสื้อ

(http://image.free.in.th/z/ir/xrf4d.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=2a057df19718eab79f6e7146270a884a)

แบบแรก เราจะหันห่วงไปทั้งสี่ทิศทาง  คลื่นจะด้อยทางด้านหลัง

(http://image.free.in.th/z/iq/c1f4e.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=c34de58f5448a78c65bb8d9526272122)

แบบที่สอง หันสันห่วงไปแนวเหนือใต้ คลื่นจะออกไปทางด้านข้างนะครับ ไม่ได้ไปทางสันห่วง

(http://image.free.in.th/z/io/g6f4f.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=5716daf745318ad2e86cbd32d0953753)

แบบที่สาม หันสันห่วงไปทางตะวันตกและตะวันออก คลื่นส่วนใหญ่จะพุ่งไปทางทิศเหนือ ด้านตรงข้ามไปน้อยเพราะโดนTowerบัง และคลื่นบางส่วนจะไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงใต้  แปลกดี

สำหรับสายอากาศแบบรอบตัวซึ่งปกติจะแพร่กระจายคลื่นออกมาเท่าๆกันในทุกทิศ หากนำมาติดข้างTowerรูปคลื่นจะเปลื่ยนไปอย่างไรเรามาดูกันครับ

(http://image.free.in.th/z/ic/yjdo1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=bf8fe9cbdef5b12addcc3ef566381a0a)

ภาพแรก มาดูลักษณะการติดตั้งข้างTowerกันก่อน คงดูภาพออกนะครับ ตัวอย่างจะใช้แบบที่1ถึง3นะครับ โดยคำนวณจากTowerหน้ากว้าง18นิ้ว และวางสายอากาศห่าง3ฟุต

(http://image.free.in.th/z/ix/ioso2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=d118b787b6d6d720e3e1a5a3b104adc3)

(http://image.free.in.th/z/ie/t6ro3.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=705aee7340b20c6625858b274236eaed)

(http://image.free.in.th/z/im/5keo4.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=ba1d7dce513e1582a44cff6a6f1b27fa)
เราจะเห็นว่ารูปแบบของคลื่นบิดเบี้ยวไปค่อนข้างมาก ไม่เป็นรอบตัวเหมือนชื่อ
คราวนี้เราลองขยับระยะห่างเป็น2, 6 และ9ฟุตตามลำดับลองดูรูปคลื่นที่เปลี่ยนไปนะครับ

(http://image.free.in.th/z/it/7xuo5.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=f0cde2f16be82d9153a73bf63983ea04)

(http://image.free.in.th/z/im/3meo6.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=c058e0fe67d182b3df29e1661b4f3537)

(http://image.free.in.th/z/ip/m8no7.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=998034972992a81432aa3bece0c3c665)

เราจะเห็นความแตกต่างได้พอสมควร ผมไม่ได้ลองTowerขนาดอื่นให้ดูนะครับ เพราะภาพจะมากเกินไป
ในตอนนี้ไม่ได้เน้นตัวเลขของgain เพราะมีTowerเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ได้ตัวเลขไม่แน่นอน เอาเฉพาะรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นก็พอนะครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ตุลาคม 05, 2012, 10:54:56 AM
   เสียงรบกวนในรถยนตร์
ปัญหาเสียงรบกวนในสถานีรถยนตร์ มีหลายคนที่เจอปัญหา และมีวิธีแก้ไขต่างกันไป เสียงจะมีลักษณะหวีดหอนตามรอบเครื่องยนตร์ ปัญหามักเกิดจากไดชาจน์ หรือระบบกราวด์ที่ไม่ดีพอ เคยได้ยินการแนะนำวิธีแก้ปัญหาหลายๆแบบแต่ที่พอจำได้ ถ้าเกิดจากไดชาจน์แนะนำให้ทำ choke เพื่อลดการรบกวน วิธีการทำให้หาแกนเทอรอยน์ลักษณะเป็นวงแหวนขนาดพอที่จะร้อยสายไฟทั้งสองเส้นได้ ให้เอาสายไฟมาพันสักห้ารอบก็คงพอ สมมุติว่าสีดำพันตามเข็มนาฬิกา สายสีแดงให้พันสวนในทิศตรงข้าม เพื่อให้สัญญาณหักล้างกันถ้ายังไม่หาย ลองเพิ่มจำนวนรอบให้มากขึ้น
อีกแบบไม่ต้องพัน มันจะมีแกนเทอรอยน์แบบอันเล็กๆมีรูพอๆกับสายไฟ นำสายไฟมาร้อยผ่านรู จำนวนไม่กำหนดต้องลองเพิ่มไปทดลองไปบางทีก็ร้อยยาวเป็นคืบ เทอรอยน์ทั้งสองแบบที่บ้านหม้อมีขายหลายขนาดในราคาไม่แพง  เลือกเอาตามใจชอบ เทคนิคอื่นยังนึกไม่ออกจ้า
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ตุลาคม 05, 2012, 10:56:06 AM
   ทำไมต้อง 600kHz
วิทยุสมัครเล่นเป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานที่มีโอกาสได้ใช้ระบบทวนสัญญาณหรือ repeater นับว่ามีประโยชน์และได้รับความนิยมอย่างมาก แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยใช้ repeater แบบผิดวัตถุประสงค์ยึดเป็นช่องบ้านคุยกันทั้งวันทั้งคืน ขนาดถึงเวลาปิดเครื่องก็ยังคุยช่องตรงบนความถี่สำหรับ repeater แหม..มันน่าตีนัก

การที่จะใช้ระบบ repeater ได้ เราต้องปรับตั้งค่าที่เครื่องเราก่อนให้รับความถี่นึง และเวลากดคีย์ส่ง เครื่องจะส่งอีกความถี่นึง
ช่วงห่างระหว่างความถี่รับและความถี่ส่งต้องมีระยะห่างพอสมควร ความถี่2 meter bandกำหนดความห่าง 600kHz ความถี่UHF กำหนดความห่าง 5MHz การกำหนดช่วงห่างให้มากกว่านี้ถือเป็นการดีเพราะจะลดการรบกวนระหว่างภาครับและภาคส่ง แต่อาจลำบากในการจัดสรรความถี่ให้ใช้ ค่าดังกลาวจึงใช้เป็นมาตราฐาน เพราะห่างพอที่จะไม่เกิดการรบกวน

สำหรับวิทยุสมัครเล่น ที่พวกเรามีสิทธิใช้กัน มีเรื่องราวความเป็นมาของการกำหนดระยะห่างไว้ดังนี้ เขาเล่าไว้ว่า เมื่อตอนที่วิทยุในระบบFMถูกพัฒนาขึ้นใช้งานประมาณปี1950  บริษัทที่ทำอุปกรณ์ออกมาขายเช่น Bendix (ยี่ห้อเดียวกันกับผ้าเบรครถยนตร์) Aerotron  , Federal signal และอีกไม่กี่บริษัท ผลิตออกมาจำหน่าย ตอนนั้นวิทยุแบบใช้งานสำหรับราชการและการพานิชย์  มี Motorola และ GE เป็นเจ้าของตลาดอยู่ก่อนแล้วซึ่งนักวิทยุสมัครเล่นก็เอาเครื่องสองยี่ห้อนี้ มาดัดแปลงใช้งานด้วย สมัยนั้นวิทยุยังเป็นระบบที่ใช้งานเป็นช่องโดยใช้แร่คริสตัลเป็นตัวควบคุมความถี่ แต่แร่มีราคาสูงมากเขาก็เลยตกลงกันว่า เครื่องที่ทำออกขาย จะใส่แร่ความถี่ 146.94 MHz เป็นมาตรฐาน จะใด้ใช้ติดต่อกันได้ทุกเครื่องทุกยี่ห้อ ถ้าใครอยากใช้ความถี่เพิ่มให้ไปซื้อแร่มาใส่เพิ่มเติม จนเมื่อระบบrepeaterได้ถูกคิดขึ้นประมาณช่วงปี1970 ได้มีการทดลองหาระยะห่างที่เหมาะสมจนพบว่า 600 kHz ห่างพอที่จะใช้งานได้ดี สถานีถูกตั้งเพิ่มขึ้นตามความนิยมในการใช้งาน แต่มีสถานีrepeater ไม่ทำตามหลักการนี้ กำหนดระยะห่างของความถี่ต่างออกไป บางแห่งห่างเพียง 300 kHz บางครั้งก็ห่างถึง 900 kHz จนมีปัญหาเกิดการรบกวนระหว่างrepeaterด้วยกัน ผู้ใช้งานก็ลำบากไม่น้อย ที่ต้องซื้อแร่ราคาแพงหลายๆความถี่เพื่อมาใช้งาน การออกกฏบังคับให้ใช้ระยะห่าง 600 kHz  เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงถูกกำหนดขึ้น แต่กว่าทุกสถานีจะยอมรับก็ประมาณปี1973

แล้วทำไมต้องมีบวกมีลบ  ก็เพราะว่าความถี่ 2meter มีการเปลี่ยนกฏ ประมาณปี1980ให้นักวิทยุขั้น Technician ได้รับสิทธิใช้ความถี่ย่านนี้เพิ่มเติม แต่ให้ใช้ได้ไม่เกิน147.00MHz  ขั้นที่สูงกว่าถึงจะมีสิทธิใช้ได้เต็มย่าน ความถี่จึงเกิดความหนาแน่น ความถี่ที่เอามาทำ repeater ได้ จะอยู่ในช่วง 146.0-147.0MHz เลยคิดหาทางใช้ความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ทดลองแบ่งความถี่ออกเป็นช่อง เว้นระยะห่าง30kHz ทดลองปรับเปลี่ยนจากส่งที่ความถี่สูงรับที่ความถี่ต่ำ มาทำในแบบตรงข้าม พบว่าถ้ามีการแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสม จะไม่เกิดการรบกวน ในบ้านเราสถานี repeater จะส่งที่ความถี่สูงรับที่ความถี่ต่ำ และกำหนดให้สถานีควบคุมข่ายเท่านั้นที่มีสิทธิตั้งได้ ต่างจากในอเมริกา ที่นักวิทยุทั่วไปสามารถตั้งได้

หมายเหตุ   ความถี่ 2meter band ของอเมริกาคือ 144-148 MHz และจะไม่มีการกำหนดเป็นช่องแบบบ้านเรา นักวิทยุสมัครเล่นแบ่งเป็น5ขั้น ปัจจุบันปรับลดลงมาเหลือ3ขั้น  ใช้ความถี่ได้แตกต่างกันไป
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: E22VKV ที่ ตุลาคม 13, 2012, 09:40:00 AM
ขอบคุณครับ  :) :)  ท่าน HS1XFR  :D

 อ่านแล้วได้ความรู้ ในสิ่งที่ไม่รู้ เพิ่มขึ้นมากเลยครับ

เป็นประโยชน์ กับนักวิทยุสมัครเล่นอย่างผมมากๆ ครับท่าน
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ตุลาคม 13, 2012, 01:50:21 PM
ขอบคุณเช่นกันที่เขียนแล้วมีคนอ่าน ;D

  Desensitizing ฝ่าดงเฟส
“ผมโดนเฟสข้ามช่องรบกวนครับ”  “ ตอนนี้ขับรถผ่านสี่แยก รับสัญญาณไม่ได้ครับ เฟสแรงเหลือเกิน” ประโยคพวกนี้ คงเคยได้ยิน หรือเคยใช้กัน
เฟส คำสมมุติอันหมายถึงสัญญาณรบกวน ที่มีใช้เพียงประเทศเดียวในโลก ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนคิดคำนี้ขึ้น เอาน่า มันสายเกินแก้แล้ว มันเข้าไปในโครโมโซมของนักวิทยุสมัครเล่นไทยไปแล้ว
ในคราวก่อนเราพูดถึงสัญญาณรบกวนแบบ intermoduration  ที่เกิดจากการผสมกันของคลื่นต่างความถี่กัน วันนี้มีการรบกวนอีกแบบนึงที่เราเจอกันเป็นประจำ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงชื่อการรบกวนประเภทนี้

Desensitizing เรียกสั้นๆว่าDesen(ดีเซ้น) คือการรบกวนอันเกิดจากการที่มีสัญญาณที่มีความแรงหรือความเข้มสูง เข้ามารบกวนภาครับของเครื่องวิทยุ ทำให้ภาครับมีความไวลดลง จนทำให้รับได้แต่สัญญาณไม่พึงประสงค์
ตัวอย่างเช่น สถานีนาย Aและ สถานีนายBอยู่ใกล้กันและสถานีนายAเป็นสถานีที่ใช้กำลังส่งสูง เมื่อใดก็ตามที่สถานีนายAออกอากาศ  เครื่องรับวิทยุของนายBจะได้ยินเสียงนายAดังลอดเข้ามา ถึงจะหมุนเปลื่ยนความถี่ก็ยังมีเสียงนายAเสียงอาจจะเบาลงเมื่อเปลี่ยนความถี่ให้ห่างออกไป

ในบางสถานที่เช่นตามสี่แยกหรือถนนที่มีการจราจรคับคั่ง สัญญาณรบกวนที่เกิดจากเครื่องยนตร์  สายไฟฟ้าแรงสูง สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุของราชการ หรือสถานีฐานของโทรศัพท์มือถือ มีได้ตลอดเวลาและอาจจะมีความเข้มข้นสูงกว่าสถานีที่เรากำลังติดต่ออยู่ พอติดต่อไม่ได้ก็ไปโยนบาปให้เฟส
วิทยุบางเครื่องหรือบางประเภทเช่นเครื่องมือถือหรือแม้แต่วิทยุFMสำหรับฟังเพลง จะออกแบบให้มีความใวของภาครับสูงการขจัดสัญญาณรบกวนจึงสวนทางกัน ถ้าเอามาต่อสายอากาศภายนอกเครื่องจะรับสัญญาณแปลกปลอมได้ง่าย อาการนี้มีชื่อทางเทคนิคอีกอย่างนึงว่า Fundamental Overmodulation
การแก้ไขการรบกวนแบบ desen ต้องมีวงจรกรองสัญญาณที่มีคุณภาพดี ทั้งที่อยู่ในตัวเครื่องหรือต่อภายนอก ถ้าแก้ไม่หายให้ย้ายบ้านหนีครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ตุลาคม 15, 2012, 10:54:13 AM
   สะกดรอย Lazy-H
นักวิทยุสมัครเล่นบ้านเราจะรู้จักสายอากาศอยู่ไม่กี่แบบ อาจเป็นเพราะไม่มีใครเผยแพร่ให้รู้จัก หรือไม่มีคนทำขาย หรือลองทำลองใช้แล้วได้ผลไม่น่าพอใจเลยวนเวียนใช้ของที่มั่นใจมากกว่า
มีสายอากาศอยู่แบบนึงเริ่มมีคนใช้กันและบอกต่อถึงคุณภาพกันแบบปากต่อปาก สายอากาศชนิดนี้เรียกว่า Lazy-H วันนี้เรามาทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ก่อนอื่นเราไปดูแบบที่คนไทยเรานิยมทำกันก่อนที่  http://www.100watts.com/smf/index.php?topic=51815.0

สายอากาศชนิดนี้ถูกคิดขึ้นมานานแล้วเพื่อใช้กับความถี่HF ในบ้านเราก็เผยแพร่กันมาหลายปีแต่ไม่ค่อยมีคนใช้กันบางครั้งเรียกมินิบีม  มีนักวิทยุสมัครเล่นทางภาคอีสาน ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านใด ได้ปรับปรุงรูปแบบให้ทำง่ายขึ้น และนำมาstackเพื่อเพิ่มGain จนได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ  ใกล้ๆบ้านผมก็มีคนทำขาย ฝีมือและคุณภาพถือว่าใช้ได้เลย  แต่ว่ามันมีเหตุที่ต้องเขียน คือชื่อเรียก ซึ่งในความเห็นของผม ไม่ควรเรียกว่าLazy-H  แล้วที่ถูกต้องควรเรียกว่าสายอากาศอะไรเรามาศึกษากัน
สายอากาศที่มีรูปร่างและหลักการคล้ายๆกันเท่าที่รวบรวมได้ มีอยู่4แบบคือ
1 Lazy-H
2 W8JK beam
3 ZL-Special
4 HB9CV
สายอากาศทั้ง4แบบจะมีอีลีเมนต์ที่เป็นตัวแพร่กระจายอื่นอยู่มากกว่าหนึ่งตัว ในขณะที่สายอากาศแบบทั่วไปเช่นไดโพลหรือยากิมีตัวเดียว วิธีการป้อนสัญญาณให้กับสายอากาศมีทั้งแบบป้อนเข้าที่ขั้วเดียวกัน(in phase) และแบบขั้วต่างกัน(phase shit )

สายอากาศแบบแรก Lazy-H ไม่มีข้อมูลว่าใครเป็นคนคิด เป็นสายอากาศฟูลเวฟไดโพลสองตัว นำมาวางขนานบนล่าง ห่างกันฮาฟเวฟ ป้อนสัญญาณแบบin phaseให้ทั้งสี่ตัวเท่าๆกัน บางครั้งจะพบแบบที่ป้อนแบบ phase shift  การทำงานของสายอากาศลักษณะนี้มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า combination driven array เพราะว่ามีทั้งcollinearและbroadsideในตัวเดียวกัน แบบที่ฝรั่งเขาทำใช้กันจะมีความยิ่งใหญ่อลังการมาก จนความนิยมลดลง
 
(http://image.free.in.th/z/ia/lazy1.gif) (http://image.free.in.th/show.php?id=f2cab8a2de76692cf7949befe95af5a9)

แบบที่สอง W8JK beam (บางครั้งจะเรียกว่า8JK beam) ผู้คิดคือJohn D. Kraus ท่านนี้เก่งมาก เขียนตำราสายอากาศชื่อ Antennas ที่มักจะถูกใช้อ้างอิงอยู่เสมอ  พื้นฐานคือสายอากาศแบบฮาฟเวฟไดโพล สองตัว นำมาวางห่างกัน1/8แลมด้า ป้อนสัญญาณให้เฟสต่างกัน180องศา (phase shift180) จุดป้อนสัญญาณจะอยู่ตรงกลางระหว่างอีลีเมนต์ทั้งสองอัน คลื่นจะออกทั้งสองทิศทาง หรือ bidirection
 
(http://image.free.in.th/z/iy/lazy2.gif) (http://image.free.in.th/show.php?id=4ca25694f0d0e3c51c033584a9db1602)

แบบที่สาม สายอากาศZL-Special ผู้ที่คิดสายอากาศชนิดนี้คือ George Prichard ZL3MH ชาวนิวซีแลนโดยได้รับคำแนะนำจากW5LHIและW0GZR ในปี1949 อีลีเมนต์จะใช้แบบโฟลเดดไดโพล กลับเฟส180องศา ส่วนท่าน F.C. Judd  G2BCX เป็นคนตั้งชื่อว่า ZL-Special และดัดแปลงให้ทำง่ายขึ้น F.C. Judd เป็นผู้คิดสายอากาศสลิมจิมที่เรารู้จักกันดี ท่านพัฒนาเป็นสายอากาศทิศทางมีการใส่director เข้าไปหลายๆตัว 

(http://image.free.in.th/z/iy/lazy3.gif) (http://image.free.in.th/show.php?id=1641adf7029f8ec6596e99af527abd4d)

แบบสุดท้าย สายอากาศHB9CV จะคล้ายกับสายอากาศ ZL-Special ต่างกันตรงอีลีเมนต์เป็นไดโพลธรรมดา อีลีเมนต์ทั้งสองอัน ยาวไม่เท่ากันคล้ายกับยากิ2อีลีเมนต์ ตัวนึงทำหน้าที่เหมือนรีเฟคเตอร์ อีกตัวทำหน้าที่เหมือนดริเวน แต่ทั้งสองอันเป็นตัวกำเนิดคลื่นเหมือนกัน ป้อนเฟสต่างกัน(phase shift180) และย้ายจุดป้อนสัญญาณมาที่ด้านท้ายของสายอากาศแต่เนื่องจากเราวางสายอากาศห่างกัน1/8แลมด้า ถ้าเทียบตำแหน่งของลูกคลื่นจะมีเฟสที่45องศา สัญญาณจะมีการหน่วงเวลาจึงเปรียบเสมือนเราป้อนสัญญาณต่างกัน225องศาหรือ180+45  แต่บางท่านก็บอกว่าต้องเป็น180-45หรือ135องศา ไม่ว่าจะเป็นแบบใหนการป้อนสัญญาณแบบนี้ทำให้คลื่นออกมาแบบมีทิศทาง

(http://image.free.in.th/z/iq/lazy4.gif) (http://image.free.in.th/show.php?id=c4a4d0f76db0f81ceb41f40931114f8b)

ถ้านำสายอากาศทั้ง4ชนิดมาเปรียบเทียบกัน Lazy-Hนี่ต้องตัดออกเป็นอันดับแรกเพราะหลักการต่างกันชัดเจนจุดfeed ความยาว ระยะห่างไม่เหมือนเลย ตัวที่สองที่ตัดทิ้งคือZL-Special เพราะแบบของอีลีเมนต์ต่างกันชัดเจน คราวนี้เหลืออีกสองตัวให้ตัดW8JK beam ออกเพราะเราใช้ความยาวอีลีเมนต์ไม่เหมือนกัน
ที่เข้ารอบสุดท้ายคือHB9CV หลักการทุกอย่างเหมือนกันหมด แบบที่คนไทยเราเผยแพร่กันอาจมีจุดต่างไปบ้างเล็กน้อยเพื่อให้สร้างและปรับแต่งได้ง่ายขึ้น สรุปคือสายอากาศแบบนี้ควรเรียกว่า HB9CV ไม่ใช่Lazy-H หรือถ้าท่านเป็นผู้พัฒนาสายอากาศชนิดนี้ จะเอาชื่อท่านมาตั้งเป็นชื่อสายอากาศก็สามารถทำได้

(http://image.free.in.th/z/im/lazy5.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=2a2e16aa6de4287ac217ee42f24b815e)
 
HB9CV หรือ Rudolf Baumgartner เป็นชาวสวิทเซอแลนด์ ปี1914-1985 อายุรวม71ปี
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ตุลาคม 20, 2012, 08:45:23 PM
    เศษอลูมิเนียมราคาห้าพันบาท
นักทำสายอากาศชื่อดังท่านนึงเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนนู้น ตอนที่ท่านเริ่มทำธุรกิจมีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อลูกค้าที่อยู่ห่างไกลเกินขอบเขตของโทรศัพท์พื้นฐาน ท่านเลือกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นที่เป็นเครื่องกระเป๋าหิ้วเครื่องใหญ่ๆ เข้ามาในเมืองไทยในยุคแรกๆขายราคาเป็นแสน ก็ใช้งานได้พอควร แต่เมื่อต้องการเพิ่มระยะทางท่านได้ไปซื้อสายอากาศภายนอกมาต่อเพิ่ม ร้านที่ขายให้ท่านขายในราคาอันละ5พันบาท ท่านก็จำใจซื้อมา
ซื้อแล้วก็มานั่งมองว่า อลูมิเนียมอันเล็กๆต้นทุนอย่างแพงก็เกินร้อยบาทไปนิดหน่อย ทำไมขายได้แพงขนาดนั้น คนขายสายอากาศบอกว่ามันเป็นเรื่องของ know how เป็นสิ่งที่มีคนรู้น้อยนิด คนมีความรู้เขาจะขายราตาเท่าใดก็ได้ หากเราทำเองไม่เป็นก็ต้องจำใจซื้อ

เลยเป็นที่มาของการศึกษาอย่างจริงจังว่าเรื่องราวของสายอากาศมีที่มาที่ไปอย่างไรและจะทำขึ้นมาอย่างไร จนตอนนี้ท่านกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญสายอากาศทั้งภาคทฤษฎีและปฎิบัติระดับแนวหน้า และกลายเป็นอีกอาชีพของท่าน ท่านบอกว่ายิ่งศึกษายิ่งได้ความรู้ ทำจนตายก็ทำได้ไม่หมดทุกแบบ ผมเชื่อท่านครับ
พวกเราล่ะครับซื้อสายอากาศแพงๆมาใช้ ลองทำใช้เองบ้างมั้ย ไม่ต้องทำแบบเอาเป็นเอาตายให้ร่ำรวย แค่เป็นความรู้ประดับตัวให้สมกับคำว่า นักวิทยุสมัครเล่น
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ตุลาคม 20, 2012, 08:47:05 PM
   Wireless
คำว่าwirelessหมายถึงการสื่อสารแบบไม่ใช้สายสัญญาณ ซึ่งเคยมีแบบใช้สายอยู่ก่อนแล้ว ในที่นี้หมายถึงการใช้คลื่นวิทยุนั่นเอง คนในยุคปัจจุบันจะหมายถึงการสื่อสารในระบบอินเตอร์เน็ตไร้สาย มักจะเรียกอีกอย่างว่า wi-fi
เมื่อได้ลองค้นหาดู ได้พบว่าในยุคแรกที่มีการค้นพบคลื่นวิทยุ จะถูกเรียกว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ electromagnetic wave เมื่อมีผู้หาวิธีนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ได้ บุคคลที่นำมาใช้จนประสบผลสำเร็จคือ มาโคนี่  ที่น่าสนใจคือยังไม่มีคำว่า radio เกิดขึ้น  เขาใช้คำว่าwirelessสำหรับการนำเอาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปใช้ติดต่อสื่อสาร แทนระบบโทรเลขแบบใช้สายไฟที่มีอยู่ในตอนนั้น บริษัทของ มาโคนี่ ใช้ชื่อว่า Marconi Telegraph Wireless Company Ltd.  การสื่อสารไร้สายในตอนแรกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ต่อมากิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป นำมาใช้ศึกษาหาความรู้ติดต่อสื่อสารกัน ถือเป็นต้นกำเนิดของกิจการวิทยุสมัครเล่น

ในปี คศ.1910 มีการตั้งกลุ่มเล็กๆชื่อว่า Junior wireless club of America สังเกตุนะครับว่าใช้wireless แต่ถัดมาในปี คศ.1911 ได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น The radio club of America คำว่าradioเริ่มใช้กันในช่วงเวลานี้.กิจกรรมวิทยุสมัครเล่นตอนนั้นยังไม่มีกฏหมายมารองรับ พูดง่ายๆก็คือวิทยุเถื่อน ได้มีความพยายามเรียกร้องให้มีความถูกต้องกันนานหลายปี กว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะออกใบอนุญาตให้

 (http://image.free.in.th/z/iw/0wireless.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=195a90915eeb3f6f176336114d3ba478)

ตัวอย่างนิตยสาร QST  ฉบับแรกที่ตีพิมท์ในเดือนธันวาคมปี คศ.1915 (ปัจจุบันยังมีขายอยู่ อืม..เกือบ100ปีแล้วนะครับ) ใช้หัวหนังสือว่า an amateur wireless magazing ไม่ได้ใช้คำว่า amateur radio แม้ว่าชื่อสมาคมจะมีคำว่าradioอยู่ก็ตาม
หลักฐานในประเทศไทยก็มีถนนวิทยุที่อยู่ใกล้กับสวนลุมพีนี จะใช้คำภาษาอังกฤษว่า wireless road แต่ปัจจุบันจะใช้ชื่อทับศัพท์ว่า witthayu road สำหรับคำว่า วิทยุ นิตยสาร100wattsเคยลงไว้ มาจากคำว่า วิชชุ หมายถึง สายฟ้า
ส่วนคำว่าradio มาจาd radius เป็นภาษาละติน หมายถึงกงล้อ เขาเปรียบเทียบว่าคลื่นวิทยุจะพุ่งออกจากแหล่งกำเนิดแหมือนซี่ของกงล้อ ภาษาไทยใช้คำว่ารัศมี
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 09:55:46 AM
   ขออนุญาตตั้งเสาอากาศ
ตามระเบียบของนักวิทยุสมัครเล่น ถ้าเราต่อสายอากาศ นอกเครื่อง เราต้องขออนุญาตตั้งสถานี ในรถในบ้าน ก็ว่ากันไป ค่าธรรมเนียมก็เป็นไปตามกำลังส่ง ซึ่งเราคงรู้และทำตามกันอยู่แล้ว
แต่การตั้งเสาอากาศที่เรานิยมเรียกกันว่า Tower ท่านรู้มั้ยครับว่าต้องขออนุญาตด้วย ทำไมต้องขออีกเรามีใบตั้งสถานีจาก กสทช.อยู่แล้วนี่ครับ ใช่ครับแต่ที่จะเล่าให้ฟังเป็นกฏหมายคนละตัว

ตาม พรบ.ควบคุมอาคาร Towerถือว่าเป็นอาคาร จัดอยู่ในกลุ่มอาคารพิเศษซึ่งต้องขออนุญาตก่อสร้าง ผู้ที่จะออกใบอนุญาตให้ก็คือหน่วยงานในท้องถิ่นเช่น อบต. เทศบาล หรือสำนักงานเขต เคล้ายๆกับที่เราจะปลูกบ้านสักหลัง สมัยก่อนก็ปลูกกันตามใจชอบ ปลูกเสร็จแล้วก็ไปขอเลขที่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้ต้องยื่นเรื่องขอสร้างบ้าน ต้องส่งแบบแปลนไปตรวจรับรอง ถึงจะมีสิทธิสร้างได้

แล้วTower ทุกแบบเลยหรือเปล่าที่ต้องขออนุญาต ไม่ครับมันมีระเบียบเพิ่มเติม ถ้าเสาของเราที่ใช้รับส่งวิทยุสูงไม่เกิน10เมตร ไม่ต้องขออนุญาตครับ แต่ถ้าสูงเกิน10เมตรเราต้องขอ
โห..แค่10เมตรก็ต้องขอด้วย ใจเย็นๆครับยังมีต่อ  10เมตรเป็นระเบียบของ กทช.เขาเอา พรบ.ควบคุมอาคาร มาตีความอีกทีว่าTowerเป็นอาคารพิเศษหรือเปล่า ก็ตีความออกมาว่าTower ถือเป็นอาคารพิเศษครับ แต่ พรบ.ควบคุมอาคารจะใช้ความสูงที่15เมตรขึ้นไป เรายึดหลักกฏหมายที่ใหญ่กว่าคือ พรบ.ควบคุมอาคาร ดังนั้นเริ่มที่15เมตรครับ  โดยเสียค่าใบอนุญาตดังนี้
ค่าใบอนุญาตฉบับละ20บาท
ค่าตรวจสอบตารางเมตรละ4บาท ไม่รวมค่ากาแฟ กรณีเจ้าหน้าที่คอแห้ง  รวมเบ็ดเสร็จ พอใหว ไม่กี่บาท

แล้วถ้าเราไม่ขอได้หรือปล่าว ถามเพื่อนดูแล้วไม่มีใครเคยขอสักคน ไม่เห็นมีใครมาตรวจสอบ มาจับผิด
ไม่ต้องขอก็ได้ครับ เขาบอกว่าการออกใบอนุญาติขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่บอกไม่จำเป็นไม่เป็นไรหรอกเสียเวลาไปตรวจ เราก็ไม่ต้องขอ ในบางครั้งเจ้าหน้าที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่ในกฏหมาย แต่ถ้าเราละเลยไม่ไปขอแล้ววันดีคืนดีมันล้มลงมาทับข้างบ้าน นอกจากเราต้องจ่ายค่าเสียหายให้ข้างบ้านแล้ว เรายังโดนค่าปรับจากทางราชการโทษฐานปลูกสิ่งก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาติ คราวนี้ละงานเข้า ส่วนผมรอดตัวไปขึ้นกับเขาได้แค่6เมตร ยิ่งแก่ยิ่งหด
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 09:57:13 AM
  dBข้างซอง
ตัวเลขgainของสายอากาศเป็นเหตุผลหลักในการเลือกซื้อสายอากาศ ยิ่งสูงยิ่งชอบ แต่dBมันมีหลายแบบ เราไม่สามารถทราบได้ถ้าเขาไม่บอก  dBที่ข้างซองสายอากาศที่พบเจอมีดังนี้

dBi ทียบกับสายอากาศisotopic สายอากาศที่แพร่กระจายคลื่นทุกทิศทางเท่ากันหมด บริษัทที่มีมาตรฐานหน่อยจะใช้gainแบบนี้ และตัวเลขจะสูง

dBd เทียบกับสายอากาศไดโพล  0dB=2.15dBi  gainแบบนี้หลายบริษัทก็ใช้ ถึงเลขจะน้อยกว่าแบบแรกแต่มาตฐานพอกัน

dBq เทียบกับสายอากาศควอเตอเวฟ น้อยกว่า 0dBd ครึ่งนึงหรือ 3dB  มีค่าเท่ากับ2.15-3= 0.85 dBi  หลายเจ้าใช้วิธีเทียบจากค่านี้แต่เขาไม่บอกเรา เช่นถ้าเขาบอกว่าสายอากาศของเขามีgain3dB ก็จะหมายถึง 2.15dBi หรือ 0dBd อืม..วุ่นวายดี

dBadv gainเพื่อการโฆษณา ไม่ทราบว่าอ้างอิงจากสิ่งใด ระบุเป็น dB ไม่มีอะไรต่อท้าย  บริษัทสายอากาศส่วนใหญ่ใช้แบบนี้ มีตัวเลขที่สูงมาก คนซื้อยินดีจ่ายเพื่อตัวเลขข้างซอง
ไม่ว่าจะเป็น dB แบบใหนขอให้ใช้แล้วถูกใจเป็นใช้ได้ จริงใหมครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 01, 2012, 09:58:19 AM
   Prefix ตัวต่อไปของประเทศไทย
อักษรนำหน้าแสดงประเทศหรือprefixของประเทศไทยจะมีอยู่ด้วยกันสองตัวคือ HS และ E2 ถูกนำมาใช้เป็นcall signของสถานีวิทยุและนักวิทยุสมัครเล่นไปได้พอสมควรแล้ว จากข้อมูลที่มี ประเทศไทยสามารถออกสัญญาณเรียกขานให้กับนักวิทยุสมัครเล่นได้สามแสนหกหมื่นคนเศษ และตอนนี้ถูกใช้ไปแล้วประมาณสองแสนหกหมื่นคน
ทาง กทช.เคยบอกไว้ว่าถ้าจำนวนสัญญาณเรียกขานเหลือประมาณ25% จะดำเนินการขอprefixตัวใหม่ หลังจากที่เคยขอไปแล้วแต่ITUท่านไม่อนุมัติ  ตอนนี้ก็ใช้ไปเกือบหมดแล้วนะครับท่าน กสทช. อย่าลืมนะครับ
เรามาคาดเดากันครับว่าprefixตัวใหม่ สำหรับประเทศไทยคืออะไร ข้างล่างนี้คือprefixที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ

4N เคยเป็นของ Yugoslavia
E6 เพิ่งมีเจ้าของเมื่อเร็วๆนี้
E8
E9
H5
J9
O2 ถึง O9
S4 เคยเป็นของ South Africa
T9 เคยเป็นของ Bosnia Herzegovina
V9 เคยเป็นของ  Vendaland
X2 ถึง X9   X5 เคยเป็นของ Bosnia Herzegovina
YZ เคยเป็นของ Yugoslavia, Bosnia Herzegovina และ Macedonia
Z4 ถึง Z9 ข้ามZ8 เป็นของSouth Sudan ประเทศล่าสุดของโลก

QA ถึง QZและ Q2-Q9 ยกเว้นไม่ออกให้กับประเทศใด เพราะใกล้เคียงกับกับQ Code
บางprefix เคยมีคนนำไปใช้แล้วแต่เป็นแบบไม่เป็นทางการ และปัจจุบันITUถือว่ายังไม่ได้ออกให้ใคร
Prefixที่มีเลข 0 และเลข 1 ในระเบียบระบุว่าไม่ออกให้ใคร
มีตัวใหนที่ชอบบ้างใหมครับ อยากได้ตัวใหนบอกผม เดี๋ยวผมขอITUให้
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 06:26:38 AM
   กฏของโอมส์
ในวิชาไฟฟ้ามีสมการหรือสูตรทางคณิตศาสตร์อยู่หลายสูตร กฏของโอมส์เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นความรู้พื้นฐานที่นักวิทยุสมัครเล่นควรรู้ไว้ ในหลักสูตรการสอบเป็นนักวิทยุสมัครเล่นไม่ว่าขั้นต้นขั้นกลาง ของไทยหรือต่างประเทศมีข้อสอบเกี่ยวกับกฏของโอมส์อยู่ด้วยเสมอ ผมคงจะให้คำแนะนำเพื่อนๆได้ไม่มากพราะไม่ได้ร่ำเรียนมา แต่ขอเอามาเล่าให้ฟังพอสังเขป เพียงพอที่จะช่วยตอบคำถามหลายๆคำถามให้กับตัวเองได้

(http://image.free.in.th/z/ia/wuohm.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=15ca303ed9f2fa125f15546a20b3e2b5)

เริ่มกันแบบตรงตัวใช้วิธีจำสูตรกันเลย ดูที่ภาพ
E หมายถึง แรงดันหรือโวล
I หมายถึง กระแสหรือ แอมป์
R หมายถึง ความต้านทานหรือ โอม
P หมายถึง กำลังหรือ วัตต์
ที่ควรต้องจำเพิ่มและไม่มีในแผนภูมิเคือ 1 แรงม้า=746วัตต์


คราวนี้เรามาลองดูโจทย์และแก้ปัญหากัน ผมเอามาจากข้อสอบเป็นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง ฉบับปัจจุบัน
1.จงหากำลังไฟฟ้าที่เกิดจาก ตัวต้านทาน800 ohm ได้รับแรงดันไฟฟ้าขนาด200VDC
  โจทย์ให้โอมและโวล ให้เราหาวัตต์  P=Eกำลังสอง/R คำตอบคือ 200กำลังสอง/800 =50วัตต์
2.ตัวต้านทาน2.2kilo ohmsมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน5.0mA จะมีกำลังไฟฟ้าเท่ากับเท่าใด
    วิธีคิดคือ 5.0กำลังสอง x 2.2 =55mW
3.จงคำนวณหาแรงดันไฟฟ้า ที่ทำให้dummyload50 ohm มีกำลังไฟฟ้า1200วัตต์
    วิธีคิดคือ สแควรูท1200x50 =244.948 (ในคำตอบจะปัดเศษเป็น 255วัตต์)

เอาแค่สามข้อพอ ไม่ยากครับแต่ต้องจำให้ได้ เรายังเอาไปแก้โจทย์ในชีวิตประจำวันอื่นๆได้อีก เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องนี้จะต้องเสียเงินค่าไฟฟ้ากี่บาท ถูกหรือแพงกว่าอีกเครื่องนึง เป็นต้น กฎของโอมยังมีอีกหลายสูตรครับ แต่เก็บไว้ก่อนครับ ตอนนี้เริ่มมึน ขอไปท่องของเก่าให้แม่นก่อนนะครับ

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 06:28:40 AM
    velocity factor และ impedance ของสายนำสัญญาณ
เรื่องราวของสายนำสัญญาณสามารถเอามาเล่าได้หลายหน้ากระดาษ ในตอนนี้จะไม่ลงรายละเอียดมากนักเพราะอธิบายมากเดี๋ยวคนเขียนจะสับสน เข้าเรื่องนะครับ สายนำสัญญาณทำหน้าที่เป็นทางผ่านระหว่างเครื่องรับส่งวิทยุ ไปที่สายอากาศ สายสัญญาณมีอยู่หลายแบบ แต่ที่เราคุ้นเคยกันจะมีอยู่สองแบบคือ
1 twin lead คือสายสัญญาณที่มีตัวนำสองเส้นวางขนานกัน พบเห็นได้ในยุคTVขาวดำ ปัจจุบันแทบจะไม่มีการใช้แล้ว
2 coaxial มาจากคำว่า co แปลว่ารวมเข้าด้วยกัน และคำว่า axial แปลว่า แกน coaxial  จึงหมายถึงสายที่ใช้แกนกลางร่วมกัน ซึ่งจะมีแยกไปอีกหลายแบบเช่น hard lineหรือ เป็นท่อแบบrigid line

(http://image.free.in.th/z/ix/blmt3.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=c82ff0c9a09f862444bf762c044e9058)(http://image.free.in.th/z/if/9oat4.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=46461e5658d6af49806bdf4ca530ca70)
วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องvelocity factorและ impedance
เริ่มกันที่ Vf  และขอย้อนไปถึงสายอากาศก่อนครับเพราะบางท่านยังคิดว่าสายอากาศใช้ตัวคูณความเร็วคล้ายๆกัน เรามาดูกันว่าแตกต่างจากสายนำสัญญาณอย่างไร ในทางทฤษฏี เราจะคำนวณความยาวคลื่น เมื่อคลื่นวิทยุเดินทางในสูญญากาศด้วยความเร็วเท่ากับแสง ไม่ได้ผ่านตัวนำใดๆไม่มีการลดทอนหรือการสูญเสียใดๆเกิดขึ้น  เมื่อเราต้องการทำสายอากาศ เราต้องใช้โลหะมาเป็นตัวนำ เวลาเราคำนวณความยาวของสายอากาศ จะคำนวณในลักษณะเดียวกับที่คำนวณในสูญญากาศ คลื่นวิทยุจะวิ่งไปที่ผิวของเส้นโละโดยไม่ได้กำหนดความกว้างหรือความโตของโลหะ 

แต่ในทางปฏิบัติจริงโลหะต้องมีความโต คลื่นวิทยุที่เคยวิ่งแบบปกติ จะวิ่งที่ผิวในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ถ้าตัวนำขนาดใหญ่ขึ้น ก็ซับซ้อนมากขึ้น มีผลให้ความยาวคลื่นจากทฤษฏียาวไม่เท่ากับของจริง การทำสายอากาศจึงต้องชดเชยความยาว เราจะไม่เรียกว่าค่าvelocity แค่จะเรียกด้วยชื่อสมมุติ k factor ตามบทความที่เคยเขียนไปแล้ว ค่าk factor มีความสัมพันธ์กันระหว่าง ขนาดท่อ/ความยาวคลื่น หรือ d/L เปลื่ยนขนาด เปลื่ยนความถี่ ตัวเลขก็เปลื่ยนไป ขนาดของท่อโลหะถึงแม้ขนาดจะต่างกัน แต่ค่าชดเชยความยาวเมื่อคิดคำนวณตามหลักวิชาการ จะได้ตัวเลขที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย  เราไม่ต้องไปกังวลในเรื่องนี้

แล้วแตกต่างจากสายนำสัญญาณอย่างไร เรามาดูกัน  สายนำสัญญาณจะมีตัวนำสองตัวมาวางอยู่ใกล้กันโดยมีฉนวนคั่น การที่ตัวนำสองอยู่ใกล้กัน จะมีค่าแฝงที่เรียกว่าค่าเหนียวนำและความจุ หรือLและC ค่านี้ในสายอากาศแม้จะมีเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีอยู่ ถ้าตัวนำ(สายอากาศ)ใหญ่ขึ้นค่าCจะสูงขึ้นค่าLจะลดลง และมีความสัมพันธ์กับความถี่ใช้งาน
แต่ในสายนำสัญญาณจะมีอยู่สม่ำเสมอตลอดความยาวแต่ไม่เกี่ยวกับความถี่ที่ใช้งาน  ในสเปคของผู้ผลิตสายที่มีมาตรฐานสูง จะให้รายละเอียดของสายมาเยอะมากรวมทั้งค่าLและC ค่านี้จะเกิดการเหนี่ยวนำในสายทำให้คลื่นวิทยุเดินทางได้ช้าลง ส่วนจะช้าแค่ใหน สามารถทดสอบทดลองได้แต่ไม่จำเป็นเพราะผู้ผลิตได้ทดลองมาให้เราแล้ว
 
(http://image.free.in.th/z/ij/z7jt1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=1e9857a4870a3e32e1744e7b9a25c546)

หากเราได้สายที่ไม่ทราบค่าvelocityมาใช้งาน  เราสามารถคาดเดาค่าVfได้จากวัสดุที่ใช้ เพราะวัสดุมีผลกับค่าVf  ฉนวนที่ทำจากPE โฟม หรืออากาศ  ถ้าเป็นอากาศค่าVfจะใกล้เคียง 1  สายนำสัญญาณที่ใช้PEหรือโฟม เราคงเคยใช้กัน แต่สายที่ใช้อากาศเป็นฉนวน หาดูได้ยาก เช่นbelden9913 ที่บ้านหม้อมีขายเมตรละเกือบสองร้อย เขาขายแพงเกินเหตุ  นอกจากสายเบอร์นี้ก็จะกระโดดข้ามไปที่สายขนาดใหญ่มากๆตั้งแต่ 1-5/8ไปจนถึง6นิ้วหรืออาจจะใหญ่กว่านั้นแต่ผมเคยเห็นแค่6นิ้วก็ใหญ่มากแล้ว เขาจะมีอุปกรณ์อัดลมร้อนหรือบางทีก็เป็นกาซไนโตรเจน เพื่อไล่ความชื้น

(http://image.free.in.th/z/iv/qqnt5.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=c191367b9e64ef9e61b4c39996359e69)
 
สายแบบแกนอากาศมีเส้นพลาสติกบังคับinnerให้อยู่ตรงกลาง

ขนาดของสายไม่ได้มีผลกับvelocity factor สายเล็กสายใหญ่ถ้าเอาวัสดุแบบเดียวกันมาทำฉนวน ค่าVfจะไม่ต่างกัน
ส่วนสายแบบใหนใช้Vfเท่าไร ผมคงไม่ระบุ ให้ท่านไปหาเอาเองนะครับ แถมให้นิดนึงสายนำสัญญาณแบบtwin leadมีการสูญเสียน้อยกว่าแบบโคแอคเชียล และวีโลซิตี้แฟคเตอร์ก็สูงกว่าด้วย แต่ที่ความนิยมลดลงเพราะ อ่อนใหวต่อสภาพแวดล้อม ค่าอิมพีแดนซ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย และไม่สามารถใช้ได้ดีกับความถี่สูงๆ เลยเลิกใช้ในที่สุด

สำหรับimpedance ของสายนำสัญญาณเกิดจากระยะห่างและขนาดของลวดตัวนำ

(http://image.free.in.th/z/ij/3ppt2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=1b8d21d84046e7f77448b9edc4168ba9)

ค่าอิมพีแดนซ์ของสายแบบโคแอกเชียล คิดคำนวณตามสูตรที่ให้มาครับ ตัวนำที่เป็นแกนในเราจะใช้เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก และตัวนำที่เป็นเปลือกหุ้มหรือชีลน์ เราจะใช้เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน(อย่าสลับกันนะครับ) สูตรนี้สามารถเอาไปต่อยอดเพื่อทำ power dividerใช้แทนสายเฟสชิ่งลายแบบเดิมๆได้ ชึ่งจะสูญเสียน้อยกว่า หรือเอาไปทำท่อนำสัญญาณแบบ rigid line ก็ได้


หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 06:30:13 AM
   สายดูป็องค์ (DUPONT)
สายนำสัญญาณแบบโคแอกเชียลมีมากมายหลายแบบหลายยี่ห้อ ราคาถูกแพงต่างกัน เลือกซื้อเลือกใช้กันตามใจชอบ แต่มีสายอยู่ชนิดนึง ถูกเรียกว่าสายดูป็องค์ ลักษณะเด่นของสายชนิดนี้คือสีของเปลือกที่มีสีสรรต่างจากแบบอื่นๆ คือจะเป็นสีน้ำตาลอมส้ม มองดูดีมีชาติตระกูล สายชนิดนี้ได้รับการสรรเสริญเยินยอว่าเป็นสายเทวดา เหมาะแก่การเอามาทำสายสัญญาณของสถานีรถยนตร์ นัยว่ามันสูญเสียน้อยสุด ไม่มีสายชนิดใดสู้ได้

อันที่จริงสายชนิดนี้ไม่ได้มีคุณสมบัติที่วิเศษกว่าสายชนิดอื่นถ้าดูค่าการสูญเสียตามค่าที่ผู้ผลิตให้มาก็ไม่ต่างจากสายที่มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่เขามีเหตุผลในการออกแบบให้เหมาะกับงานบางประเภท เริ่มกันที่ชื่อเรียกก่อน

(http://image.free.in.th/z/ij/gjpt6.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=259d6dfd454156892cd4b30e8fb18d2c)
 
เห็นอะไรในภาพมั้ยครับ สายนำสัญญาณสีน้ำตาลอมส้ม มีตัวหนังสือพิมพ์ไว้ว่า MADE WITH DUPONT TEFLON เหตุนี้เองที่ผู้ใช้ทึกทักเอาว่า ดูป็องค์เป็นผู้ผลิตสายสัญญาณเลยเรียกว่าสายดูป็องค์แล้วก็เรียกตามกันไปโดยไม่รู้ที่มา  อันที่จริงดูป็องค์ไม่ได้ผลิตสายแต่ดูป็องค์เป็นผู้ถือสิทธิบัตรและเป็นผู้ผลิตวัสดุที่เรียกว่า เทฟล่อน หรือ TEFLON หรือ PTFE หรือ Polytetrafluoroethylene คุณสมบัติเด่นของวัตถุดิบชนิตนี้คือ ทนความร้อนสูง เคยทดลองเอาไฟแชคไปเผาก็ไม่ละลายไม่ติดไฟ และมีความลื่นสูงเขาเอาไปผสมพวกสารหล่อลื่นต่างๆ  บริษัทผลิตสายรายใหญ่ๆเช่นBeldenจึงระบุลงในสายว่าใช้วัตถุดิบจากDUPONT

ในสายสัญญาณเขาจะเอามาทำฉนวนคั่นระหว่าง inner และ shield ซึ่งเราจะเรียกว่า insulator หรือ dielectric บริษัทที่ผลิตสายสัญญาณนำเอาวัสดุชนิดนี้มาใช้ กับสายสัญญาณเพื่อให้ได้สายที่ใช้กับความถี่สูงสูง ทนกำลังส่งมากๆ และใส่ชีลดีๆเข้าไปเช่นทองแดงชุบเงิน บางรุ่นทำเป็นชีลสองชั้น แต่สายชนิดนี้เขาจะใช้ในความยาวไม่มาก มักจะใช้เชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ การสูญเสียในสายจึงไม่มาก 

การที่เราเอามาใช้ที่ระยะทางยาวๆจึงเป็นการใช้งานที่เกินความจำเป็นและไม่ถูกวัตถุประสงค์ เพราะสายชนิดนี้มีราคาต่อเมตร(ต่างประเทศเขาขายกันเป็นฟุต) ถือว่าสูงมาก และการที่เปลือกนอกเป็นPVCใส จึงไม่ทนต่อรังสีUVไม่สมควรจะเอามาใช้ภายนอกอาคารตากแดดตากฝน

สายพวกนี้เขามีมาตรฐานของเขาอยู่ไปศึกษาจากผู้ผลิตได้ เราควรเรียกสายโดยใช้ชื่อที่เขาได้ระบุไว้แล้ว ยกตัวอย่างสายที่นำเอาเทฟล่อนมาเป็นฉนวนเช่น RG142, RG178, RG179, RG180, RG187, RG188, RG303, RG316 เป็นต้น
บางบริษัทจะใช้ Tetrafluoroethylene หรือ TFE ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแต่มีราคาถูกกว่ามาผลิตสาย หน้าตาภายนอกเหมือนกันครับแยกไม่ออก

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 06:31:54 AM
   เปรียบเทียบ Gain และ dB
การเปรียบเทียบจำนวนเท่าของหน่วย dB จะเป็นแบบล็อกการิทึ่ม ไม่ได้เป็นแบบเชิงเส้นเหมือนกับงานทั่วไปแสดงให้ดูคร่าวๆนะครับ

(http://image.free.in.th/z/ib/decibels.gif) (http://image.free.in.th/show.php?id=af6fe17a592cb6bc43e5b150424838c2)

เขียนให้ดูง่ายขึ้น
0dB = 1
1dB = 1.2
2dB = 1.6
3 dB = 2
4 dB = 2.5
5 dB = 3.2
6 dB = 4
7 dB = 5
8 dB = 6.3
9 dB = 7.9
10 dB = 10

ยกตัวอย่างพิ่มเติมเช่น สายอากาศยากิที่มีgainเท่ากับ 8dB เท่ากับเอา1ไปคูณก็คือ 8dBเท่าเดิม แต่ถ้านำสายอากาศอีกต้นมาสแตคเพื่อเพิ่มgin จะใช้วิธีคิดแบบ 8dB+8dB =16dB ไม่ได้ ถือว่าไม่ถูกต้อง
เราต้องคิดแบบ 8dB+3dB = 11dB ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแค่ 3dBแต่มันหมายถึงสองเท่าตัวเลยนะครับ และถ้าเพิ่มเป็นสี่ต้น ก็จะเท่ากับ 8dB+6dB =14dB หรือเพิ่มจาก8dBไปอีกสี่เท่าตัว

คราวนี้เรามาดูด้านลบกันบ้างเป็นการสูญเสียกำลังในสายนำสัญญาณ เช่น สายนำสัญญาณRG8 ค่าสูญเสียตามเปค  7.65dBที่ความยาว 100เมตร  ถ้าเราใช้กำลังส่งที่ 50วัตต์ที่ความถี่ 145MHz และใช้ความยาวสายดังนี้
5เมตร สูญเสีย  0.33dB เท่ากับ 3.68วัตต์
10เมตร สูญเสีย  0.67dB เท่ากับ 7.06วัตต์
15เมตร สูญเสีย  1.0dB เท่ากับ 10.14วัตต์
20เมตร สูญเสีย  1.33dB เท่ากับ 12.97วัตต์
25เมตร สูญเสีย  1.67dB เท่ากับ 15.56วัตต์
30เมตร สูญเสีย  2.0dB เท่ากับ 17.93วัตต์
คำนวณโดยใช้โปรแกรมครับจาก  www.ac6la.com  โปรแกรมนี้ดีมากครับลองหามาใช้ดู พอจะเป็นแนวทางในการเลือกใช้สายนำสัญญาณโดยดูจากค่าการสูญเสียที่ผู้ผลิตให้มา และเมื่อนำมาคำนวณเป็นกำลังวัตต์จะได้ตัวเลขที่น่าตกใจ ถ้าเราจ่ายใหว เลือกใช้สายให้เหมาะกับการใช้งานครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 06:33:28 AM
  การขานสัญญาณเรียกขาน
บังเอิญว่าไปได้ยินเขาสอบถามกันและถกเถียงกันในเรื่องนี้ มีผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ก็เลยอยากจะแบ่งปันข้อมูลบางอย่างให้ได้ทราบกัน ลองอ่านดูครับ

เราถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เริ่มเข้ามาเป็นนักวิทยุสมัครเล่น ในเรื่องของสัญญาณเรียกขาน ว่าให้ออกเสียงเป็นโฟเนติก อัลฟาเบ็ท ตามแบบอย่างข้อกำหนดของITU จุดประสงค์เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปคือตัว A หรือ ตัว B หรือตัวอะไรก็แล้วแต่ หรือจะขานแบบธรรมดาก็ได้ไม่มีใครว่าขอให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายเป็นใช้ได้ แต่ในปัจจุบันนักวิทยุสมัครเล่นเอาง่ายเข้าว่า ตัดลดทอนสัญญาณเรียกขานออก ขานเพียงบางส่วนเท่านั้น

ในกฏระเบียบของไทยไม่มีข้อบังคับให้ขานให้ครบ แต่เป็นมารยาทที่ต้องกระทำ ในสังคมของนักวิทยุสมัครเล่นสากลเขาถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ผิดมารยาท ในบางครั้งจะไม่ติดต่อด้วยเปรียบเสมือนเป็นสัญญาณเรียกขานปลอม  ดังนั้นขอเชิญชวนนักวิทยุไม่ว่าจะรุ่นเก๋ากึ๋ก หรือรุ่นใหม่แกะกล่อง ขานสัญญาณเรียกขานให้ครบด้วยครับ

มีอีกประเด็นนึงที่ได้ยินเขาคุยกัน เขาบอกว่ามันยาวไม่อยากขานให้เต็ม ใช่ครับมันยาว แต่เราไม่จำเป็นต้องไปตัดไปหั่นไปซอยหรือขานบ่อยๆนี่ครับ กฏระเบียบของไทยเราไม่มีกำหนดถึงช่วงเวลาในการขาน แต่สำหรับต่างประเทศเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาระบุไว้ในระเบียบเลยว่าสถานีวิทยุสมัครเล่นจะต้องขานสัญญารเรียกขานแสดงตัวเมื่อใดบ้าง

อันดับแรกเมื่อตอนเริ่มติดต่อ เป็นหน้าที่ที่เราต้องบอกว่าเราสัญญาณเรียกขานอะไร ไม่ต้องรอให้คู่สถานีถาม หรือไปย้อนถามเขาว่า ”ท่านใดรับคอนแทค” หรือ ”ท่านใดคอนแทค” แบบที่นิยมทำกันในบ้านเรา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เราต้องบอกเลยว่า “คอนแทคครับจากHS1XFR” สังเกตดูซิครับ เดี๋ยวนี้กว่ารู้ว่าใครจะคุยกับใครถามกันไปถามกันมาตั้งหลายรอบ อีกรูปแบบนึงที่สากลเขาใช้แต่บ้านเราไม่ได้นำมาใช้ ก็คือการขานเฉพาะสัญญาณเรียกขานของตัวเองแทรกเข้าไปเพื่อต้องการติดต่อด้วย ไม่ต้องใช้คำว่า “contact“ เช่น HS0ZZZ กำลังคุยกับE26AAA ผมต้องการคุยด้วยผมก็ขาน “HS1XFR” แทรกเข้าไประหว่างกลาง ผู้ที่คุยกันอยู่จะรู้ในทันทีว่ามีบุคลที่สามต้องการติดต่อด้วย และจะรับการติดต่อไม่มาถามว่าต้องการติดต่อกับใครหรือใครติดต่อเข้ามา

อันดับที่สอง เขากำหนดให้ขาน call sign ทุกๆ10นาที ไม่ต้องจับเวลาครับ เป็นเวลาโดยประมาณ เราไม่ต้องขานทุกครั้งที่จบประโยคแบบที่นิยมทำกันในบ้านเรา เมื่อก่อนผมก็เข้าใจผิดว่าต้องขานบ่อยๆ แต่พอได้ศึกษาวิธีการติดต่อในแบบสากลนิยม ถึงรู้ว่าไม่จำเป็นต้องขานบ่อยๆ กฏระเบียบเรื่องนี้ในบ้านเราไม่มีการระบุไว้ และไม่มีใครถ่ายทอดในสิ่งที่ถูกต้อง

อันดับที่สาม เป็นมารยาทครับ เมื่อสิ้นสุดการติดต่อทำการร่ำลากันแล้ว เราต้องขานสัญญาณเรียกขานของเราอีกครั้งนึงเป็นการส่งท้าย ไม่ว่าจะขานไปนานแล้วหรือพึ่งจะขาน เราก็ต้องขานส่งท้าย ก็เพื่อให้คนที่รอติดต่ออยู่  รู้ว่าเราเป็นใคร ไม่ต้องเสียเวลามาถามอีกหลายๆครั้งให้เสียเวลา

อีกเรื่องนึงคือการเรียกชื่อแทนสัญญาณเรียกขาน ในไทยเราจะถือว่าชื่อเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องใช้สัญญาณเรียกขานเท่านั้น เรียกชื่อกันไม่ได้ เดี๋ยวผิดระเบียบ แต่ในธรรมเนียมสากล สามารถเรียกชื่อเล่นได้ การถามชื่อถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเรียกชื่อแทนสัญญาณเรียกขานได้ แต่ต้องไม่ลืมกฏ3ข้อที่บอกไปก่อนหน้านี้ ในธรรมเนียมสากล เรื่องชื่อนามสกุล ที่อยู่ ถือเป็นข้อมูลเปิดไม่ใช่ความลับ ถ้ามีการถามเราต้องตอบ แต่ธรรมเนียมไทยเราจะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวบอกในที่เปิดเผยไม่ได้ หรืออาจจะคิดว่าคนถามไม่มีมารยาท สอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัว คงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจในเรื่องนี้

ระเบียบ ธรรมเนียม และมารยาทพวกนี้ไม่ยากที่จะทำ ช่วยๆกันครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 06:34:43 AM
   Prefixในอดีต
เป็นเรื่องต่อจากตอนที่แล้ว เราพูดถึงprefix ที่ประเทศไทยอาจจะได้ใช้ คราวนี้ขอย้อนกลับไปในอดีต เพราะไปเจอข้อมูลที่น่าสนใจเข้า
ในยุคบุคเบิกของการติดต่อกันด้วยคลื่นวิทยุ ก่อนที่จะมีกฏระเบียบแบบปัจจุบันมีเรื่องนึงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเช่นสัญญาณเรียกขาน  ในสมัยแรกยังไม่มีการคิดถึงคำนำหน้าที่แสดงประเทศ จะใช้ตัวอักษรล้วนๆสามตัว บางประเทศใช้ตัวเลขหนึ่งตัวและตามด้วยตัวอักษรไล่ไปเรื่อยๆสองตัวถึงสามตัว ยกตัวอย่างเช่น “1AW” ต่อมาเริ่มมีจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น การติดต่อกันไกลขึ้น เพื่อกันความสับสน จึงมีการหารูปแบบใหม่ๆในการแสดงตน จาก 1AW กลายเป็น W1AW (สัญญาณเรียกขานของประธานARRLคนแรก)

23 เมษายน คศ.1913 มีการประชุมที่จัดโดยRSGB ที่เมืองBern เกี่ยวกับการจัดระเบียบสัญญาณเรียกขาน Initial assignment of call letters  เพื่อกำหนดอักษรแสดงประเทศหรือPrefix ในเอกสารที่หาได้ พบว่าหลายๆประเทศมีprefixที่เหมือนและไม่เหมือนกับในปัจจุบัน  ที่สะดุดตาคือพบว่ามีรายชื่อประเทศไทยอยู่ในนั้นด้วย

ในเอกสารระบุประเทศ SIAM มีPrefixคือ HGA ถึง HHZ เป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่ทราบมาก่อน

(http://image.free.in.th/z/in/prefix1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=a3c9dd082bcc10ca17a367303040b10e)

ไม่มีข้อมูลมากไปกว่านี้ว่าประเทศไทยมีการใช้หรือไม่อย่างไร สำหรับPrefixที่ใช้ในปัจจุบัน ถูกสังคายนาใหม่ทั้งหมดจากการประชุมของ ITU ในปี 1929
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 06:38:21 AM
ค่าQในสายอากาศ
เคยเจอในบทความเกี่ยวกับการทำสายอากาศ ระบุว่าสายอากาศต้นนี้มีค่า Qสูง ผมก็สงสัยว่ามันคืออะไร คนเขียนเขาก็ไม่ได้บอก คงคิดว่าคนอ่านรู้แล้วมั้ง หาเองก็ได้
ค่าQ เป็นคำศัพท์ที่ใช้แสดงว่าสายอากาศต้นนั้นมี bandwidth อย่างไร มีวิธีหาดังนี้

(http://image.free.in.th/z/ib/86beq.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=dd1edec6f7991c10520f48c8bf9a2ed5)
 
F1 คือความถี่ต่ำ
F2 คือความถี่สูง
Fc คือความถี่กลาง มาจาก Fc= (F1+F2) /2           
ตัวอย่างเช่น สายอากาศยากิของเราวัดค่าVSWR เอา 1.5:1 เป็นเกณท์  ความถี่ด้านต่ำคือ144.0 ความถี่ด้านสูงคือ146.0
ถ้าคิดตามสูตรจะได้ Q=72.5
แต่เมื่อเทียบกับอีกต้นเป็นโฟลเดดไดโพล ความถี่ต้านต่ำคือ140.0 ความถี่ด้านสูงคือ150.0
คิดตามสูตรจะได้ Q=14.5
ในที่นี้สายอากาศยากิมีค่าQที่สูงกว่า
Qสูงดีอย่างไร เขาบอกว่าถ้าค่า Qสูงหมายถึงแบนวิธแคบ Qต่ำหมายถึงแบนวิธกว้าง  สายอากาศที่แบนวิธแคบจะทำให้รับสัญญาณที่เราต้องการได้ดี ในทางตรงกันข้าม สายอากาศแบนวิธกว้าง นอกจากสัญญาณที่เราต้องการแล้ว บางครั้งสัญญาณแปลกปลอมจะหลุดเข้ามาได้ง่าย

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 06:40:27 AM
   144-147 MHz
สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ แบ่งโลกนี้ออกเป็น3ภูมิภาค  ประเทศในเอเซียรวมถึงประเทศไทยถูกจัดอยู่ในภูมิภาคที่ 3 การที่แบ่งโลกออกเป็น3ส่วน เพื่อจัดสรรความถี่ให้เหมาะสมแก่การใช้งานไม่รบกวนกัน
สำหรับวิทยุสมัครเล่นไม่ได้มีแค่ความถี่ 144-146MHz ที่เรากำลังใช้กันอยู่เท่านั้น ยังมีความถี่อีกมากมายหลายความถี่ที่ถูกจัดไว้ให้นักวิทยุสมัครเล่นได้ใช้งาน ในประเทศไทยแม้จะได้รับอนุญาติมาเพียงน้อยนิดเราก็มีความสุขของเราตามมีตามเกิด มีความถี่ 144-146MHz ความถี่ HF  ความถี่ 435-438 MHzที่ให้รับอย่างเดียว

ถ้ายังจำได้เมื่อสมัยโทรศัพท์มือถือความถี่ 2100MHz หรือ 3G ถูกล้มประมูลในครั้งแรก เหตุผลที่ศาลสั่งยกเลิกการประมูลเพราะเราไม่มี กสทช.และแผนการจัดสรรความถี่ ในตอนนี้เรามีครบแล้ว และในแผนความถี่ที่ถูกจัดทำขึ้นได้มีความถี่ของนักวิทยุสมัครเล่นรวมอยู่ด้วย มีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้ใช้ความถี่เพิ่ม

ความถี่ที่น่าสนใจเช่น 50MHz กำลังถูกผลักดันโดย สมาคมวิทยุสมาคมนึง เหตุผลเพราะเครื่อง HFที่ทำออกมาขายในปัจจุบันล้วนแต่มีความถี่ 50MHz ติดด้วย ทำให้นักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางต้องใช้เครื่องตกยุคอายุเกือบ20ปี แม้ผู้ใช้ความถี่HFในไทยจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อย แต่การได้ความถี่นี้มาใช้งานจะมีประโยชน์มาก เพราะจะติดต่อในประเทศได้ไกลขึ้น ติดต่อต่างประเทศก็ได้ และถ้าดูกันตามระเบียบสากล ความถี่นี้ผู้ใช้ไม่ต้องสอบรหัสมอส ดังนั้นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นอาจมีสิทธิได้ใช้ถ้าเขาอนุญาติ ความถี่ช่วงนี้โทรทัศน์บ้านเราไม่ใช้แล้ว การกวนโทรทัศน์ไม่น่าห่วง แต่ทหารยังใช้ในความถี่ใกล้เคียง มีคนเคยแซวว่า เพื่อนบ้านเราไปซื้อเครื่องสมัครเล่นจากฮ่องกง จากสิงคโปร์มาใช้ พอทหารบ้านเราสั่งยิงปืนใหญ่ เพื่อนบ้านเรารู้หมดแบบนี้จะไปรบกับเขาได้อย่างไร ความถี่พวกนี้คืนให้วิทยุสมัครเล่นเถอะ

ความถี่ UHF 430-440MHz นี่ก็น่าสนใจ เพราะมันตลกที่อนุญาติให้รับได้แต่ไม่อนุญาติให้ส่ง ที่สำคัญไม่อนุญาติให้มีเครื่องที่ถูกกฎหมาย การใด้ความถี่ช่วงนี้มาเราจะได้เล่นเครื่องรุ่นใหม่ๆอีกมากมาย ผมไม่ทราบว่ามีหน่วยงานใหนเป็นเจ้าของอยู่บ้าง จึงมีแนวคิดว่าขอเอามาใช้แบบทดลองเพียงบางส่วนก่อน อย่างน้อยช่วงดาวเทียมสมัครเล่นจะได้ uplink กับเขาบ้าง ถ้าเรียบร้อยดีค่อยขอเพิ่ม

ความถี่สุดท้ายใกล้เคียงความเป็นจริงมากสุดแต่ถ้าคิดดูให้ดีกลับมีความยุ่งยากมากสุด คือความถี่ 144-147MHz ได้เพิ่มมาอีก1MHz แล้วทำไมไม่เพิ่มถึง 148MHzล่ะ ไม่ทราบครับ ในแผนให้เราแค่ 147MHz แบบนี้จะไม่มีปัญหาหรือ

ขอย้อนไปในอดีตอีกสักครั้งเมื่อตอนวิทยุสมัครเล่นได้เกิดขึ้นในไทย ช่วงความถี่ที่แบ่งเอามาใช้ในตอนนั้นเรากำหนดไว้ในช่วง144-146MHz เหตุที่ไม่ได้ให้ใช้ถึง 148MHzก็เพราะว่า 146-148MHz ถูกจัดสรรให้บางหน่วยได้ใช้ไปแล้ว เราไปไล่เขาไม่ได้ และในตอนนั้นนักวิทยุสมัครเล่นเพิ่งเริ่มต้นมีคนเพียงหลักร้อย  ความถี่เพียง 2MHz ถือว่าเหลือเฟือ ในช่วงที่ทดลองให้เล่น อนุญาติให้ใช้ความถี่ประมาณ3ช่อง และค่อยๆขยายเพิ่มตามจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น แม้จะได้ใช้ความถี่ไม่กี่ช่องแต่นักวิทยุสมัยนั้นมีระเบียบวินัยสูงมาก ใช้ความถี่ที่ได้รับอนุญาติเท่านั้น เพราะต้องการให้ทางราชการเห็นว่าพวกเขาทำได้ทางราชการจะได้ยอมรับให้ใช้แบบเต็มที่  แต่พอวันเวลาเปลื่ยนไปจำนวนคนที่เพิ่มอย่างมากมายกลับสวนทางกลับวินัยที่ลดลง

ดังนั้นความถี่ถึง147MHz ที่เราอาจได้ใช้ คนใช้ต้องมีวินัยสูงมากเพราะเครื่องที่จะใช้มันจะไปได้ถึง 148MHz ถ้าเราไปใช้ความถี่เกินกำหนด จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ โอกาสที่เราจะได้ใช้ความถี่ใหม่ๆ หรือการผ่อนคลายกฏระเบียบต่างๆคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ
รอดูครับว่าเราจะได้ความถี่ใดเพิ่ม เมื่อถึงตอนนั้นปูจะอยู่ในกระด้งหรือไม่
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:38:33 AM
   ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
เหตุการนี้เกิดขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราเมื่อผู้เชี่ยวชาญเรื่องสายอากาศท่านนึง ถูกเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาในการติดตั้งสายอากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่  บริษัทที่ติดตั้งเลือกใช้ที่ปรึกษาตนไทยแทนที่จะเป็นวิศวกรจากบริษัทผู้ผลิตสายอากาศ เพราะเชื่อในความสามารถและเคยเห็นผลงานกันมาก่อน

การติดตั้งเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้สายอากาศหลายสิบแผงถูกนำไปติดตั้งจนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นเป็นการทดสอบระบบ ปรากฏว่าค่า vswr ในระบบสูงในระดับที่ไม่สามารถใช้งานได้ จึงทำการหาจุดบกพร่องทุกจุดก็ไม่พบแต่อย่างใด สร้างความปวดหัวให้กับหัวหน้างานของผู้รับเหมาและที่ปรึกษาชาวไทย จนที่ปรึกษาชาวไทยพูดทีเล่นทีจริงว่า เป็นเพราะไม่ได้ขอเจ้าที่เจ้าทางก่อนหรือเปล่า หัวหน้างานก็รีบจัดทำพิธีบวงสรวงบนบานศาลกล่าวตามความเชื่อ หลังจากนั้นก็แยกย้ายไปพักผ่อนเพราะเหนื่อยกันมามากแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้นที่ปรึกษาคนไทยเริ่มทำการสอบสวนผู้ติดตั้งสายอากาศทีละคน ว่าทำตามขั้นตอนหรือไม่ จนช่างปีนเสาคนนึงบอกว่าเห็นชิ้นส่วน connector หลุดออกไม่เหมือนกับหัวอื่นๆ แต่จับใส่ไปตามปกติเพราะไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาอะไร ที่ปรึกษาสั่งให้ปีนเสาขึ้นไปอีกรอบและถ่ายรูปลงมาให้ดู ผลก็ตามที่คิดเจ้า connector ตัวนี้เกิดการเสียหาย พอทำการแก้ไข และทำการทดสอบระบบอีกครั้ง ก็ผ่านการทดสอบอย่างดีเยี่ยม

ถ้ามองในมุมของคนเชื่อก็จะบอกว่าสิ่งศักสิทธิ์ดลบันดาลให้หาสาเหตุเจอ ถ้ามองในเหตุทางวิทยาศาสตร์ก็จะบอกว่าเป็นเพราะคนงานที่ติดตั้งละเลยในรายละเอียด ไม่รอบคอบ
งานนี้ไ ม่เชื่ออย่าลบหลู่
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:39:16 AM
   กันน้ำด้วยวาสลิน
บ้านเรามีที่ตั้งอยู่ในเขตมรสุม มีฝนตกอยู่เสมอ และน้ำกับระบบสายอากาศไม่ถูกกันโดยเฉพาะตรงจุดต่อต่างๆ ในบ้านเราจะใช้การพันด้วยเทปละลายซึ่งก็ได้ผลดี
มีเทคนิคอย่างนึงที่ฝรั่งเขาเขียนเอาไว้ ต้องอ้างไปถึงหัว connector ที่คุณภาพสูงและค่อนข้างแพงหน่อย เขาจะมีซิลิโคนหลอดเล็กๆมาให้ เพื่อใช้กันน้ำตรงขั้วต่อ โดยการทาให้ทาไปตรงบริเวณเกลียวแต่อย่าให้โดนแกนกลางหรือinner ถ้าใครที่ได้มีโอกาสได้ใช้สายอากาศยี่ห้อ cushcraft แบบมือหนึ่งใหม่แกะกล่อง จะมีซิลิโนที่ว่าแถมมาให้ แล้วถ้าเราจะทำแบบนี้บ้างจะหาซิลิโคนที่ว่าได้จากใหน ซิลิโคนทั่วไปแบบที่ใช้กับการยาแนวหรือติดกระจกตู้ปลาได้หรือเปล่า

(http://image.free.in.th/z/ib/vasaline.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=135fb6fe877818ea3b358ad457fe87aa)

ผมไม่ทราบว่าใช้งานแทนกันได้หรือไม่ เพราะซิลิโคนบางแบบมีกลิ่นฉุนมากและมีฤทธิ์เป็นกรด ที่ฝรั่งบอกเอาไว้เขาให้ข้อมูลเสริมว่าเป็น ปิโตรเลียม เจล สำหรับการแพทย์ ซึ่งให้ความหมายเพิ่มว่ามันคือ วาสลิน(vaseline) จะแบบเดียวกับที่เราใช้ทาผิวหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ เทคนิคนี้ผมยังไม่เคยลองนะครับว่าใช้ได้ดีไม่ดีอย่างไร แต่บ้านเราใช้เทปละลายแบบเดิม ให้ความมั่นใจมากกว่าครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:40:52 AM
   Quarter-wave  transformer และความยาวสายเฟส
เป็นเรื่องพื้นฐานที่มีประโยชน์มาก แต่พบว่ามีนักวิทยุสมัครเล่นจำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจ สังเกตุจากการตั้งกระทู้ถามใน webboard หรือการสนทนาบนความถี่ เริ่มกันที่การจำหลักวิธีการคิดคำนวน

(http://image.free.in.th/z/ib/quarter.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=9f01b0419d8ce897fdce7466996c4a1b)

จากภาพมีค่าที่ต้องรู้คือ
Zi คืออิมพีแดน ด้านขาเข้าหรือinput
Zo คืออิมพีแดนของสายนำสัญญาณ
ZL คืออิมพีแดนปลายทางหรือLoad
เป็นคุณสมบัติอย่งนึงของสายนำสัญญาณที่สามารถแปลงอิมพีแดนได้ ส่วนว่าทำไมถึงแปลงได้ ผมไม่ขออธิบายเพราะยังไม่แม่นในเรื่องนี้ เรามาลองดูตัวอย่างกัน
ถ้าเครื่องมีค่า50โอม สายอากาศ50โอม เราต้องใช้สายกี่โอม ตอบโดยไม่ต้องคิด เราก็ใช้สาย50โอม  เพราะเราไม่ต้องการแปลงอิมพีแดน
คราวนี้ลองโจทย์ใหม่ เป็นสายอากาศโฟลเดดไดโพล เราต้องรู้ก่อนว่าสายอากาศมีอิมพีแดนเท่าไร ว่ากันตามทฤษฏี สายอากาศชนิดฮาพเวฟไดโพลมีอิมพีแดนที่72โอม ถ้าเราเอามาพับกลับให้เป็นโฟลเดดไดโพล อิมพีแดนจะยกตัวขึ้นไปสี่เท่าหรือ288โอมโดยประมาณ แต่โพลเดดไดโพลที่เราทำใช้กันจะมีการช็อตกราวลงboom อิมพีแดนจะลดลงและเมื่อนำมาวางหน้าเสากลางหรือmast อิมพีแดนจะเหลืออยู่แถวๆ100ถึง110โอม

เรามาเข้าสูตรกัน 110x50 =5500 เอามาถอดรูทจะได้ประมาณ74โอม เราเอาสาย75โอมมาใช้ได้เลย
แต่ว่าการจะแปลงอิมพีแดนได้สายต้องเป็นเลขคี่ของควอเตอเวฟ เช่น ¼ ,¾ ,5/4 จะเลือกความยาวระยะใดอยู่ที่ความต้องการของเราว่ายาวพอกับการใช้งานหรือไม่ เช่นถ้าเราเลือกที่ความยาว3/4ความยาวคลื่น คำนวณดังนี้
300/145=2.06เมตร เราต้องคูณกับ vf ของสาย เราเลือกใช้ RG11 ซึ่ง vf เท่ากับ 0.66 เอาไปคูณกับความยาวคลื่นจะได้  136 cm  ได้มาแล้ว1แลมด้า จัดการหารด้วย4คูณด้วย3 ได้102.4cm คือความยาวที่ใช้งาน

ทำความเข้าใจให้ได้ครับเป็นพื้นฐานที่เราจะเอาไปทำสายเฟสชิ่งไลน์
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:41:38 AM
   Far Field
ในการวิเคราะห์รูปแบบการแพร่กระจายคลื่นไม่ว่าจากโปรแกรม หรือวัดจากสนามทดสอบ หนึ่งในหลายๆปัจจัยคือระยะห่างจากสายอากาศถึงเครื่องมือวัด เขาจะแบ่งระยะห่างออกเป็นสามแบบคือ
reactive field จะกระจายรอบๆตามความยาวสายอากาศ
near field อยู่ในพื้นที่ห่างจากสายอากาศไปเล็กน้อยตามสูตรด้านล่าง
far field พื้นที่นี้จะเลยจากเขตnear fieldออกไป

(http://image.free.in.th/z/ie/75far.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=0035960357d9c14e4fdae286b9c30ad6)
L เป็นความยาวทั้งเส้นของสายอากาศ
 
ถ้าเรามี field strength meter เราสามารถทดลองทดสอบความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายอากาศเราได้ โดยใช้ระยะห่างในเขต  near field  สมมุติว่าเราใช้สายอากาศรอบตัวยาว3เมตร  ใช้งานที่ความถี่ 145 MHzระยะห่างของnear field คือไม่เกิน 8.73เมตร ให้เราตั้งเครื่องมือในเขตนี้ แต่สำหรับการวัดที่ต้องการความแม่นยำและเครื่องไม้เครื่องมือมีมาตรฐาน จะวัดสนามแม่ เหล็ก เพื่อหารูปร่างการแพร่กระจายคลื่นในเขต far field

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:42:24 AM
   Quarter wave stub
เคยเล่าให้ฟังถึงการรบกวนในรูปแบบ อินเตอร์มอทดูเลชั่น ว่าเกิดจากความถี่ฮาโมนิคของสองหรือสามความถี่มาผสมกันและไปรบกวนอีกความถี่นึง วันนี้เรามีวิธีลดการรบกวนแบบไม่แพงมาเสนอ ด้วยการทำควอเตอเวฟสตับ

(http://image.free.in.th/z/if/qstub.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=63cfeed93b2d54e0beacfd48a2107f16)

วิธีการคือเราต้องมี vswr meter มี dummy load และขั้วต่อแบบสามทาง ขั้วชนิดนี้เราเรียกว่า TEE connector หรือ M358 และมีสายนำสัญญาณความยาว1/4แลมด้า พร้อมคอนเนคเตอร์ และหางปลาขนาดเท่ากับสาย
อันดับแรกคำนวณกันก่อนครับว่าจะใช้งานที่ความถี่ใหน สมมุติที่145.00MHz ก็จะได้ 206 cm ถ้ายาว1/4แลมด้าจะได้51.7cm ต้องเอาค่าเวโลซิตี้แฟคเตอร์ไปคุณ สมมุติเราใช้RG8 ต้องใช้ 0.66 จะได้ความยาวสายโดยประมาณที่ 34.1 cm แต่อย่าตัดเลยนะครับ เราต้องเผื่อความยาวไว้ปรับแต่ง เกินไว้สักนิ้วสองนิ้ว จัดการเข้าหัวข้างนึงให้เรียบร้อยอีกข้างปล่อยไว้
ขั้นตอนต่อไปจัดการต่อสามทางเข้าที่vswr meter ขั้วที่เหลือต่อเข้ากับดัมมี่โหลด อีกขั้วต่อกับสายที่ทำไว้ จัดการวัดค่าvswrโดยใช้กำลังส่งต่ำที่สุด ค่าที่ได้จะสูง ให้ตัดสายที่เราทำไว้ออกทีละน้อยประมาณ1cm แต่ให้รวบชีลและอินเนอเข้าด้วยกันให้มันช็อตถึงกันและค่อยๆวัดค่าvswr  พอค่า vswr เริ่มลดลงให้ตัดลงที่ละ0.5cm จนได้ค่าvswrต่ำสุดw,ไม่จำเป็นว่าจะต้องลงไปถึง 1.1:1 อย่าลืมช็อตปลายทุกครั้งที่วัดค่า vswr

เมื่อได้ค่าที่ต้องการให้บัดกรีอินเนอร์และชีลให้ช็อตถึงกัน และใส่หางปลาเข้าตรงปลายจัดการพันด้วยเทปละลายหรือท่อหดให้สวยงาม

การติดตั้งให้ต่อสายที่โยงจากสายอากาศเข้าบ้าน ก่อนจะเข้าเครื่องให้ต่อผ่านขั้วสามทาง  เพื่อต่อสายอีกเส้นนึงไปเข้าเครื่อง และขั้วที่เหลือ ใช้สตับที่ทำไว้ต่อเข้าไป ปลายของสตับถ้าจะให้ดีควรต่อสายกราวด์ลงพื้นดิน

วิธีการทำไม่ยากนะครับเมื่อเทียบกับผลที่ได้ เราสามารถใช้สตับตัวนี้ปรับแต่งต่าvswrของสายอากาศได้ เราใช้กรองฮาโมนิคได้ และยังช่วยลดความเสียหายจากการถูกฟ้าผ่าเข้ามาทางสายอากาศได้ เพราะระบบของเราจะกลายเป็นDC Ground สำหรับผู้ใช้งานสองความถี่เครื่องดำและเครื่องแดงแล้วเกิดการกวนกันเอง อุปกรณ์นี้ช่วยได้
สายที่เอามาทำใช้สาย50โอมหรือ75โอมก็ได้ ความยาวที่ตัดออกจะตัดที่ 1/4แลมด้าตามตัวอย่าง เราตัดที่1/2แลมด้าก็ได้ โดยไม่ต้องช็อตปลาย แต่จะขาดคุณสมบัติ dc ground ความยาวที่คำนวณได้ครอบคลุมความถี่ได้กว้างพอสมควร และใช้ได้ตลอด144-146MHz ไม่ต้องกังวลเวลาเปลี่ยนความถี่ และถ้าจะให้ดีถ้าทำสองชุดติดยอดเสาชุดนึง อีกชุดติดด้านล่าง จะได้ประโยชน์มากขึ้น จุดต่อที่เพิ่มขึ้นอีกหลายจุดจะมีค่าloss เพียงเล็กน้อยไม่ต้องคิดมาก ขอให้ใช้ขั้วต่อที่มีคุณภาพดีๆหน่อย

สำหรับภาพประกอปเพิ่มเติมหาในกูเกิลได้ครับ และมีเวปภาษาไทยหลายแห่งแนะนำวิธีทำไว้ครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:43:09 AM
   โม้กลางฝน
หลักปฏิบัติที่ถูกต้องเวลาฝนตกฟ้าคะนองเราควรหยุดออกอากาศ ถอดสายอากาศออกเพื่อความปลอดภัย แต่ถ้ามันอดไม่ได้มันคันปาก ผมมีวิธีที่รุ่นพี่เคยเล่าให้ฟัง ท่านให้ใช้มือถือสายอากาศยางนี่แหละ แต่ที่ปลายสายนำสัญญาณที่เราถอดออกมาเพื่อกันฟ้าฝ่า ให้หาสายอากาศอีกต้นนึงต่อเข้าไป ต้นเล็กๆแบบควอเตอเวฟนั่นละเหมาะ เวลาเราจะคุย เราก็เอาสายอากาศยางไปจ่อใกล้ๆ เพื่อให้คลื่นวิทยุมันดูดกลืน ไปออกปลายสายด้านบนผ่านสายอากาศที่เราใช้อยู่ประจำ
การทำแบบนี้ทำให้หายอยากได้ แต่อันตรายยังมีอยู่เหมือนเดิม ทางที่ดีหยุดออกอากาศเถอะนะ ผมว่า
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:44:05 AM
   อลูมิเนียมสำหรับทำสายอากาศ
สายอากาศสามารถใช้โลหะได้หลายชนิดที่นิยมกันคือสเตนเลส นิยมใช้ทำสายอากาศติดรถยนตร์ ถ้าสายอากาศสถานีประจำที่นิยมใช้อลูมิเนียม ถ้าเป็นสายอากาศวิทยุโทรทัศน์ ใช้ทั้งสเตนเลส อลูมิเนียม หรือแม้แต่ทองแดง
วัสดุประเภทอลูมิเนียมที่นำมาใช้ไม่ได้เป็นอลูมิเนียมบริสุทธิ์ จะมีส่วนผสมของโลหะหลายชนิดปนอยู่ ถ้าอ้างถึงสายอากาศชั้นดีที่ผลิตในต่างประเทศ ของเขาใช้อลูมิเนียมที่มีคุณภาพสูง ซึ่งต่างจากสายอากาศที่ทำขายกันทั่วไปในประเทศไทย อาจเป็นเพราะต้องการลดต้นทุนหรือหาซื้อเกรดที่ต้องการไม่ได้

อลูมิเนียมที่ต่างประเทศนิยมใช้ทำสายอากาศไม่ได้เป็นอลูมิเนียมสูตรพิเศษที่ผสมมาเพื่อทำสายอากาศโดยเฉพาะ และไม่มีส่วนผสมใดที่เป็นความลับเฉพาะยี่ห้อใดยี่ห้อนึง หากแต่เป็นอลูมิเนียมอยู่ในกลุ่มคุณภาพสูง มักจะเอามาทำสิ่งที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ ใช้ทำแม่พิมพ์ ใช้ทำชิ้นส่วนเครื่องยนตร์ หรือแม้แต่โครงของเครื่องบิน ผู้ผลิตสายอากาศนิยมอลูมิเนียมอยู่ สองเกรดคือ 6061-T6 และ 6063-T832  ตัวเลขสี่หลักเป็นตัวบอกส่วนผสมว่ามีโลหะชนิดใดอยู่เท่าไร  ส่วนรหัสต่อท้ายเป็นกรรมวิธีเพิ่มความแข็งให้กับอลูมิเนียม เช่นรีดออกมาแล้วปล่อยให้เย็น รีดออกมาแล้วผ่านน้ำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว หรือนำกลับไปอบให้ร้อนอีกครั้ง ทำให้โลหะมีความแข็งขึ้น ตัวเลขมากจะแข็งกว่าตัวเลขน้อย
ส่วนผสมโดยประมาณของอลูมิเนียมเกรดต่างๆมีดังนี้

(http://image.free.in.th/z/ip/ialum.gif) (http://image.free.in.th/show.php?id=fc91adbd9203aa14976dc8c42c435408)
 
อลูมิเนียมเกรด 6061-T6 มักจะใช้ทำ boomและmast เกรด 6063-T832 เอามาทำ element หรือส่วนที่ทำหน้าที่กระจายคลื่น ในบ้านเราไม่พบว่ามี 6063-T832ขาย เคยสอบถามไปที่พนักงานขายเขาบอกว่าต้องสั่งรีดเป็นกรณีพิเศษ แต่เกรดที่รองลงมาเช่น 6063-T3หรือT5 พอหาซื้อได้
สำหรับ 6061-T6 มีขายอยู่หลายขนาด แต่ราคาค่อนข้างสูง จึงมีผู้ผลิตสายอากาศในไทยบางราย ใช้อลูมิเนียมเกรดทั่วไปที่มีความแข็งแรงพอสมควรมาทำboomและmast และเอา 6061-T6ไปทำอีลีเมนต์ที่ทำหน้าที่กระจายคลื่นแทน

ทำไมถึงเลือกอลูมิเนียมสองเกรดนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องการนำไฟฟ้า อลูมิเนียมเกรดอื่นที่มีส่วนผสมของแร่อลูมิเนียมเปอเซนต์สูงๆ นำไฟฟ้าได้ดีกว่าเสียอีก แต่ว่ามันมีความแข็งแรงที่ทนต่อการกัดกร่อนของสภาพแวดล้อม และแรงลมได้น้อยเกินไป สายอากาศที่ผลิตขายในต่างประเทศเช่นของสหรัฐอเมริกา ภูมิประเทศของเขาลมแรงมาก ทั้งพายุฝนพายุหิมะถ้าใช้อลูมิเนียมเกรดธรรมดามันทนไม่ได้ ผู้ผลิตหลายรายใช้ความเร็มลม100ไมล์(160กิโลเมตร) ต่อชั่วโมงเป็นเกณฑ์ บ้านเราลมไม่ได้แรงขนาดนั้น แต่สภาพแวดล้อมของเราเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงมลพิษทางอากาศเริ่มสูงขึ้น  จึงต้องใช้โละที่ทนทานมากขึ้น
 
ผู้สนใจที่จะทำสายอากาศใช้เอง เหรือผลิตขาย สามารถหาได้จากแหล่งขายขนาดใหญ่เช่น ถนนบรรทัดทองและ(อดีต)วงเวียนโอเดี่ยน
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ พฤศจิกายน 15, 2012, 09:44:55 AM
  โฟลเดดโมโนโพล
พูดถึงสายอากาศโฟลเดดไดโพลกันอีกครั้ง  มาตั้งประเด็นในเรื่องของชื่อเรียก มีผู้ให้ความเห็นไว้ว่า การที่เราเรียกว่าสายอากาศโฟลเดดไดโพลไม่น่าจะถูกต้อง แต่ควรจะเรียกว่า โฟลเดดโมโนโพล 

โฟลเดดโมโนโพลคืออะไร  เราต้องกลับไปดูที่ สายอากาศไดโพลกันก่อน ไดโพล หมายถึงสายอากาศสองขั้วป้อนสัญญาณเข้าตรงกลางในบางครั้งสามารถป้อนให้เยื้องไปข้างใดข้างนึงได้ ถ้านำมาพับกลับให้วนเป็นลูป จะเรียกว่าโฟลเดดไดโพล ความแตกต่างคืออิมพีแดนส์และแบนวิธที่เพิ่มมากขึ้น

(http://image.free.in.th/z/is/mono1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=2a429bcc5139c089f484be839b7626e0)(http://image.free.in.th/z/ii/mono2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=8e363cee7977e4ec57222a2e4e9527f6)
 
โฟลเดดไดโพน                               โฟนเดดโมโนโพล

ถ้าเราเอาสายอากาศไดโพลแบบธรรมดา เอาด้านนึงหันทำมุมฉาก 90องศา ส่วนที่แพร่กระจายคลื่นจะเหลือด้านเดียวอีกด้านจะทำหน้าที่เสมือน กราวด์เพลน อิมพีแดนลดลงครึ่งนึง เราเรียกว่าสายอากาศควอเตอเวฟ

แต่ถ้าเราเอาโฟลเดดไดโพล มาพับแบบนั้นบ้าง  มันจะกลายเป็น โฟลเดดโมโนโพล หรือสายอากาศที่มีลวดยาวควอเตอเวฟแล้วพับกลับลงมาหากราวด์เพลน

สายอากาศโฟลเดดไดโพลที่เรานิยมใช้กัน มีลักษณะโครงสร้างทางไฟฟ้าแบบเดียวกับสายอากาศ โฟลเดดโมโนโพล คือด้านนึงมีความยาวควอเตอเวฟแล้วพับกลับลงมาที่บูม(ที่หลายๆคนเรียกว่าอาร์ม หรือแขน)ทำหน้าที่เป็นกราวด์ ส่วนของสายอากาศที่ยื่นเลยลงไปทำหน้าที่เป็น counterpoise ทำให้โครงสร้างทางกายภาพยังคงเป็นแบบฮาฟเวฟโฟลเดดไดโพล
ในเมื่อสายอากาศแบบที่เราใช้มันเป็น โฟลเดดโมโนโพล แล้วโฟลเดดไดโพลแท้ๆมันมีหรือเปล่า มีครับแต่เราไม่ค่อยรู้จักกัน

(http://image.free.in.th/z/il/mono4.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=bd6301b1b71d310f1c23dec6e0610b8d)

สายอากาศแบบนี้ จะมีแบนวิธกว้างมาก ภายในจะมีสายนำสัญญาณ 125โอม ความยาว1/4แลมด้าซ่อนอยู่ภายในท่อเพื่อแปลงอิมพีแดนจาก 300โอม มาเป็น50โอม และจะวางอีลีเมนต์ห่างจาก mast ตั้งแต่ ¼ ถึง ½ แลมด้า ถ้าหาสาย125โอม ไม่ได้ ให้ใช้การทำบาลัน4:1 ทดแทน ข้อดีคือกระแสจะไหลทั้งสองด้านเท่าๆกัน รูปแบบคลื่นจะไปในแนวราบได้ดีขึ้น

สำหรับความเห็นในเรื่องชื่อเรียก เป็นความเห็นส่วนบุคคลที่ต่างออกไป ใครจะเรียกอย่างเดิมเป็นสิทธิของท่าน
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ธันวาคม 12, 2012, 09:30:46 PM
   จา พนม
ได้ยินเพื่อนกลุ่มนึงคุยกันอยู่เรื่องวางแผนที่จะปรับปรุงสถานีให้ดีขึ้นไปอีก น่าสนใจในข้อมูลหลายๆอย่างที่ผมผลอยได้รับความรู้ไปด้วย แต่มารู้สึกหงุดหงิดในใจอย่างแรง คือเขากล่าวชี่นชมเพื่อนท่านนึงที่รับหน้าที่ปืนเสาขึ้นไปติดตั้งสายอากาศ  ว่าเป็นคนเก่งมากสามารถปีนเสาสูง30-60เมตร ด้วยรองเท้าแตะและไม่ต้องใช้เข็มขัดนิรภัย ว่าเก่งมากไม่มีใครทำได้

เป็นความคิดที่ผิดอย่างรุนแรง ที่ไปกล่าวชื่นชมเช่นนั้น งานขึ้นทาวเวอเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายสามารถผิดผลาดตกลงมาได้ง่าย ถ้าพลาดไม่ตายก็พิการ ใช่ครับตอนนี้คุณเก่งคุณไม่พลาด แต่ถ้าพลาดขึ้นมาละครับ คิดดู

ขออ้างถึงต่างประเทศบ้าง อย่าหาว่าดัดจริต  ฝรั่งเขาถือมากในเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน ในข้อสอบนักวิทยุสมัครเล่นของอเมริกา มีคำถามที่เกี่ยวกับหลักความปลอดภัยอยู่หลายข้อ การปีนเสามีอยู่ในข้อสอบนั้นด้วย ซึ่งต่างจากของไทยที่ไม่ได้รับการปลูกฝังในเรื่องความปลอดภัย แถมยังดันไปชี่นชมคนที่ทำอะไรประมาทแบบนั้น
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ธันวาคม 24, 2012, 04:00:11 PM
   การจัดเรียงสายอากาศ
ได้เคยอธิบายไปแล้วถึงการจัดเรียงสายอากาศเพื่อเพิ่มgainหรือ arrayในแบบที่เรียกว่า collinear ซึ่งยังมีวิธีจัดเรียงสายอากาศอีกหลายวิธี ที่ใช้กันโดยทั่วไปจะมีดังนี้

แบบแรก collinear หรือ คอลลิเนียร์ คือการนำมาต่อเรียงในแนวเดียวกันเป็นลักษณะเส้นตรง เช่นสายอากาศโฟลเดดไดโพล4สแตก หรือสายอากาศรอบตัว5/8แลมด้า สามชั้น

แบบที่สองเรียกว่า broadside หรือ บรอดไซ้ด์ เป็นการนำสายอากาศมาเรียงด้านข้าง เช่นสายอากาศยากิที่นำมาวางซ้ายขวา ทิศทางของคลื่นจะถูกบีบให้แคบลง อยู่ระหว่างกลางของสายอากาศที่นำมาเรียงกัน

แบบที่สาม end-fire หรือ เอ็น-ไฟ  เป็นการนำสายอากาศมาเรียงไว้ด้านหน้าหลัง ตัวอย่างสายอากาศประเภทนี้คือสายอากาศ W8JK หรือ Lazy-H ทิศทางของคลื่นจะพุ่งไปทางด้านข้างทั้งสองทิศทาง

(http://upic.me/i/3i/aray1.jpg) (http://upic.me/show/42199981)

แบบที่สี่ phased array หรือ เฟสอะเรย์ ลักษณะจะคล้ายๆกับ end-fire   มีวิธีการจัดรูปคลื่นให้เป็นทิศทางด้วยการป้อนสัญญาณให้เดินทางไปที่ตัวนำแต่ละตัวไม่เท่ากัน เช่นHB9CVหรือ ZL special
สำหรับสายอากาศบางความถี่ที่ไม่สามารถทำสายอากาศทิศทางได้เพราะขนาดจะใหญ่เกินไป จะใช้วิธีทำสายอากาศแนวตั้งหรือเวอติคอล หลายๆต้นมาวางล้อมเป็นวงกลม แล้วใช้สายนำสัญญาณที่ยาวไม่เท่ากัน จะทำให้คลื่นเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบมีทิศทาง มีหลายต้นก็เลือกได้หลายทิศ
การarrayยังมีแบบย่อยๆลงไปอีก แต่จะเป็นการต่อยอดจากทั้งสี่แบบ จึงขอไม่อธิบายเพิ่ม

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ธันวาคม 24, 2012, 04:01:50 PM
ตำแหน่งติดตั้งสายอากาศรถยนตร์
เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าตรงกึ่งกลางหลังคาเป้นตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับรถยนตร์ ส่วนจุดอื่นๆจะมีประสิทธิภาพลดหลั่นกันลงไป จากเอกสารของบริษัท Larsen antenna มีข้อมูลเปรียบเทียบกับจุดอื่นๆตามภาพด้านล่าง

(http://upic.me/t/te/e4car.jpg) (http://upic.me/show/42199994)

โดยกำหนดให้สายอากาศที่ใช้อ้างอิงมีค่าเท่ากับ 0.0dB
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: E23PDN ที่ ธันวาคม 25, 2012, 12:02:22 AM
ส่วนที่ได้ Gain เยอะที่สุด ก็ไม่ใช่กลางหลังคารถตามที่เข้าใจมา
เป็น Trunk Coner หรือข้างฝากระโปรงท้ายนี่เองนี่เอง

ถ้ารถ 5 ประตูก็คงหมดสิทธ์
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ธันวาคม 27, 2012, 07:15:08 AM
ส่วนที่ได้ Gain เยอะที่สุด ก็ไม่ใช่กลางหลังคารถตามที่เข้าใจมา
เป็น Trunk Coner หรือข้างฝากระโปรงท้ายนี่เองนี่เอง

ถ้ารถ 5 ประตูก็คงหมดสิทธ์

ไม่ใช่ครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ตัวเลขที่มากกว่า 0 หมายถึงมัน ด้อยกว่า ไม่ใช่ดีกว่า  ในภาพเขาไม่ใส่เครื่องหมายลบ เพราะจะได้ดูง่ายขึ้น

3dB มันลดลง 50% เลยนะครับ เราเปรียบเทียบให้สายอากาศกลางหลังคามีค่าเท่ากับ 0dB ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 ตำแหน่งอื่นๆก็ลดหลั่นกันลงไปไม่ใช่เพิ่มขึ้น
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ธันวาคม 27, 2012, 07:19:27 AM
   รหัสลับกับวิทยุสมัครเล่น
มีระเบียบอยู่ข้อนึงที่ถูกกำหนดไว้ทั้งระเบียบสากลและระเบียบในประเทศไทย ว่าห้ามนักวิทยุสมัครเล่นใช้รหัสลับ คราวนี้มีน้องท่านนึงสงสัยว่าแบบใหนถึงจะเรียกว่ารหัสลับ

รหัสลับคืออะไรก็ได้ที่เข้าใจความหมายกันในวงจำกัดเฉพาะผู้ส่งข่าวและผู้รับข่าวเท่านั้น คนอื่นมาได้ยินได้ฟังจะไม่เข้าใจความหมาย
น้องเขาก็สงสัยว่าโค็ด ว. เป็นรหัสลับหรือเปล่า เพราะเขาห้ามนักวิทยุสมัครเล่นใช้ คนเข้าใจความหมายก็มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

ถ้าว่ากันตามความหมายตรงๆ มันไม่ใช่รหัสลับครับเพราะจุดประสงค์ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นคำย่อของประโยคที่ใช้บ่อยๆ พื้นฐานคือการดัดแปลงมาจาก Q Code แต่ว่าโค็ด ว. ถูกสร้างมาเพื่อใช้เป็นการเฉพาะสำหรับราชการตำรวจ และแพร่หลายมายังหน่วยราชการอื่น ลามไปถึงเอกชนและประชาชนทั่วไป

 และเนื่องจากเป็นคนละกิจการกัน เข้าใจกันเฉพาะประเทศไทย เลยไม่เอามาปนกัน วิทยุสมัครเล่นสามารถติดต่อกันด้วยภาษาธรรมดาเพราะมีเวลาเหลือเฟือไม่ต้องรีบร้อน(เฉพาะติดต่อแบบเสียงพูด)ไม่มีความลับ ไม่ต้องย่นไม่ต้องย่อ ไม่ต้องใช้รหัส   สำหรับนักวิทยุCBในต่างประเทศ นิยมใช้ code-10 ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเขาก็ไม่เอามาใช้กับวิทยุสมัครเล่น

มีในบางกรฌีที่อนุญาตให้นักวิทยุสมัครเล่นใช้รหัสลับได้ เช่น การควบคุมการเปิดปิดเครื่องรีพีทเตอร์ หรือการควบคุมดาวเทียมวิทยุสมัครเล่น ที่จะส่งรหัสที่รู้กันเฉพาะสถานีควบคุมเท่านั้น นักวิทยุทั่วไปไม่เกี่ยว

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ธันวาคม 27, 2012, 07:20:52 AM
   Split
นักวิทยุอาวุโสท่านนึงซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ได้เล่าให้ฟังว่า สมัยสงครามโลกมีการส่งข่าวสารกันทางวิทยุอย่างกว้างขวางถึงแม้ว่าการติดต่อทางวิทยุจะมีความปลอดภัยของข่าวสารที่ต่ำมาก แต่ด้วยความที่มันรวดเร็วจึงนิยมใช้กัน โดยใช้วิธีเข้ารหัสไปด้วยเพื่อให้อีกฝ่ายนึงเข้าถึงข้อมูลได้ยากขึ้น

มีเทคนิคพื้นๆอย่างนึงที่นิยมใช้กัน คือการส่งข่าวด้วยการเปลี่ยนความถี่ไปเรื่อยๆ หรือการส่งความถี่นึงรับอีกความถี่นึง ซึ่งก็ได้ผลบ้างในบางครั้ง

เทคนิครับส่งกันคนละความถี่ได้รับความนิยมมาสู่วงการวิทยุสมัครเล่นด้วย เรียกว่า split หรือ สะพลิท  จะใช้ในกรณีที่มีผู้ต้องการติดต่อกับเราเป็นจำนวนมากและเรียกเข้ามาพร้อมๆกัน ในกรณีนี้สัญญาณจะยุ่งสับสนมาก ผู้รับต้องมีความสามารถสูงมาก เขาจึงลดความหนาแน่นด้วยการบอกว่า up5 เป็นอันรู้กันว่า เราจะส่งที่ความถี่นี้ แต่จะรับในความถี่ที่สูงขึ้นไปอีก 5 kH ดังนั้นใครที่อยากติดต่อด้วยต้องไปส่งที่ความถี่สูงขึ้นไปตามที่เราบอก

เทคนิคนี้พบเห็นได้บ่อยๆในความถี่HF แต่สำหรับ 2 meter band ที่พวกเราใช้กันอยู่ไม่มีใครเอามาใช้ครับ

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ ธันวาคม 27, 2012, 07:23:41 AM
   E plan - H plan
คลื่นที่ออกมาจากลวดตัวนำหรือสายอากาศ จะมีทั้งสนามแม่เหล็ก และสนามไฟฟ้า เขาถึงเรียกคลื่นวิทยุว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ electromagnetic wave โดยคลื่นทั้งสองแบบจะอยู่ตั้งฉากกัน

ถ้าจับลวดเส้นนึงมาสมมุติเป็นสายอากาศ คลื่นที่พุ่งออกขนานไปกับควมยาวสายอากาศเรียกว่า E plan หรือคลื่นไฟฟ้า และคลื่นที่ออกมาในแนวตั้งฉากกันกระจายไปรอบๆ สายอากาศ คือคลื่นแม่เหล็กหรือ H plan

สมมุติว่าเราสามารถมองเห็นคลื่นที่ออกมาจากสายอากาศได้ ลองกำหนดให้สายอากาศเป็นลวดเส้นเดียว วางในแนวตั้ง ถ้ามองจากด้านข้างจะเห็นลวดเป็นเส้นยาวและคลื่นที่เห็นคือ E plan  แต่ถ้ามองจากด้านบนจะมองเห็นปลายของลวดเป็นจุกเล็กๆ และคลื่นที่พุ่งออกมาเรียกว่า H plan

ในสเปคสายอากาศประเภทยากิที่มาจากต่างประเทศ จะระบุบีมวิธของสายอากาศว่าในแนว E plan และH plan มีความกว้างกี่องศา เราจะได้เข้าใจความหมายถูก ว่าหมายถึงอะไร

 (http://upic.me/i/s8/ehplan.jpg) (http://upic.me/show/42278658)

เขาจะไม่บอกเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน เพราะขึ้นอยู่กับเราว่าจะเอาไปติดตั้งใช้งานในแนวใหน
ไม่ว่าจะจับสายอากาศวางในแนวนอนหรือแนวตั้ง รูปร่างของคลื่นก็ยังไหลเหมือนเดิมตามแนวของสายอากาศ ซึ่งจะยึดตามแนวของสนามไฟฟ้า หรือ E plan เพื่อจะได้รู้ว่าขณะนี้สายอากาศอยู่ในแนวตั้ง (vertical) หรือแนวนอน (horizontal)
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 04, 2013, 09:33:06 AM
   นอนมา
เราได้รู้ไปแล้วว่า E plan , H plan คืออะไร นั้นคือแนวทางของคลื่นที่ออกมาจากสายอากาศ แต่เวลาใช้งานกันจริงๆมักจะถามกันว่าใช้สายอากาศ แนวตั้งหรือแนวนอนมากกว่า เพราะรูปร่างการวางสามารถบอกได้ในทันที
ลักษณะนี้เราเรียกว่าการจัดขั้วคลื่น หรือ polarization (โพลาไร้เซชั่น)
การติดต่อระหว่างสายอากาศสองต้น ควรจะเป็นแนวเดียวกัน ถึงจะได้ผลดี หากใช้สายอากาศคนละแนวกัน สัญญาณจะลดลงไปถึง20dB

เมื่อหลายปีก่อนผมได้สายอากาศทิศทางประเภท cross yagi มาต้นนึง ยากิแบบนี้มีอีลีเมนต์แนวตั้งและแนวนอนในต้นเดียวกัน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ทำ สายเฟส เลยต่อใช้แต่แนวตั้ง  ในช่วงที่ใช้งานมีวันนึงสามารถรับสัญญาณาทางไกลจากภาคเหนือได้  ก็พยายามติดต่อ แต่ไม่สำเร็จ เลยปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน ทดลองปรับให้ใช้สายอากาศแนวนอน เพื่อทดลองความแตกต่าง  ปรากฏว่ารับสัญญาณได้ดีกว่าเดิมอย่างชัดเจน และสามารถติดต่อได้  เลยแปลกใจว่าเป็นสายอากาศคนละแนวกันซึ่งมันควรจะรับส่งได้แย่ลง แต่เหตุการณ์กลับดีขึ้น
อีกครั้งนึงไปเที่ยวที่เกาะพงัน พร้อมกับสายอากาศทิศทาง 3E ทดลองยิงเข้ามากรุงเทพ  สามรถรับฟังสถานีที่อยู่ในจังหวัดสมุทรปราการได้ ลองวางในแนวนอน รับได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็เรียกมาไม่ถึง

มีผู้อธิบายให้ฟังว่าคลื่นเดินทางมาไกล ชั้นบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆสามารถทำให้ขั้วคลื่นเปลี่ยนแนวได้ และบังเอิญขั้วคลื่นมาเปลี่ยนตรงกับบ้านเราพอดี ไม่ได้หมายความว่า วางสายอากาศคนละแนวจะรับส่งได้ดีขึ้นเสมอไป

ในกรณีนี้การติดต่อสื่อสารบางแบบที่ไกลมากๆเช่นการติดต่อกับดาวเทียม ซึ่งดาวเทียมมีสองแบบคือแบบค้างฟ้า เช่นดาวเทียมไทยคม ดาวเทียมแบบนี้จะเลื่อนที่หมุนรอบโลกด้วยความเร็วเท่ากับที่โลกหมุนรอบตัวเองเลยทำให้เหมือนกับดาวเทียมลอยนิ่งอยู่กับที่เหนือประเทศไทย
อีกแบบนึงเป็นดาวเทียวที่โคจรไปเรื่อยๆผ่านแนวขั้วโลกทั้งเหนือและใต้ ทำให้ลอยไปมาทั่วโลก ดาวเทียมแบบนี้จะทรงตัวด้วยการหมุนรอบตัวเอง ลักษณะการวางสายอากาศจึงไม่แน่นอน เขาจึงใช้สายอากาศ ที่ทำให้ขั้วของคลื่นหมุนได้  เรียกว่า circular polarization  ตัวอย่างสายอากาศที่ใช้กันเช่นสายอากาศ  helical ที่มีรูปร่างเป็นเกลียว หรือสายอากาศแบบcross yagi ที่ผมมีอยู่ แต่การทำสายเฟสต้องใช้แบบความยาวไม่เท่ากันเพื่อหน่วงเวลา ให้คลื่นออกมาเป็นเกลียว

 คลื่นที่ออกมายังมีแบบย่อยอีกคือหมุนตามเข็มหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกา แต่ตามตำราทั่วไปจะใช้คำว่าหมุนตามมือขวา หรือหมุนตามมือซ้าย

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 04, 2013, 09:34:16 AM
   เสียงปี๊บของไมค์
ความนิยมในการใช้ microphone แบบตั้งโต๊ะ ที่เรียกว่าไมค์สแตน ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีมากขึ้น เนื่องจากมีพ่อค้านำไมค์ทั้งมือหนึ่งมือสองจากต่างประเทศเข้ามาขาย และไมค์ที่ผลิตในประเทศ ก็มีผลิตขายในราคาไม่แพง

ไมค์พวกนี้ ถ้ามาแบบเดิมๆก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีการดัดแปลงไมค์ให้มีเสียงกดคีย์เสียงดังโครมคราม เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ฟังดูน่ารำคาญดี

อีกแบบที่นิยมกันกับนักวิทยุCBและลามเข้ามาถึงนักวิทยุสมัครเล่นด้วย คือการมีเสียงแปลกๆดังตอนกดและปล่อยคีย์ เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เขียนโปรแกรมเข้าไมโครคอนโทรลเลอร์ จะเอาเสียงอะไรสร้างสรรค์ได้ไม่ยาก

เสียงพวกนี้ถ้าเป็นสมัยก่อนถือว่าเป็นของต้องห้ามเขาไม่ให้ใช้ แต่เวลาผ่านไป ไม่มีใครห้ามก็เลยใช้กันแบบปกติ เสียงตอนกดหรือปล่อยคีย์นิยมเรียกว่า roger beep
ในวิทยุบางรุ่นบางยี่ห้อ เครื่องสามารถส่งเสียงแหลมๆความถี่ 1750Hz ออกมากับเสียงไมค์ได้ เราก็เอามาใช้เพราะคิดว่ามันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องรุ่นนั้นๆ

อันที่จริงเขาใส่มาเพื่อประโยชน์มากกว่านั้น  เขาใช้เพื่อกระตุ้นให้รีพีทเตอร์ทำงาน เช่นในบ้านเรารีพีทเตอร์จะเปิดทำงานตลอดเวลาใครจะใช้งานก็กดคีย์เข้าไปตามความถี่ที่กำหนดไว้ไม่มีระบบป้องกันใดๆ

แต่ในต่างประเทศเขามีระบบป้องกันหลายๆอย่างซึ่งส่วนมากจะเป็นการใส่โทนสเคลว ในบางรีพีทเตอร์เขาจะใช้โทนเสียงปี๊บ1750Hz เป็นตัวกระตุ้นให้รีพีทเตอร์เปิดทำงาน และเมื่อใช้งานจบแล้วไม่มีผู้ใช้งานต่อ รีพีทเตอร์จะเข้าสู่โหมดสแตนบายเพื่อประหยัดพลังงาน และจะทำงานอีกครั้งเมื่อมีโทนเสียงมากระตุ้น

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 10, 2013, 01:29:02 AM
   air terminal
สายอากาศที่ถูกติดตั้งไว้ในที่สูงๆมีโอกาสที่จะถูกฟ้าผ่าได้มากขึ้น การลดโอกาสที่ฟ้าจะผ่าลงมาแก้ด้วยการทำระบบกราวด์ที่ดี  มีเทคนิคอย่างนึงคือหาวัสดุที่มีลักษณะแหลมไปติดตั้งไว้ที่ส่วนบนสุดของสายอากาศ เพื่อให้ประจุไฟฟ้ามาสะสมที่บริเวณนั้น และถ่ายเทลงพื้นไปตามระบบกราวด์

อุปกรณ์นี้มีผู้เล่าให้ฟังว่าเขาเรียก air terminal เป็นแท่งโลหะรูปร่างเหมือนดินสอ ความโตประมาณ1/2นิ้ว ความยาวน่าจะสัก10นิ้ว ในสายอากาศบางยี่ห้อที่ค่อนข้างมีราคาแพงหน่อยเขาจะทำติดไว้ที่ปลาย บางท่านบอกว่า โฟลเดดไดโพล ของ cushcraft ก็มีติดอยู่ที่ปลาย แต่ที่ดูของเพื่อนข้างบ้านไม่มีเจ้าแท่งดินสอที่ว่า ไม่แน่ใจว่าโดนตัดออกหรือไม่มีมาให้



(http://upic.me/i/kc/nbair.jpg) (http://upic.me/show/42643614)
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 10, 2013, 01:33:35 AM
   Propagation prediction
ในช่วงปลายปีที่แล้วก่อนวันที่ 21ธันวาคม 2012  ซึ่งฝรั่งตื่นตระหนกกันว่าจะเป็นวันโลกแตก มีการพูดถึงความเป็นไปได้ว่าโลกจะแตกเพราะเหตุใด มีปัจจัยนึงคือโลกแตกเพราะพายุสุริยะ ทำให้แผ่นดินใหวน้ำท่วมโลก และการสื่อสารต่างๆขัดข้อง ข้อมูลว่าพายุสุริยะคืออะไรสามารถหาอ่านได้จากอินเตอร์เน็ท มีนักวิชาการหลายท่านออกมาอธิบายให้เข้าใจได้มากขึ้น แนะนำให้อ่านจากเวปของสมาคมดาราศาสตร์ไทย http://thaiastro.nectec.or.th จะได้ข้อมูลเชิงวิชาการที่เข้าใจง่ายน่าเชื่อถือไม่ใส่สีตีไข่เกินความจริง จนเกิดความเชื่อที่ผิดๆ

โดยปกติดวงอาทิตย์ส่งพลังงานที่เป็นคลื่นวิทยุจากการระเบิดภายในตัวเองออกมาตลอดเวลา และมีผลต่อโลกเป็นประจำ แต่ที่เขาฮือฮากันเพราะมันตรงกับรอบที่จะมีการระเบิดอย่างรุนแรงที่มีวงรอบทุก11ปี ในช่วงปีนี้เลยมีการระเบิดที่แรงมากกว่าปีที่ผ่านๆมา นักวิทยาศาสตร์ เขาเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลา เรื่องลึกๆมันยากไปครับผมเรียนไม่ถึง  และเขาจะมีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวเลขต่างๆออกมาให้ผู้สนใจทั่วไปได้รับรู้

สำหรับวิทยุสมัครเล่นก็ได้รับผลจากดวงอาทิตย์เช่นกัน แต่เป็นประจำอยู่ทุกวันไม่ต้องรอให้เกิดระเบิดรุนแรงจนเป็นพายุสุริยะ โดยจะมีผลที่เห็นได้ชัดกับการสื่อสารความถี่ HF ส่วนความถี่ VHFและสูงกว่ามีผลไม่มากนอกจากมีการระเบิดรุนแรงมากๆและจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งมีหลายๆท่านเข้าใจผิดว่าความถี่ 145 MHzที่เรากำลังใช้อยู่แล้วเกิดอาการรับส่งไม่ดี มีการจางหลาย มีสัญญาณรบกวน เกิดจากพายุสุริยะ  อย่าเข้าใจกันผิดๆนะครับ

ตัวอย่าง การแสดงค่าต่างๆ เป็นกราฟฟิคสวยงาม ทำโดย http://www.hamqsl.com/solar.html มี code เอาไปใส่ในwebของเราได้ และจะประเมินการติดต่อแบบคร่าวๆว่าความถี่ในช่วงใดติดต่อได้ดี มากน้อยแค่ใหน

(http://upic.me/i/j3/solar.jpg) (http://upic.me/show/42643626)   (http://upic.me/i/n4/solar2.jpg) (http://upic.me/show/42644055)

ค่าต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์วัดได้มีอยู่ 3 ค่าที่นักวิทยุสมัครเล่นน่าจะลองศึกษาดูคือ

A หรือ A-index
เป็นการวัด activity ของสนามแม่เหล็กโลกทุกๆ 24 ชั่วโมง   ค่าA-index เริ่มตั้งแต่ 0 ถึง 400 แต่ค่าที่เกิน 100 เป็นค่าที่เกิดไม่บ่อยนัก เมื่อใดที่ A-index มีค่าต่ำกว่า 10 สนามแม่เหล็กโลกจะมีความนิ่งคาดหวังได้ว่าการสื่อสารทางวิทยุจะเป็นไปอย่างดีเยี่ยม การดูดกลืนคลื่นวิทยุในบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียน์ จะมีน้อยสัญญาณจะมีความแรงสม่ำเสมอในการติดต่อทางไกล
หากสถานที่ที่เราติดต่อด้วยอยู่ใกล้ขั้วโลก ค่า A-index จะต้องต่ำ ถึงจะติดต่อได้ดี ในขณะที่ประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร ไม่มีผลกับค่า A-index เท่าใดนัก

K หรือ K-index
K-index คล้ายกับ A-index แต่จะวัดค่าวันละ 8 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 ขั่วโมง

SFI หรือ Solar flux index
เป็นค่าที่ได้จากการวัด solar activity อีกวิธีนึง ถ้าค่าต่ำกว่า 60 หมายถึงดวงอาทิตย์มีสภาวะสงบ และอยู่ในช่วงที่ดวงอาทิตย์มีจุดดับน้อย แต่ส่วนใหญจะแสดงค่าที่มากกว่านั้น ค่าสูงๆจะเป็นผลดีในการติดต่อ

นักวิทยุสมัครเล่นจะใช้ค่า ทั้งสามค่า.ในการประเมินว่าโอกาสที่จะติดต่อกับสถานีต่างๆมีความเป็นไปได้เพียงใด ซึ่งแต่ละความถี่ต้องการค่าที่สูงต่ำไม่เท่ากันต้องไปเปิดตำราหรือถามจากประสบการณ์ของผู้ที่ศึกษามานาน ในภาพที่ยกมาเป็นตัวอย่าง มีการแสดง VHF Conditions อยู่ด้วย แต่หมายถึงติดต่อกันแบบไกลๆหลายร้อยกิโล ไม่ได้หมายถึงติดต่อระยะทางใกล้ๆในจังหวัด
เรื่องนี้ค่อนข้างเข้าใจยาก มีค่าต่างๆมากมาย เอาแค่พอรู้ครับว่ามันมีแบบนี้ด้วย ถ้าสนใจก็ต้องค้นค้าเพิ่มเติมเอาครับ


หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 27, 2013, 02:12:02 PM
ที่มาของชื่อสินค้า
Cushcraft  ผู้ก่อตั้งคือ Las Cushman W1BX ท่านนี้เริ่มต้นด้วยการทำสายอากาศ vhf ให้กับกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นจึงเริ่มทำขายเป็นการพานิชย์ เมื่อตอนตั้งบริษัทใช้ชื่อว่า Cush Craft เว้นวรรคไม่ติดกัน แต่คนทั่วไปเรียกรวมกันว่า Cushcraft เลยเปลี่ยนชื่อให้ติดกัน โดย cush มาจากนามสกุลคำแรก craft หมายถึงงานฝีมือ Cushcraft จึงหมายถึงสายอากาศที่ทำจากนาย Cushman ปัจจุบัน Cushcraft ถูกบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่รายนึงซื้อไปแล้ว แต่ยังคงผลิตสินค้ายี่ห้อ Cushcraft ออกจำหน่ายอยู่ โดยสินค้าด้านสมัครเล่นบริษัท MFJ ทำหน้าที่จัดจำหน่าย

MFJ มาจากชื่อย่อของผู้ก่อตั้งคือ Matin F. Jue ปัจจุบัน MFJ มีผลิตภัณท์สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นนับร้อยรายการ มีการเข้าซื้อกิจการสินค้ายี่ห้อดังในหลายๆรายเช่น Hy-gain หรือ Cushcraft สินค้ายี่ห้อ MFJ มีทั้งดีมากๆและพอใช้ได้ปนกันไป ฝรั่งให้ชื่อเล่นของสินค้ายี่ห้อนี้ว่า Made From Junk

M2 มาจากตัวอักษรแรกของผู้ก่อตั้งสองท่านคือ Myrna K6MYM และ Mike K6MYC ซึ่งMikeเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตสายอากาศยี่ห้อ KLM และเมื่อบริษัทได้ปิดตัวลง จึงมาตั้งบริษัทใหม่  M2 มีสายอากาศในสายการผลิตกว่าร้อยรายการ ในบ้านเราเคยมีผู้นำเข้ามาขายอยู่ช่วงนึง  สายอากาศยี่ห้อนี้ออกแบบได้แข็งแรงทนทานน่าใช้ และราคาก็สูงตามไปด้วย

ICOM มาจากอักษรตัวแรกของนามสกุลผู้ก่อตั้งคือ Tokuzo Inoue (JA3FA) และ COM มาจาก Communication รายละเอียดเคยเขียนไปแล้ว

Henry Radio มาจากนามสกุลของสามพี่น้องตระกูล Henry สินค้ายี่ห้อนี้เก่าแก่มากถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ยุคเริ่มของวิทยุสมัครเล่นในอเมริกา เมื่อสามพี่น้องเปิดร้านขายอุปกรณ์วิทยุ และผลิตสินค้ายี่ห้อของตนเอง วิทยุรับส่งยี่ห้อนี้กลายเป็นของสะสมที่มีราคาสูง ปัจจุบัน Henry มีชื่อเสียงในเรื่อง RF Linear Amplifier หรือเครื่องขยายกำลังส่งโดยเน้นไปที่เครื่องหลอด

เท่าที่นึกออกก็มีแค่นี้ครับ

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 27, 2013, 02:22:02 PM
Cushcraft
สายอากาศยี่ห้อ Cushcraft เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในบ้านเรา และเป็นที่ใฝ่ฝันสำหรับหลายๆท่านที่อยากได้ของแท้ไว้ใช้กับเขาบ้างแต่ราคาที่ค่อนข้างสูงจึงใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยที่มีคุณภาพไม่ต่างกันนัก แต่ราคาสบายกระเป๋า เว้นแต่พวกยึดมั่นถือมั่นว่าของนอกต้องดีกว่าของไทย ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

วันนี้เรามารู้ประวัติคร่าวๆของสินค้ายี่ห้อนี้กัน ผู้ก่อตั้งบริษัทนี้คือ Lester A. Cushman W1AWZ หรือ W1BX ชายผู้นี้เริ่มต้นด้วยการตั้งบริษัทขายและบำรุงรักษาอุปกรณ์วิทยุสื่อสาร ในนาม Cushman Radio Company จนมีชื่อเสียงพอสมควร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 Cushman ถูกเรียกตัวให้ไปดูแลระบบสายอากาศให้กับกองทัพ และจากประสพการณ์ในครั้งนั้น จึงมาทำสายอากาศขายอย่างจริงจัง ด้วยชื่อสินค้า Cush Craft ตั้งแต่ปี 1950

เขาเริ่มต้นด้วยสายอากาศสำหรับ VHF ที่เขาคุ้นเคย และสายอากาศที่สร้างชื่อให้กับเขาคือ Ringo ต่อมาก็ปรับปรุงเป็น Ringo Ranger จุดเด่นคือตรงจุดแมทชิ่งที่ปรับแต่งง่ายและเป็นเอกลักษณ์ที่เขาออกแบบขึ้นมาเอง
แต่ก็มีผู้ใช้บางรายบอกว่ามันน่าจะดีกว่านี้ถ้ามีกราวเพลน Cushcraft รับฟังความคิดของผู้ใช้งาน และออกสายอากาศรุ่นใหม่ที่มีกราวเพลนใช้ชื่อว่า Ringo Ranger 2

(http://image.free.in.th/z/ib/ringo1.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=55771235cd6233254500fc593af29bb2) (http://image.free.in.th/z/io/ringo2.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=e1f8d8636cc0acff72dc5de12dbc3015)

สำหรับสายอากาศ Ringo Ranger II ตามสเปคบอกว่าใช้งานความถี่ 134-164 MHz และตารางการปรับแต่งจะให้มาสำหรับความถี่ 135-160 MHz แต่ในบ้านเราผู้ใช้ความถี่ที่สูงกว่านั้นมีอยู่จำนวนพอสมควร ถ้าจะใช้ต้องปรับความยาวโดยใช้ตารางจากรุ่น CRX150B ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำมาสำหรับความถี่ commercial ระยะดูที่ตารางด้านล่างครับ

(http://image.free.in.th/z/ik/ringo4.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=9d7cd59bd2dc6e173c1cc8c86450fa7b)

สายนำสัญญาณเชื่อมกราวเพลนและจุดแมทชิ่ง ใช้ความยาว 48-1/4 นิ้ว

(http://image.free.in.th/z/ix/ringo5.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=4bbb3e0fd8794458a3d5777d221aa634)

Les Cushman และBobลูกชาย

ในตอนนี้ Cushcraft ถูกบริษัทอื่นซื้อไปแล้ว แต่ยังคงผลิตขายอยู่ครับ


หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 27, 2013, 02:25:11 PM
   Rigid Transmission Line
สายนำสัญญาณแบบ coaxial ที่บ้านเราใช้กันมีอยู่ไม่กี่รุ่นที่นิยมใช้กัน มือใหม่เริ่มกันที่ RG58 พอมีสตางค์หน่อย ขยับไปใช้ RG8ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานสำหรับบ้านเรา บางท่านก็ขยับไปใช้ RG213 RG214ที่คุณภาพสูงขึ้นไปอีก ถ้าชอบสายโฟมก็นิยมใช้ 5D-FB 8D-FB หรือใหญ่กว่านั้น ถ้าเป็นพวกกระเป๋าหนัก กระโดดไปเล่นสายแข็ง ที่รู้จักกันในนามสาย Heliax ที่เราคุ้นเคยก็ต้องยี่ห้อ Andrew ผู้ผลิตเจ้าแรก มีตั้งแต่  1/4 นิ้วไปจนเส้นโต 1-5/8 นิ้วก็มีคนกล้าลงทุนซื้อมาใช้
แต่ช้าก่อน สายนำสัญญาณเส้นใหญ่ยักษ์ไม่ได้มีแค่นี้ เส้นใหญ่กว่านั้นก็มีแต่วันนี้เราขอแนะนำสิ่งที่ต่างออกไป สายที่ว่าเรียกว่า rigid transmission line บางครั้งเรียกสั้นๆว่า rigid line สายที่ว่านี้จะเรียกว่าสายก็คงไม่ถูก น่าจะเรียกว่าท่อซะมากกว่า

สายแบบนี้ออกแบบมาให้ใช้กับกำลังส่งสูงมาก เป็นร้อยกิโลวัตต์ สำหรับงานวิทยุและโทรทัศน์ สักษณะของสายเป็นท่อสองขนาดตามแบบของสาย coaxial ความโตของท่อก็เป็นไปตามสัดส่วนเพื่อให้ได้อิมพีแดนซ์ตามต้องการใช้อากาศเป็นฉนวนค่า vf  ประมาณ 98%  ท่อในจะใช้ทองแดง ส่วนท่อภายนอกใช้ได้ทั้งทองแดงและอลูมิเนียม ท่อแกนกลางอาจชุบเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ส่วนท่อนอกสามารถใช้อลูมิเนียมได้ และมีระบบไล่ความชื้นด้วยแกซไนโตรเจน

(http://image.free.in.th/z/il/rigid.jpg) (http://image.free.in.th/show.php?id=8d639c629d4baac0d43adb8012b61c3c)  ไม่ใช่ท่อประปานะครับ

ขนาดของท่อที่ใช้เท่าที่ลองค้นดูมีขนาด 7/8 นิ้วไปจนถึง 9-3/16 นิ้ว โอแม่เจ้า?? ในบ้านเรามีผู้ใช้งานไม่มากเพราะสายที่เรานิยมใช้ จะอยู่แถวๆ 7/8 นิ้ว ซึ่งถ้าจะทดลองทำกันจริงก็ทำได้แต่ต้นทุนจะสูงกว่าสายแบบ Heliax ที่หาซื้อได้ไม่ยากในปัจจุบัน ข้อจำกัดของสายประเภทนี้คือต้องต่อเป็นท่อน ท่อนละ 6 เมตรตามความยาวมาตรฐานของท่อที่มีขาย แต่ในเมื่อมันทนกำลังส่งได้มหาศาล จึงคุ้มกับงานประเภทวิทยุโทรทัศน์

สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในบ้านเรา มีผู้กล้าลงทุนทำขึ้นใช้งานซึ่งผลที่ได้ดีมากอัตราการสูญเสียต่ำมาก แต่ท่านบอกว่าถ้าเทียบกับราคาแล้วก็ยังแพงเกินไปสำหรับงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แบบกิจการวิทยุสมัครเล่น และที่ยากอีกอย่างนึงคือหาท่อที่มีความโตตามที่คำนวนไม่ได้

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 27, 2013, 02:26:45 PM
   Time Out Timer
ในช่วงนี้ผมเปลี่ยนความถี่ standby เพื่อฟังข่าวสารจาก 144.800 MHz ไปเป็น 144.900 MHz เพราะลีลาของผู้ดำเนินรายการคือ HS1TI  (VR629) มีความดุดัน สอนบ้าง ตำหนิบ้าง ชมบ้าง ให้กับน้องรุ่นหลังๆได้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องมากขึ้น หลังจากมีการปล่อยปะละเลย มานาน  จนมีหลายๆคนออกอาการไม่พอใจแอบนินทาลับหลังอยู่ในหลายๆช่อง
ลองฟังดูครับท่านนี้มีอะไรให้เราได้เรียนรู้อีกเยอะ  HS1TI  มีแฟนเก่าอยู่ไม่น้อยหลายๆท่านที่เอาแต่ฟังกลับมาขึ้นความถี่ใหม่อีกครั้งสังเกตุได้ว่ามี  HS1 ในยุคต้นๆขึ้นมาหลายท่าน และเริ่มมีแฟนใหม่เข้ามาฟังอยู่จำนวนไม่น้อย และจำนวนมากเป็นสถานีรถยนตร์

จากการเฝ้าติดตามมาพักใหญ่พบว่ามีหลายครั้งมากที่สถานีรถยนตร์ทำคีย์ค้างกดส่งโดยไม่ตั้งใจอยู่หลายครั้ง สถิติที่ผมจำได้คือ59 นาที ขาดอีกนาทีเดียวก็ครบ 1 ชั่วโมง อยากจะถามจังเลยว่าใช้เครื่องรุ่นใหน จะได้ไปซื้อบ้างแต่เขาคงเขินไม่ยอมตอบ
ถ้าเราศึกษาลูกเล่นของเครื่องวิทยุรับส่งให้ดี เครื่องที่มีขายในปัจจุบันทั้งเครื่องมือถือ และเครื่องติดรถยนตร์จะมีระบบ Time Out Timer (TOT) ติดมาแทบจะทุกเครื่อง  ระบบนี้เป็นการตั้งเวลาว่าให้กดคียืต่อเนื่องได้นานเท่าใด ถ้ากดนานต่อเนื่องจนถึงเวลาที่กำหนด เครื่องจะตัดจากการส่งไปเป็นการรับแบบอัตโนมัติ บางรุ่นจะมีเสียงเตือนให้เรารู้ตัวก่อน

หากเราทุกคนทั้งที่บ้านและในรถยนตร์ เปิดการใช้งานฟังชั่นนี้โดยตั้งเวลาให้เหมาะสมเช่น1-5นาที ไม่มากกว่านั้น การคีย์ค้างเป็นระยะเวลานานจะลดลง เพราะถ้าคุณเผลอไปทำคีย์ค้างในช่วงจำเป็นเร่งด่วนจนผู้อื่นใช้งานไม่ได้ อาจมีผลเสียอย่างรุนแรง คนเขาจะด่าคนที่คุณรักก็เป็นได้ เสียเวลานิดหน่อย อ่านคู่มือแล้วเปิดระบบนี้กันครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มกราคม 27, 2013, 02:27:53 PM
   Quebec
ในการออกเสียงสัญญาณเรียกขาน ในประเทศไทยยึดเอาการออกเสียงตามแบบอย่างของITU มีตัวอักษรบางตัวที่คนไทยมักชอบเถียงกันว่าออกเสียงว่าอย่างไร คือตัว V วิคเตอ หรือ วิคต้า ซึ่งผู้รู้บอกว่าอย่างไรก็ได้ขอให้เข้าใจก็แล้วกันว่าหมายถึงตัว V

ยังมีตัวอักษรอีกตัวนึงที่เราออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์ของ ITU คือตัว Q ที่มาจากคำว่า Quebec ซึ่งเป็นชื่อเมืองของประเทศแคนนาดา อ่านออกเสียงว่า เค-เบค หรือ เคว-เบค หรือ ควี-เบค   

แต่พบว่าในการออกเสียงของนักวิทยุในปัจจุบัน อ่านออกเสียงว่า คิว-เบค หรือ คิว-บิค  ซึ่งผิดไปจากวิธีการออกเสียงตามหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และแตกต่างจากกรณีของ วิคเตอ หรือ วิคต้า ในตัวอักษร V ซึ่งสำเนียงจะต่างกันระหว่างอเมริกาและยุโรป

จากการสอบถามพบว่าส่วนใหญ่ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าต้องออกเสียงอย่างไร เห็นรุ่นพี่ๆอ่านแบบนี้ก็อ่านตามไม่มีใครทักท้วง อีกเหตุผลนึงคือเอกสารจาก กสทช และนิตยสารวิทยุสมัครเล่นของไทย  ก็ให้อ่านออกเสียงแบบนี้ซึ่งไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะต้องเอามาเถียงกัน แค่อยากให้รู้ที่มาที่ไปในสิ่งที่ถูกต้อง
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2013, 02:48:48 PM
   Prefixในอดีต อีกครั้ง
ได้เคยเล่าไปแล้วว่าก่อนที่ประเทศไทยจะได้ prefixที่แสดงประเทศว่า HS อย่างที่ใช้ในปัจจุบัน ประเทศไทยหรือประเทศสยามในสมัยนั้น เคยมี Prefix คือ  HGA-HHZ มาก่อน ตอนนี้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
http://www.navy.mi.th/navic/document/891108b.html โดย นาวาเอก วิทยา ถำอุทก เป็นเวปของกองทัพเรือ
ขอคัดลอกเนื้อหาตรงส่วนของสัญญาณเรียกขานสำหรับประเทศไทยดังนี้
พ.ศ.2447 รัชสมัยพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ห้างบีกริมม์ได้ขอ อนุญาตนำเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข ของบริษัท เทเลฟุงเกน แห่งประเทศเยอรมนี เข้ามาทด ลองรับส่งระหว่างกรุงเทพ ฯ กับเกาะสีชัง ระยะทาง 80 กิโลเมตร ปรากฏว่าการทดลองไม่ใคร่ได้ผลดีนัก นั่นเป็นครั้งแรก ที่มีเครื่องวิทยุเข้ามาในเมืองไทย

พ.ศ. 2450 กองทัพเรือก็มีเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข ของบริษัท มาร์โคนี อังกฤษ ติดตั้งในเรือรบต่าง ๆ และบนฝั่งเพื่อการสื่อสารระหว่างกัน

เมื่อเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลขยุคแรกมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กองทัพเรือจึงได้ตั้งสถานี วิทยุโทรเลขถาวรขึ้น 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ที่ตำบลศาลาแดง กรุงเทพ ฯ (ตรงมุมถนนพระราม 4 ตัดกับถนนวิทยุ บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม) อีกแห่งหนึ่งอยู่ที่ชายทะเล จังหวัดสงขลา (อยู่ระหว่างศาลากลางจังหวัดกับเขาเก้าเส้ง) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 6 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรก ที่ตำบลศาลาแดง เมื่อวันที่ 13มกราคม 2456 โดยพระราชทานวิทยุโทรเลขฉบับปฐมฤกษ์ ส่งถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชปักษ์ใต้ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่ สถานีวิทยุโทรเลขสงขลา ซึ่งมีใจความว่า GREETING TO YOU ON THIS, WHICH WILL BE ONE OF THE MOST IMPORTANT DAY IN OUR HISTORY หรือขอแสดงความยินดีต่อพระองค์ ในวันนี้ซึ่งจะเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของเรา และจากพิธีประวัติศาสตร์ในวันนั้น กรมสื่อสารทหารเรือ ก็ได้ถือเอาวันที่ 13 มกราคม ของทุกปีเป็นวันสถาปนากรม นับเป็นการเริ่มยุคการใช้วิทยุโทรเลขทางไกลในประเทศไทย เครื่องส่ง วิทยุโทรเลขที่ใช้ใน สถานีวิทยุโทรเลขทั้งสอง แห่งแรกนี้ เป็นเครื่องส่งระบบประกายไฟฟ้า (QUENCHED SPARKGAP) ของบริษัท เทเลฟุงเกน ส่วนเครื่องรับ เป็นเครื่องแร่ (CRYSTAL DETEC TOR) เพราะสมัยนั้นยังไม่มีหลอดวิทยุใช้
พ.ศ. 2457 รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยุโทรเลข พ.ศ. 2457 พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้กรมไปรษณีย์โทรเลข มีหน้าที่รักษาอำนาจ ในการตั้งเครื่องวิทยุและการใช้วิทยุโทรเลขในแผ่นดินไทย และในเรือกำปั่นที่อยู่ในน่านน้ำไทย กับได้บัญญัติไว้ด้วยว่า สถานีวิทยุของกองทัพบกและกองทัพเรือ จะเปิดให้สาธารณชนใช้ได้ก็ต่อเมื่อได้ตกลงเป็นพิเศษกับกรมไปรษณีย์โทรเลขแล้ว นับเป็นครั้งแรกที่ ประเทศไทย มีกฎหมายเกี่ยวกับวิทยุ

1 พฤษภาคม 2462 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ทำความตกลงกับกระทรวงทหารเรือ ให้ สาธารณชนใช้สถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงในกรุงเทพฯ และสถานีวิทยุโทรเลขสงขลาส่งข่าว สารเป็นวิทยุโทรเลขได้ โดยมอบให้กระทรวงทหารเรือ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ การช่างและการ รับส่งสัญญาณวิทยุโทรเลข ส่วนกรมไปรษณีย์โทรเลขรับปฏิบัติงานในด้านติดต่อกับประชาชน คือรับฝากและ นำจ่ายวิทยุโทรเลข เก็บเงินค่าธรรมเนียม (ค่าคำ) วิทยุโทรเลข ฯลฯ ตลอดจนติดต่อสำนักงานกลางของสหภาพวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศ ที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิต เซอร์แลนด์

พ.ศ.2475 สหภาพวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศ ได้รวมกับสหภาพ โทรเลข ระหว่างประเทศ เป็น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และย้ายสำนักงานกลาง มาอยู่ที่ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตราบเท่าทุกวันนี้

กรมไปรษณีย์โทรเลขได้รับโอนสถานีวิทยุโทรเลขที่ ศาลาแดง กรุงเทพฯ และสถานี วิทยุโทรเลขที่จังหวัดสงขลา จากกระทรวงทหารเรือมาดำเนินการเป็นสถานีวิทยุชายฝั่ง (COAST STATION) เพื่อใช้ติดต่อทางวิทยุโทรเลขกับเรือเดินทะเลพาณิชย์ ทั่วทั้งในอ่าวไทยและในทะเลหลวง กับเพื่อเฝ้าฟังการเรียกแจ้งเหตุอันตราย (S O S) และการขอความ ช่วยเหลือจากเรือหลวงในทะเล ทั้งยังได้โอนเจ้าหน้าที่พนักงานวิทยุและ ช่างวิทยุที่เป็นทหาร เรือ มาเป็นข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขด้วย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2469

สมัยนั้นสถานี วิทยุโทรเลขชายฝั่ง กรุงเทพฯ ใช้สัญญาณเรียกขานว่า HGA สถานีวิทยุโทรเลขชายฝั่งที่ สงขลาใช้สัญญาณเรียกขานว่า HGB ส่วนอีกสถานีหนึ่งที่กรมไปรษณีย์โทรเลข ตั้งขึ้นที่เกาะ ขาม (ใกล้เกาะสีชัง) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2467 เพื่อใช้แทนสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างปากน้ำ (จังหวัดสมุทรปราการ) กับเกาะสีชัง ที่ชำรุด ใช้สัญญาณเรียกขานว่า HGC สัญญาณเรียกขาน (CALL SIGN) เป็นอักษรรหัสที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศกำหนดให้ประเทศ ต่างๆ ที่เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศ ใช้เป็นชื่อเรียกขานสำหรับ สถานีวิทยุของแต่ละประเทศ พยัญชนะตัวแรก หรือสองตัวแรกของสัญญาณเรียกขาน แสดง สัญชาติของสถานีวิทยุนั้นๆ ประเทศไทยถูกกำหนดให้ใช้อักษร HGA ถึง HGZ และ HHA ถึง HHZ เป็นสัญญาณเรียกขานของสถานีวิทยุบนบกและในเรือรบ หรือเรือพาณิชย์

จนกระทั่ง กลางปี พ.ศ. 2471 สหภาพโทรเลขระหว่างประเทศจึงกำหนดให้ประเทศไทยใช้อักษร HSA ถึง HSZ เป็นสัญญาณเรียกขานใหม่ สำหรับสถานีวิทยุในประเทศไทย อักษร HS จึงเป็นอักษร แสดงสัญชาติไทยของสถานีวิทยุทุกประเภทในประเทศไทยมาจนทุกวันนี้

นั่นคือเรื่องราวที่ลงไว้ในเวปดั้งกล่าว สรุปก็คือ prefix HG และ HH เคยเป็นของประเทศไทยจริง แต่หลักฐานที่มีคือใช้กับสถานีของกองทัพเรือที่กรุงเทพ ใช้ HGA สถานีที่สงขลาใช้ HGB และสถานีที่เกาะขาม ใช้ HGC ซึ่งมีเพียง 3 สถานีเท่านั้นและเป็นการติดต่อเฉพาะภายในประเทศ

มีข้อมูลว่าผู้ที่ยี่นความจำนงค์ขอเปลื่ยนจาก HG และ HH ไปเป็น HS คือ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เพื่อถวายพระเกียรติแด่รัชการที่ 5 ซึ่งมาจาก His Majestic The King of SIAM

ข้อมูลจากการค้นหาในgoogle พบว่าประเทศสยามได้รับอนุญาตให้ใช้ HS เมื่อ เมษายน คศ1919 หรือพ.ศ.2462 ต่างจากข้อมูลในเวปกองทัพเรือ

(http://image.free.in.th/z/ip/prefix2.jpg) (http://pic.free.in.th/id/b8a939b0141d8c6a9a6695a24fecf03f)

และเป็นที่สังเกตุอย่างนึงคือสมัยที่ประเทศสยามใช้ HG และ HH มีเพียงสองประเทศในเอเซียเท่านั้นที่มี prefix ประจำประเทศ ซึ่งได้แก่ประเทศ ญี่ปุ่น และประเทศสยาม เนี่องจากประเทศอื่นๆได้กลายเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกจึงใช้ prefixของชาติเหล่านั้น  รอบบ้านเราจะเป็นอังกฤษและฝรั่งเศษ ในยุคถัดมาประเทศอื่นๆจึงมี prefix เป็นของตนเอง น่าภูมิใจมั้ย
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2013, 02:53:15 PM
   สถานีวิทยุสมัครเล่นแห่งแรกของไทย
เป็นเรื่องต่อเนี่องครับ ใช้การอ้างอิงจากแหล่งเดิมและ  http://www.youtube.com/watch?v=e5Bt5zcbHHo

กิจการวิทยุสมัครเล่นยุคที่หนึ่ง
          การทดลองส่งวิทยุกระจายเสียงด้วยความถี่สูงหรือคลื่นสั้น แม้จะไม่สู้ได้ผลดีนักในเมื่อ รับฟังอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกรุงเทพฯ แต่ก็สามารถทำให้นักวิทยุสมัครเล่นและนักฟังวิทยุชาว ต่างประเทศที่อยู่ไกลๆ เช่น ในมลรัฐวอชิงตัน ของสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย รับฟังได้ และแจ้งยืนยันผลการรับฟังแบบนักวิทยุสมัครเล่นมาให้ทราบ จึงทำให้ท่านผู้ใหญ่และเจ้าหน้า ที่ ฝ่ายช่างวิทยุประหลาดใจตามๆ กัน เพราะแม้จะใช้กำลังส่งน้อยเพียง 200 วัตต์ ก็สามารถ ไปได้ไกล 12,000 กิโลเมตร ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปได้ ประกอบกับได้ทราบข่าวว่า มี การทดลองใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (คลื่นสั้น) ติดต่อข้ามมหาสมุทร ข้ามทวีปกันมากมายกอง ช่างวิทยุ กรมไปรษณีย์โทรเลข จึงทดลองสร้างเครื่องส่งวิทยุโทรเลขความถี่สูง และทดลอง การติดต่อทางวิทยุโทรเลขกับสถานีวิทยุสมัครเล่นในต่างประเทศ โดยใช้สัญญาณเรียกขาน ว่า HS1HH ส่วนทางกองสัญญาณทหารเรือ (ปัจจุบันเป็นกรมสื่อสารทหารเรือ) ซึ่งตั้งที่ทำการอยู่ในบริเวณสถานีวิทยุศาลาแดง ก็ตั้งเครื่องส่งวิทยุสมัครเล่นทดลองติดต่อ กับสถานี วิทยุสมัครเล่นในต่างประเทศเช่นกันโดยใช้สัญญาณเรียกขานว่า HS1BK ยุคนั้น จึงมี สถานีวิทยุสมัครเล่นของประเทศไทย 2 สถานี เป็นของกองช่างวิทยุกรมไปรษณีย์ โทร เลข สถานีหนึ่ง และของกองสัญญาณทหารเรืออีกสถานีหนึ่ง แต่มิช้ามินาน สถานีวิทยุสมัครเล่น ของประเทศไทย 2 สถานีนี้ก็อำลาจากอากาศไป

กิจการวิทยุสมัครเล่นยุคที่สอง
        เมื่อต้นปี พ.ศ.2479 เรือเอก สงบ จรูญพร ร.น. (ยศในสมัยนั้น) ซึ่งกองทัพเรือส่ง ไปศึกษาวิชาการวิทยุที่วิทยาลัยมาร์โคนี ประเทศอังกฤษ ได้มีจดหมายเรียน พันโท พระ อร่ามรณชิต (อ็อด จุลานนท์) นายช่างกำกับการวิทยุ กองช่างวิทยุ กรมไปรษณีย์โทรเลข ว่าอยากจะทดลองติดต่อทางวิทยุสมัครเล่นกับเมืองไทย โดยจะใช้เครื่องส่งวิทยุ สมัครเล่น ของอาจารย์ R.L.VARNEY แห่งวิทยาลัยมาร์โคนี เมืองเชมสฟอร์ด ประเทศอังกฤษมี สัญญาณเรียกขานว่า G5RV ความถี่ในย่าน 14 เมกะเฮิรตซ์ (ความยาวคลื่น 20 เมตร).ในรูปแบบวิทยุสมัครเล่น

อ.เสงี่ยม เผ่าทองสุข ซึ่งตอนนั้นเป็นนายช่างของกรมไปรษณีย์โทรเลขได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ ได้ดัดแปลงเครื่องราชการที่เลิกใช้งานแล้ว กำลังส่ง 400 วัตต์ และใช้สายอากาศแบบ เซปเปอลิน มีความสูงเฉลี่ย 40 เมตร

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2479 ทำการทดลอง อเสงี่ยมได้ส่งข้อความว่า CQ CQ DE HS1PJ HS1PJ HS1PJ QRK
สถานีแรกที่ติดต่อได้คือ ON4UU กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม สามารถติดต่อกันได้ดี และนอกจากนั้นยังมีสถานีต่าง ๆ ติดต่อเข้า มาอีกมากมาย ที่เป็นเช่นนั้นก็คงเป็นเพราะสถานีวิทยุสมัครเล่นของประเทศไทย หายไป เสียนาน เมื่อมีสถานี HS1PJ โผล่ขึ้นมา จึงเป็นที่ตื่นเต้นของ นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก อ.เสงี่ยมใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงสามารถหาสถานี G5RVพบ และติดต่อกันได้ตามวัตถุประสงค์

(http://image.free.in.th/z/it/prefix3.jpg) (http://pic.free.in.th/id/af575f3285d64cb3f7d2c450a2f4431f)

เรือเอก สงบ จรูญพร ร.น. ยืนถือแบบส่งโทรเลข ถ่ายร่วมกับนาย R.L. VARNEY
อาจารย์สอนวิชาวิทยุ นั่งข้างเครื่องส่ง G5RV

ข้อสัญนิษฐานของผมคือ สัญญาณเรียกขาน HS1PJ น่าจะมาจากนามสกุลของทั้งสองท่านคือ Pเผ่าทองสุข และ Jจรูญพร


เรื่องทั้งสองเรื่องยังต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องเรื่องเงื่อนเวลา



หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กุมภาพันธ์ 06, 2013, 02:57:13 PM
   หาความยาว guywire
เป็นเรื่องพื้นๆแต่ลำบากสำหรับหลายๆคนที่อ่อนวิชาคำนวณแบบผม เมื่อคิดจะตั้งเสาแบบง่ายๆเป็นเสาแป็บน้ำ และคิดจะโยงสาย guywire เพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรง ว่าจะต้องซื้อลวด guywire ยาวเท่าไรถึงจะพอกับการใช้งาน มีวิธีคิดแบบง่ายๆแต่ต้องพึ่งเครื่องคิดเลขครับ

(http://image.free.in.th/z/im/towerguy1.jpg) (http://pic.free.in.th/id/b605013e4178a21c70693540536dd3b5)

เป็นภาพตัวอย่างของฝรั่งใช้ความยาวเป็นฟุตครับ แต่วิธีคิดคำนวณเหมือนกันจะหน่วยอะไรก็ได้
ใช้สูตรนี้ครับ(http://image.free.in.th/z/io/towerguy2.jpg) (http://pic.free.in.th/id/cc1476ed6c155849bfe868523fa5a539)
ใช้เครื่องคิดเลขช่วย จะได้ 
(50x50) + (70x70)
2500+4900 =7400 แล้วกดปุ่มสแควรูท จะได้ 86.023 ฟุต
เท่านี้ก็ประมาณได้แล้วว่าจะใช้งานแค่ใหนถึงจะพอ ให้เเผื่อความยาวไว้นิดหน่อย เพื่อใช้ยึดสายกับตัวเร่งปรับความตึง

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มีนาคม 04, 2013, 09:22:34 AM
   รถคอลเกต
ในสมัยก่อน การที่จะได้เข้ามาเป็นนักวิทยุสมัครเล่นใช้เวลานานและมีความยุ่งยาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยนิยมซื้อเครื่องและใช้ติดต่อกันในแบบผิดกฏหมายหรือที่เรียกกันว่าวิทยุเถื่อนหรือ ว.ถ. สามารถคุยได้ทุกเรื่อง ทั้งสุภาพและสุดถ่อย ในเมื่อมันเป็นสิ่งผิดกฏหมายจึงต้องมีหน่วยงานมารับผิดชอบห้ามปรามและจับกุม หน้าที่นี้ตกเป็นของหน่วยตรวจสอบเฝ้าฟัง ผู้ที่จับกุมเรียกว่าสารวัติวิทยุคมนาคม และมีเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพเรียกว่ารถเทพนม

รถเทพนมในสมัยนั้น เป็นรถตู้ที่ภายในมีอุปกรณ์ค้นหาตำแหน่งของการส่งคลื่นราคาหลายล้านบาท และด้วยรูปร่างของรถที่เหมือนกับรถหนังขายยาในสมัยก่อน ที่บนหลังคามีกระโจมไฟเบอร์กลาสยาวๆ รูปร่างเหมือนหลอดยาสีฟัน ยี่ห้อที่คนทั่วไปนิยมใช้คือคอลเกต รถตรวจจับจึงได้ชื่อเล่นว่ารถคอลเกต ผมเคยเห็นรถคันนี้อยู่หนนึงที่กรมไปรษณีย์ ซอยสายลม  แต่ในปัจจุบันรถคอลเกตได้เปลี่ยนรูปร่างไปตามยุคตามสมัย กระโจมบนหลังคายังคงมีอยู่แต่ลดขนาดลงมามาก มีการเปลี่ยนจากรถตู้มาเป็น ฟอจูนเนอร์ ที่กระฉับกระเฉงว่องไวขึ้น แต่ราคาอุปกรณ์ยังคงมีราคาหลายล้าน

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มีนาคม 04, 2013, 09:28:40 AM
   SDRราคาถูก
SDR ย่อมาจาก Software Defined Radio ขยายความให้เห็นภาพคือ การทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องรับวิทยุ และถ้าเพิ่มวงจรที่ซับซ้อนขึ้น สามารถทำเป็นเครื่องรับ-ส่งได้ด้วย ในปัจจุบันต่างประเทศนิยมกันมากมีผู้ทำขายอยู่หลายราย มีวงจรง่ายๆที่สามารถสร้างขึ้นใช้งานเองได้หลายวงจร การควบคุมผ่านหน้าจอ ปรับเปลี่ยนความถี่ เปลี่ยนโหมดทำได้ง่ายและรวดเร็ว นิยมเอามารับฟังว่าความถี่ใดมีผู้ใช้งานอยู่ ถ้าเป็นสถานีที่น่าสนใจจึงติดต่อเข้าไป ในวิทยุรุ่นใหม่ราคาแพงมาก(HF) จะมีจอแสดงผล เป็นสเปคตรัมแบบเดียวกับ SDR ติดมาด้วย แต่ที่จะนำเสนอราคาไม่แพงครับ

ผมได้พบการสาธิตการใช้งาน SDR จากน้องท่านนึง ก็รู้สึกสนใจเมื่อได้สอบถามราคาก็แปลกใจว่าราคาอยู่ที่ประมาณ600-900บาท ซึ่งไม่แพงเลยเพราะเราแทบไม่ได้ดัดแปลงอะไรเลยนอกจากขั้วต่อสายเพื่อต่อสายอากาศภายนอกถ้าเราต้องการรับให้ดีขึ้น อุปกรณ์นี้มาในรูปแบบ USB เสียบเข้าเครื่องได้เลย ขนาดเท่ากับเมมโมรี่แบบ USB ที่มีขายทั่วไป เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้เขาทำมาเพื่อรับโทรทัศน์ระบบดิจิตอล DVB-T ระบบเดียวกับที่จะมีใช้ในบ้านเราแต่ของเราจะทันสมัยกว่านิดนึงเพราะเป็นระบบ DVB-T2 ภายในอุปกรณ์นี้จะมี IC หลักอยู่สองตัวตัวแรกคือ RTL2832U ทำหน้าที่ถอดระหัสดิจิตอล อีกตัวนึงคือ E4000 ทำหน้าที่เป็น Tuner รับคลื่น ซึ่งกว้างตั้งแต่ 67-1700MHz โดยจะข้ามความถี่ของโทรศัพท์มือถือ

(http://image.free.in.th/z/it/tsdr1.jpg) (http://pic.free.in.th/id/5d590175109ff772c71c7b5b2fe939b6)

ในบ้านเราผมเดินสำรวจดูจากแหล่งขายสินค้า IT ไม่มีขายครับ ต้องสั่งจาก Ebay ราคาก็ไม่แพงเพราะแหล่งขายจะอยู่ที่ประเทศจีนและฮ่องกง ให้ค้นหาด้วยคำว่า SDR หรือ DVB-T หรือ RTL2832U  เดี๋ยวก็เจอครับเลือกเอาที่ราคาไม่แพงผู้ขายดูน่าเชื่อถือหน่อย และให้อ่านในรายละเอียดนิดนึง เพราะว่า chip E4000 เริ่มหายาก จึงมีการเปลี่ยนไปใช้เบอร์อื่น หากหาได้ให้เน้นไปยังผู้ขายที่ระบุว่าใช้ E4000 ผู้ขายบางรายอาจใช้เบอร์ R820T (รับความถี่ 24-1850MHz) ซึ่งมีการทดสอบแล้วว่าสามารถใช้งานได้พอๆกัน

สำหรับการติดตั้งและใช้งานไม่ขออธิบายครับค้นหาใน net ได้ โปรแกรมที่ใช้งานมีหลายโปรแกรม แต่ที่น้องเขาทดลองให้ดูคือ HDSDR โหลดจาก  www.hdsdr.de ฟรีครับ
 และมี link แนะนำวิธีติดตั้งที่ http://www.bonito.net/manuals/radiojet/sites/en_Downloads.htm

(http://image.free.in.th/z/ir/bsdr2.jpg) (http://pic.free.in.th/id/951e6aef5630835d9af5f337a743182b)

ลงทุนไม่มากก็ได้เครื่องรับความถี่กว้างมากไว้ใช้งาน จะฟัง CB27MHz FMบันเทิง Airband สมัครเล่น กู้ชีพ ตำรวจ CB245 ทั้งระบบ AM FM SSB CW ครอบคลุมได้หมด แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่ามันพอรับได้ คงไม่ได้ดีเท่ากับเครื่องที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
นอกจากจะทำงานบน PC ยังมีผู้เขียนโปรแกรมให้ใช้งานบน Mcintosh และ Android
Web ที่ใช้หาข้อมูลเพิ่มเติมเช่น
http://superkuh.com/rtlsdr.html
http://www.bonito.net/manuals/radiojet/sites/en_Downloads.htm
http://www.hamradioscience.com/10-ads-b-receiver-rtl2832u-r820t/


หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มีนาคม 04, 2013, 09:36:02 AM
   แนวทางการทดสอบ Gain และ Patttern ภาคสนาม
สายอากาศที่สร้างจากบริษัทที่มีมาตรฐานสูง จะผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในห้องทดสอบและภาคสนาม การวัดในห้องทดสอบจะเป็นห้องปิดทึบทำจากโลหะเพื่อกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก และบุวัสดุกันการสะท้อนของคลื่น จากนั้นจึงวัดด้วยอุปกรณ์ทดสอบ

ถ้าเป็นการวัดค่าในภาคสนามจะทดสอบบนที่โล่งกว้างไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้มาบดบัง ผมได้เจอข้อมูลที่น่าสนใจและนักวิทยุสมัครเล่นทั่วไปสามารถประยุกต์นำมาใช้งานจริงได้ ไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง

(http://image.free.in.th/z/il/pattern1.jpg) (http://pic.free.in.th/id/00ebb0a7a256211d56a281eb9bcd086d)

สิ่งที่เราต้องมีคือ
1 สายอากาศที่ใช้ทดสอบ
2 สายอากาศสำหรับอ้างอิง และสายอากาศสำหรับส่ง
3 เครื่องรับวิทยุที่วัดความแรงสัญญานได้
3 อุปกรณ์ลดความแรงสัญญาณ
4 เครื่องส่งกำลังส่งน้อยที่สุด
5 อุปกรณ์หมุนสายอากาศ หรือใช้มือหมุนเอาก็ได้

เริ่มกันที่สายอากาศสำหรับส่งสัญญาณเพื่อทดสอบ ใช้สายอากาศอะไรก็ได้ครับ ติดตั้งสายอากาศที่เรียกว่า source antenna ที่ความสูงอย่างน้อย 1 แลมด้า สำหรับย่าน 145 MHz น่าจะอยู่ที่2-6เมตร เพื่อความสะดวกในการทำงาน ต่อเครื่องส่ง และใช้กำลังส่งให้ต่าที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในจุดที่สองเป็นสายอากาศที่จะใช้ทดสอบหรือ test antenna ติดตั้งห่างจากสายอากาศต้นแรกประมาณ 20 แลมด้า หรืออย่างน้อย 40 เมตร เพราะระยะห่างขนาดนี้อยู่ในเขต far field ซึ่งจะแสดงรูปแบบคลื่นได้สมบูรณ์  ให้ติดตั้งที่ความสูงระดับเดียวกัน และมีสายอากาศอีกต้นนึงใช้ในการเปรียบเทียบความแตกต่าง เขานิยมใช้สายอากาศไดโพล แบบดับเบิลบาซูกาบาลัน double bazooka balun antenna สายอากาศแบบนี้มีบาลันในตัวทำให้คลื่นวิทยุใหลเท่ากันทั้งสอง

ต่อสายอากาศเข้าเครื่องรับวิทยุที่โดยทั่วไปมี S-Meter วัดความแรงสัญญาณติดมาทุกเครื่องอยู่แล้ว แต่สัญญาณที่เราจะใช้รับ จะมีความแรงมากเพราะอยู่ในระยะไม่ห่างนักจำเป็นต้องมีตัวลดทอนสัญญาณ ที่เรียกว่า  attenuator อ่านว่า แอทเท็นนูเอเตอร์ เรียกย่อๆว่า แอทเท็น อย่าไปเรียกผิดๆว่า เอสเท็น นะครับ

(http://image.free.in.th/z/ig/pattern2.jpg) (http://pic.free.in.th/id/49e199238de0327a55f523f7c026dff5)

ตัวอย่างในภาพเป็นของ  MFJ ราคาหลายบาทอยู่ ทั้งที่ภายในไม่มีอะไรซับซ้อน มีแต่ตัวต้านทาน หาวิธีทำในอินเตอร์เน็ทครับพอมีวิธีอยู่

เข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบ ให้ส่งสัญญาณออกมาแล้วใช้ สายอากาศ  reference antenna เพื่อหาค่าอ้างอิง โดยใช้ตัวลดทอนสัญญาณปรับลดความแรงจนเอสมิเตอร์หน้าจอเครื่องรับลดลงจนต่ำสุด แล้วจดบันทึกไว้ จากนั้นต่อสายอากาศสำหรับทดสอบ หันด้านที่คิดว่าคลื่นไปแรงที่สุดเข้าหา ทำการปรับตัวลดทอนสัญญาณจนเอสมิเตอร์ลดลงมาจนเท่ากับที่ทดสอบกับสายอากาศอ้างอิง ให้ดูความแตกต่างครับ ถ้าเราลดทอนด้วยค่าที่มากว่าก็เท่ากับสายอากาศที่ใช้ทดสอบมีความแรงกว่า ถ้าลดทอนด้วยค่าที่น้อยกว่าก็แสดงว่า สายอากาศของเรามีเกนน้อยกว่าสายอากาศอ้างอิง ส่วนจะมากหรือน้อยกว่าเท่าไรขึ้นอยู่กับความละเอียดของตัวลดทอนสัญญาณว่า ปรับค่าได้ละเอียดแค่ใหน

ถ้าเป็นสายอากาศแบบมีทิศทางจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากขึ้น คือเราต้องหมุนสายอากาศ แล้วทำการวัดค่า ถ้าต้องการแบบละเอียดก็วัดทุกๆ 5 องศา วัดค่าแล้วจดบันทึกไว้ ถ้าเอาแบบหยาบๆ ก็อาจจะ 10 องศาหรือมากกว่านั้นก็ได้

การ plot รูปแบบคลื่นใช้โปรแกรมง่ายๆอย่างExcel ช่วยทำให้ได้

(http://image.free.in.th/z/im/pattern.jpg) (http://pic.free.in.th/id/ffce66f8ac9f2f9d5dbc21d4272e3972)

จะแสดงรูปคลื่นของสายอากาศที่เราวัดได้  ผมอับโหลดไว้ที่
ท่านอาจสงสัยว่าในตัวอย่างนี้เป็นการทดสอบรับสัญญาณเพียงอย่างเดียว ไม่มีการทดสอบส่งหรือ ? ใช่ครับในการทดสอบทำแต่การรับอย่างเดียวก็พอเพราะผลที่ได้จะเท่ากัน
หากท่านมีเครื่องรับ SDR ที่นำเสนอไปในตอนที่แล้ว สามารถนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี เพราะในโปรแกรม SDR สามารถปรับลดทอนสัญญาณได้ถึง 50 dB และมี S-Meter ในตัวเอง
คงจะพอเป็นแนวทางการทดลอง แต่งานนี้ต้องรวมตัวกันเป็นทีมแล้วทดสอบสายอากาศหลายๆต้น จะสนุกมากครับ

หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มีนาคม 04, 2013, 09:39:38 AM
   สายอากาศ double bazooka
ในตอนที่แล้วมีการอ้างถึงสายอากาศไดโพลชนิด ดับเบิลบาซูกา ที่ใช้เป็นสายอากาศสำหรับอ้างอิง แต่ไม่รู้ว่ามันมีหน้าตาอย่างไร เลยมีข้อมูลมาให้ดู อาจจะลองสร้างขึ้นใช้งานเองได้ไม่ยาก

(http://image.free.in.th/z/it/baxooka.jpg) (http://pic.free.in.th/id/0db92ffa026f9114c24b1445ef93e53d)

ในภาพตัวอย่างเป็นระยะของความถี่ 430 MHz แต่ใช้เพื่ออ้างอิงครับเราจำหลักการคำนวณดีกว่า เริ่มจากคำนวณหาครึ่งนึงของความยาวคลื่นของความถี่ที่ใช้งาน เช่น 300/145 = 2.68 / 2 = 1.03 เมตร  จำค่านี้ไว้ครับ และเนื่องจากเราจะเอาสายนำสัญญาณมาทำเป็นสายอากาศ เราจึงต้องเอาค่า vf มาคำนวณด้วย ก็จะได้ 1.03 x 0.66 = 0.68 เมตร

วิธีทำคือตัดสาย RG8 หรือ RG58 ให้ได้ความยาว 0.68 เมตร โดยเผื่อความยาวด้านปลายไว้เล็กน้อย จับอินเนอร์และชีลเชื่อมถึงกันให้ลัดวงจรที่ปลายทั้งสองข้าง และหาลวดมาต่อที่ปลายทั้งสองข้างด้านละ 17.5 เซ็นติเมตร เพื่อให้ความยาวรวมทั้งเส้นเท่ากับ  1 /2  ความยาวคลื่นหรือ 1.03 เมตร โดยให้มีความยาวเผื่อไว้เล็กน้อยเพื่อการปรับแต่ง

ทำการควั่นสายตรงจุดแบ่งครึ่ง กว้างประมาณ 1 เซ็นติเมตร แล้วแยกชีลให้ขาดออกจากกันเพื่อเป็นจุดเชื่อมสาย เหลือฉนวนและอินเนอร์คงเดิม นำสายนำสัญญาณอีกเส้นเพื่อจะต่อเข้าเครื่องวิทยุรับส่ง  เชื่อมอินเนอร์และชีลแบ่งกันด้ายซ้ายด้านขวา  แค่นี้เองครับจะได้สายอากาศไดโพลแบบดับเบิลบาซูกา ทำการปรับแต่งค่า VSWR ด้วยการปรับแต่งความยาวลวดปลายทั้งสองข้าง

หลักการของมันคือชีลของสายนำสัญญาณจะทำหน้าที่เป็น balun 1:1 ชนิด sleeve balun หรือ bazooka balun แต่เราทำทั้งสองข้างจึงเรียกว่า double bazooka balun ผลที่ได้คือ กระแสจะวิ่งที่สายอากาศทั้งสองซีกเท่าๆกัน รูปคลื่นจึงเป็นไปตามทฤษฏีสายอากาศ เหมาะแก่การใช้เป็นสายอากาศมาตรฐานเพื่อการอ้างอิง สายอากาศต้นนี้มี Gain 0 dBd การสร้างเพื่อใช้งานจริงและสวยงามก็ไปประยุกต์กันนะครับ อาจใส่ในท่อ PVC เพื่อให้มีความแข็งแรงขึ้น มี trick เล็กน้อยคือ ใช้ท่อ PVC สีขาว ที่เรียกว่า UPVC จะทนทานต่อแสงแดดได้ดีกว่าสีฟ้าที่เราใช้กันทั่วไป
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มีนาคม 04, 2013, 09:42:00 AM
   ตัดสายให้ลงแลมด้า
สายนำสัญญาณเป็นองค์ประกอปหลักที่อยู่ในระบบของสถานีวิทยุรับส่งที่มีความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่าระบบสายอากาศ การเลือกสายนำสัญญาณที่มีคุณภาพดีมีการสูญเสียต่ำและมีราคาพอเหมาะกับกำลังทรัพย์ของเรา เป็นสิ่งที่ทำกันโดยทั่วไป

มีปัจจัยนึงที่เรามักจะถูกสั่งสอนต่อๆกันมา เมื่อมีการเลือกสายนำสัญญาณที่จะนำมาติดตั้งในสถานีบ้านหรือสถานีรถยนตร์ ว่าจะต้องตัดสายให้ลงแลมด้า ถ้าใช้ความยาวแบบตามใจชอบจะทำให้ vswr สูง หูตึง วัตต์ตก ตามแต่ความเชื่อที่บอกต่อกันมา และการตัดสายให้ลงแลมด้าจะทำให้สายเส้นนั้นมีอิมพีแดนส์ที่ 50 โอม พอดี สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อหรือเป็นความจริง เรามักไม่ทราบที่มาที่ไป เขาว่ามาก็ว่าไป ใครไม่ทำตามจะโดนข้อหา ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เลยต้องทำตามกันไป

เรามาดูวิธีคิดคำนวณและการทำสายให้ลงแลมด้ากันก่อนแล้วค่อยอธิบายเหตุผล สิ่งที่ต้องรู้คือความถี่ที่จะใช้งานและค่า velocity factor ของสายนำสัญญาณ สมมุติว่าเราจะใช้งานที่ความถี่ย่านสมัครเล่น 144-146 MHz เลือกเอาค่ากลางในที่นี้คือ 145 MHz เป็น ตัวคำนวณ เราเลือกใช้สาย RG8 ที่มีฉนวนกลางเป็น PE ค่าvf ประมาณ 66 % หรือ 0.66 ให้หาความยาว 1 แลมด้าก่อน 300/145 = 2.068 เมตร นำไปคูณกับ vf จะได้ 1.36 เมตร ตัวเลขนี้เอาไปเทียบกับสายที่เราต้องการเชื่อมจากเครื่องของเราไปถึงสายอากาศที่ติดตั้งบนยอดเสา ถ้าเราคาดคะเนแล้วว่าต้องใช้ 20 เมตรถึงจะพอใช้งานเราก็เอาความยาว 1 แลมด้ามาหาร จะได้ 14.7 แลมด้า แต่มันไม่ลงตัวต้องปัดให้เป็น 15 แลมด้า ดังนั้นความยาวสายที่เราจะใช้งานต้องมีความยาวประมาณ  20.4 เมตร เวลาไปซื้อสายก็ต้องซื้อ 21 เมตร ถึงจะพอต่อการใช้งาน
เป็นวิธีคำนวณคร่าวๆ แต่ถ้าจะให้เข้าใจมากขึ้น ให้ย้อนไปอ่านเรื่อง  Quarter wave stub ใช้วิธีคล้ายๆกัน แต่เวลาเราทริมสายให้เปิดปลายไม่ต้องเอาอินเนอร์และชีลมาช็อตกัน ทำจนค่า vswr ลงต่ำจนพอใจ เหตุที่ทำให้ค่า vswr ลงต่ำก็เพราะว่าเมื่อเรานำสายที่มีปลายเปิดมาต่อขนานกับโหลดที่มีค่า 50 โอม ปลายสายที่ถูกตัดให้ลงแลมด้า ตรงจุดนั้นจะมีอิมพีแดนส์เป็นอนันต์หรือ อินฟีนิตี้ เครื่องจะมองเห็นแต่อิมพีแดนส์ของดัมมี่โหลดที่มีค่าเท่ากับ 50 โอม

แล้วทำไมต้องตัดให้ลงแลมด้า ใช้แบบธรรมดาไม่ได้หรือ ตอบว่าได้ครับตราบใดที่สายอากาศหรือโหลด มีค่าเท่ากันคือ 50 โอม ไม่ว่าคุณจะใช้สายยาวแค่ใหน เครื่องก็มองเห็นสายอากาศมีอิมพีแดนส์เหมือนเดิม ค่า vswr จึงไม่เปลี่ยนแลง ได้อย่างไรก็อย่างนั้น

แต่เมื่อใดก็ตามถ้าเราไม่สามารถทำให้สายอากาศมีค่า 50 โอมได้ ความยาวของสายนำสัญญาณที่ไม่ลงแลมด้า จะเกิดการแปลงอิมพีแดนส์ให้เครื่องมองเห็นค่าอิมพีแดนส์ผิดไปจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก  ขออนุญาตใช้ภาพตัวอย่างและคำอธิบายของตุณ คนไทยใกลบ้าน จากกระทู้  http://www.100watts.com/smf/index.php?topic=32116  ดังนี้

(http://image.free.in.th/z/ir/linelamda2.jpg) (http://pic.free.in.th/id/e74b345a39072c31622c6b8a8971f81b)

Case 1-6 เป็นกรณีที่ load impedance มีค่าใกล้เคียงกับ transmission line มากๆ จะเห็นว่าความยาวสายแทบไม่มีผลกับ impedance ที่มองผ่านมันเลย นั้นคือค่าที่เครื่องส่งมองเห็นยังคงใกล้กับค่าจริงของ load impedance มาก

Case 7-12 เป็นกรณีที่ load impedance มีค่าผิดไปจากระบบ 50 โอห์ม มากพอสมควร (30+j5  SWR ประมาณ 1.7)
ค่า impedance ที่มองผ่าน transmission line ที่ความยาวสายต่างๆ จะเปลี่ยนไปเยอะมาก ตามความยาวสาย

ให้สังเกต Case 3,6,9,12 นะครับ เป็นค่าความยาวที่ถูกต้องของสายครู RG-58A จะเห็นว่าค่า load impedance กับค่าที่มองผ่าน transmission line จะใกล้ เคียงกันแทบทุกรณี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ถูกต้องของสายครู

Case 1,4,7,10  จะเห็นได้ว่า case 1,4 นั้น ค่าที่ได้ยังคงใกล้เคียงกัน เช่นการวัดกำลังส่งด้วย dummy load หรือระบบสายอากาศ ที่ค่า impedance ไม่เพี้ยนไปจาก 50 โอห์มมากนัก   
แต่ใน case 7,10 นั้น ค่าที่ได้จะแตกต่างไปอย่างมาก เช่น ถ้านำมาใช้กับระบบสายอากาศที่ matching ไม่ตรงกับย่านความถี่ที่ใช้งานเป็นต้น
ในตัวอย่างใช้ความยาวเพียง 1 แลมด้าสำหรับทำสายครู ในการคิดคำนวณ จะเห็นได้ว่าถ้าเราปรับแต่งสายอากาศมาจนดีเยี่ยม ความยาวสายไม่มีผล(ยกเว้นเรื่องของการสูญเสีย) แต่ถ้าเราปรับแต่งสายอากาศยังไม่ดีพอ ความยาวสายจะมีผลค่อนข้างมาก

ในกรณีนี้อยากจะให้เน้นที่การปรับแต่งสายอากาศให้ดีที่สุดเสียก่อน จะได้ไม่ต้องไปกังวลต่อความยาวของสาย แต่ถ้าใครจะทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถิดครับ ขอให้เข้าใจถึงเหตุผลก็พอ อย่างเช่นการที่คิดว่าตัดสายให้ลงแลมด้าแล้วจะทำให้สายมีค่า 50 โอมพอดี เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าสายจะยาวแค่ใหนถ้าสายเส้นนั้นถูกผลิตมาให้มีอิมพีแดนส์ 50 โอม สายเส้นนั้นก็ยังคงมีอิมพีแดนส์ประจำตัวที่ 50 โอม เท่าเดิม มันคนละเรื่องกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการที่เครื่องส่งมองเห็นสายอากาศตรงหรือไม่ตรงกับความจริงโดยพยายามไม่ให้สายนำสัญญาณไปเปลี่ยนแปลงค่า

การตัดสายสามารถตัดให้ลงเศษที่1/2แลมด้าได้นะครับไม่จำเป็นต้องเต็มแลมด้า  และอีกกรณีนึงถ้ามีความจำเป็นต้องใช้งานแต่หาสาย 50 โอม ไม่ได้ หาได้แต่สาย 75 โอม เราสามารถนำมาใช้งานชั่วคราวได้โดยไม่ต้องกลัวเครื่องพัง แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อแม้ว่าจะต้องตัดให้ลงแลมด้าจริงๆและห้ามเปลี่ยนความถี่ใช้งาน
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มิถุนายน 23, 2015, 11:37:43 AM
   สัญญาณเรียกขานต้องห้าม
จั่วหัวเสียน่ากลัวแต่ไม่มีอะไรมากหรอกครับเป็นข้อกำหนดบางอย่างที่น่ารู้ สัญญาณเรียกขานในที่นี้คือสัญญาณเรียกขานที่มีตัวอักษรอันจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสัญญาณในภาวะฉุกเฉินเช่น SOS จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นสัญญาณเรียกขาน เช่นHS1SOS แบบนี้จะไม่ออกให้ ตัวอักษรอื่นเช่น CQ เป็นการเรียกแบบไม่เจาะจงสถานี 
ในส่วนของ Prefix เขาก็จะไม่ใช้ เลข 1 เพราะจะสับสนกับตัว I เลข 0 ก็ไม่ใช้เพราะคล้ายกับตัว O เป็นต้น
ข้อกำหนดอีกอย่างนึงก็คือสัญญาณเรียกขานที่มี suffixes ในหมวด Q เดิมข้ามไปทั้งหมวดแต่ภายหลังประมาณเดือนสิงหาคม 2546 หมวดอักษร Q ได้ถูกนำกลับมาใช้ เนื่องจากสัญญาณเรียกขานเริ่มไม่พอมาใช้ แต่ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด ได้มีการยกเว้นในบางตัวที่มีตัวอักษรคล้ายกับ Q-CODE โดย กฎของ ITU ข้อ M1172 แนะนำให้ข้าม QOA-QUZ บางประเทศก็ทำตามข้อกำหนด ในบางประเทศอาจจะยังคงข้าม Q ทั้งหมด สำหรับประเทศไทยนำมาใช้โดยเว้น QRA-QUZ

(https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xaf1/v/t1.0-9/11139352_919615568095261_3780742668172415809_n.jpg?oh=2cacc87aaf3c32bde973ddd806af406c&oe=561EF493)

แต่ไปเจอข้อมูลแปลกๆที่สร้างความสับสนถึงความไม่แน่นอนของผู้ออกสัญญาณเรียกขาน กล่าวคือ callsign กลุ่ม HS ทั้งหมด และ E21 E20 E22 E27 E29 ได้ข้าม suffix QRA-QUZ แต่ในหมวด E23 และ E24 กลับนำมาใช้เป็นบางตัวแล้วยังไม่เหมือนกันเสียด้วยดังตารางด้านล่าง

(https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xta1/v/t1.0-9/11665422_919615601428591_2007917982977150375_n.jpg?oh=31a82e64e1b080547eda5476e7ad8a83&oe=561D443B)

จากตาราง X คือ E23 O คือ E24
ไม่รู้ว่าเขาใช้มาตรฐานอะไรมากำหนดกันแน่
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ มิถุนายน 25, 2015, 09:43:05 AM
  เรื่องวุ่นๆคุณอยู่เขตไหน ภาคต่อ
   เป็นที่แน่นอนแล้วว่าต่อแต่นี้ไปการออกสัญญาณเรียกขานจะไม่มีการแบ่งเขตอีกแล้ว ทุกภาคของประเทศไทยถูกรวมเป็นเขตเดียว และออกสัญญาณเรียกขานตามลำดับขอก่อนได้ก่อนไม่สนใจว่าจะอยู่จังหวัดใหน แต่มีผู้สงสัยว่าก่อนที่จะรวมเขตเขามีวิธีแบ่งอย่างไร ผมรวบรวมข้อมูลที่ใกล้เคียงความถูกต้องที่สุดเท่าที่จะหาได้ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลของ กสทช. (เฉพาะ  E22 ถึง E29 ) ไว้ดังนี้
(https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xpa1/v/t1.0-9/10584106_914974295226055_1496924400796031682_n.jpg?oh=09d309f8aad2016dc3fd71b2e9bdde68&oe=55EE155B)

สัญญาณเรียกขานแบบรวมเขตจะเริ่มที่ E23DBT เป็นคนแรกแล้วไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ และจะข้ามสัญญาณเรียกขานแบบแบ่งเขตที่ออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว สำหรับสัญญาณเรียกขาน E24BA-E24ZZ กสทช.ได้ข้ามไปเข้าใจว่าสงวนไว้ในกิจกรรมพิเศษอื่นๆ ซึ่งไม่มีรายละเอียดออกมา และเข้าใจว่าจะรวมถึง E25BA-E25ZZ, E26BA-E26ZZ, E28BA-E28ZZ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 10:32:58 AM
   ทำไม 0 dBd = 2.15 dBi
หน่วยวัดเกนของสายอากาศที่ยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานมีอยู่สองหน่วยคือ dBd ที่เปรียบเทียบจากสายอากาศฮาฟเวฟไดโพล และ dBi เปรียบเทียบจากสายอากาศไอโซโทรปิค โดย dBi จะมีตัวเลขมากกว่า dBd อยู่ 2.15 บางตำราก็บอกว่า 2.14  ผมก็สงสัยว่า 2.15 หรือ 2.14 มันมาอย่างไร ค้นเจอข้อมูลวิธีคิดซึ่งเขาอธิบายไว้ดังนี้
สายอากาศเปรียบเสมือนรูกระจายคลื่น ภาษาอังกฤษใช้คำว่า aperture ซึ่งรูกระจายคลื่นของสายอากาศไอโซโทรปิคแพร่คลื่นออกเป็นทรงกลมเกลี้ยงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5/16 ความยาวคลื่น แต่เจ้าสายอากาศฮาฟเวฟไดโพลจะมีรูกระจายคลื่นที่แพร่คลื่นออกเป็นทรงรีคล้ายลูกรักบี้ และมีขนาดโต 1.64เท่า เมื่อเทียบกับสายอากาศไอโซโทรปิค ดังนั้นจึงเกิดเป็นสูตรคำนวณดังนี้
ให้ A= สายอากาศฮาฟเวฟไดโพล ให้ B= สายอากาศไอโซโทรปิค
อัตราขยายหรือ เกน = 10log(A/B) = 10log(1.64/1) = 2.148438405 = 2.15
ความแตกต่างของสายอากาศสองแบบจึงอยู่ที่ 2.15dB (ปัดเศษแล้ว) เรื่องจึงเป็นเช่นนี้แล
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 10:34:53 AM
   อยากเล่น
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเมื่อนักวิทยุท่านนึงสอบถามมายังผู้ทำหน้าที่ net ถึงการรับสมัครอบรมและสอบเพื่อเป็นนักวิทยุสมัครเล่นในเรื่องการซื้อใบสมัครให้กับเพื่อนอีกท่านนึง จากการซักถามได้ความว่า ในครั้งที่แล้วไปซื้อใบสมัครแล้วแต่ไม่ได้ไปสอบ โดยให้เหตุผลว่าเป็นผู้พิการ ทาง net ก็บอกว่าในการสอบหลายๆครั้งมีผู้พิการทางสายตามาเข้าสอบหลายคน และเจ้าหน้าที่คุมสอบก็ดูแลเป็นพิเศษ สอบผ่านไปก็หลายคน ทาง net สอบถามต่อว่าที่บอกว่าพิการ พิการด้านใด ผู้ที่สอบถามเข้ามาบอกว่าหูเขาไม่ได้ยินเสียง เวลาคุยกันต้องใช้ภาษามือ แต่ตอนนี้เป็นอาสา อยากมีวิทยุไว้พก net เลยอธิบายให้เข้าใจในกฎระเบียบว่ามันเป็นคนละกิจการเอามาปนกันไม่ได้ เพื่อนท่านนั้นก็เข้าใจ และกล่าวอำลาไป

มีเสียงสอดแทรกเข้ามาหลังจบการสนทนาว่า ไม่ได้ยินเสียงแล้วจะใช้วิทยุคุยได้อย่างไร  Net คนสวยแต่ไม่สาวของเรารีบดุ ว่าห้ามแซว
เฮ้อ..ก็ใจมันอยากนี่คราบ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 10:36:54 AM
   ผมเป็นนักวิทยุสมัครเล่น
เช้าวันนึง ณ ร้านขายสายอากาศชื่อดัง สองสามีภรรยาเดินเข้ามาในร้านเพื่อเลือกซื้อสายอากาศติดบ้าน เจ้าของร้านบรรยายสรรพคุณถึงสายอากาศที่มีขาย และแนะนำสายอากาศขนาดกระทัดรัด gain สูง ติดตั้งง่ายราคาไม่แพง ฝ่ายภรรยาเห็นดีเห็นงามกับผู้ขาย แต่ฝ่ายสามีกลับปฎิเสธ พร้อมกับยืนยันว่าอยากได้โฟลเดดไดโพล4สแตค เหตุผลของแกก็คือเมื่อเอาไปติดที่บ้านแล้วใครผ่านมาผ่านไปจะได้รู้ว่าบ้านนี้มีนักวิทยุสมัครเล่น ไอ้สายอากาศรูปร่างประหลาดที่คนขายแนะนำ ถ้าเอาไปใช้งานชาวบ้านเขาก็จะไม่รู้ว่าบ้านเราเป็นนักวิทยุสมัครเล่น เอากับพี่แกซิ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 10:58:09 AM
   วิธีแยกปลายสาย
ท่านที่ทำสายอากาศคงเคยผ่านขั้นตอนนี้มาแล้ว เป็นเทคนิคที่บางท่านทราบแล้วแต่เชื่อว่าอีกหลายคนไม่ทราบ ขั้นตอนนี้คือการต่อสายนำสัญญาณเข้าจุดที่ป้อนสัญาณซึ่งต้องแยกส่วนที่เป็นอินเนอร์และชีลน์ออกจากกัน เราอาจจะแยกสายชีลน์ที่ถักอยู่ด้วยการคลี่มันออกมาแล้วนำมาพันเป็นเกลียวใหม่ ผมมีวิธีที่ที่ง่ายว่าคือทำแบบในภาพครับ
(https://scontent.fbkk3-1.fna.fbcdn.net/hphotos-xaf1/v/t1.0-9/11403079_919615521428599_4484073055936826295_n.jpg?oh=298f295ed98516069ddc97b5e1180259&oe=56272537)
จะแยกสายชีลน์ออกมาได้สวยงาม สายยังถักกันแน่นไม่หลุดลุ่ยเอาไปใส่หางปลาพันเทปละลายได้สวยงาม
เคล็ดไม่ลับอยู่ที่ขั้นตอนที่ 2 ถ้าเรางัดออกมาเลยจะพบว่าทำได้ยากหากไปเจอสายคุณภาพดีชีลน์ถักมาแน่นยิ่งทำยากมาก ให้ขยี้ทองแดงถักบิดไปมา แล้วรูดขึ้นลง ทองแดงจะคลายตัวออก คราวนี้จะงัดสายให้แยกออกจากกันง่ายมาก ลองเอาไปทำดู
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 11:38:29 AM
  วัด swr สายอากาศยากิแบบ cushcraft
วิธีการวัดค่า swr แบบนี้อ่านเจอจากหน้าโฆษณาสายอากาศของ cushcraft และเคยเห็นผู้มีประสบการณ์ด้านสายอากาศท่านนึงใช้อยู่แต่จัดว่าเป็นวิธีการที่ยุ่งยากเอาเรื่อง ในโฆษณานั้นเป็นสายอากาศยากิรุ่นที่บ้านเรานิยมใช้กันคือรุ่น 215wb รุ่น15อีเลเมนต์ที่มีรีเฟกเตอร์3ก้านที่เรานิยมเรียกกันในบ้านเราว่า ปิดตูด  เขาเขียนไว้ว่าเราสามารถปรับแต่ง swr ก่อนนำสายอากาศไปติดตั้งจริง ด้วยการหาที่ว่างโล่งๆไม่มีอะไรเป็นสิ่งกีดขวาง ที่เขาเน้นย้ำคือต้องห่างจากสายไฟฟ้า จับยึดสายอากาศบนแท่นหรือขาตั้งที่มั่นคงแล้ววางในแนวดิ่ง อ่านไม่ผิดครับ เขาให้จับสายอากาศตั้งขึ้นหันทิศทางขึ้นฟ้า หันด้านรีเฟคเตอร์ลงด้านล่างวางสูงจากพื้นสองสามฟุตก็พอจับยึดให้มั่นคงด้วยเชือกหรือวัสดุไม่นำไฟฟ้า แล้วทำการปรับแต่ง
เขาไม่ได้ให้รายละเอียดว่าทำไม แต่น่าจะเป็นเรื่องของ กราวเอฟเฟค จากพื้นดินที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อนำสายอากาศขึ้นไปติดตั้งจริง ด้านท้ายของสายอากาศเป็นทิศทางที่เราไม่ได้ใช้งานอยู่แล้ว คงพอจะเคยเจอกัน ปรับแต่งด้านล่าง swr ลงสวยมากแต่พอนำขึ้นไปติดตั้งเกิดการเปลี่ยนค่าต้องเอามาปรับแต่งใหม่ วิธีการนี้เห็นว่าไม่มีใครเขาใช้กันแต่เป็นคำแนะนำจากผู้ผลิตก็เลยเอามาให้อ่านกัน การเอาไปใช้จริงจะดีจริงหรือไม่ต้องลองดูครับ อ้อเขายังย้ำว่าอย่าลืมเรื่องความแน่นหนาของจุดที่ปรับแต่ง swr และขั้วต่อต่างๆ
ในความเห็นของผมวิธีนี้น่าจะเหมาะกับสายอากาศทิศทางที่มีความยาวบูมไม่มาก ถ้าสายอากาศขนาดใหญ่คงไม่คุ้มกับการเสียเวลา
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 11:40:14 AM
   Clubstation
ในระเบียบฉบับปัจจุบันมีสถานีอยู่ประเภทนึงเรียกว่า clubstation หมายถึงสถานีที่ใช้ฝึกฝนให้ความรู้กับนักวิทยุสมัครเล่นหรือผู้สนใจจะเป็นนักวิทยุสมัครเล่น ปัจจุบันมีผู้ขออนุญาตตั้งสถานีประเภทนี้อยู่หลายแห่งแต่เท่าที่ติดตามดู กลุ่มผู้ขออนุญาตจัดตั้งดูเหมือนจะไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงสักเท่าไร มักจะรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทอดกฐินผ้าป่า แจกของเด็กร่วมงานเลี้ยง ซึ่งมันไม่ได้พัฒนาความรู้ความสามารถด้านวิทยุสมัครเล่นสักนิด ตกหัวค่ำก็ขึ้นมาเช็คเน็ทเพื่อประกาศตัวว่ากลุ่มของฉันก็เป็นคลับสเตชั่นกับเขาเหมือนกัน คลับบางแห่งได้ยินเสียงออกอากาศแค่ตอนเปิดตัวแล้วก็หายไปเลย คลับบางแห่งมีวัตถุจัดตั้งแปลกๆทางราชการก็อนุญาต ที่บ่นมาก็อยากจะให้ผู้ที่ขอจัดตั้งมีกิจกรรมที่ตรงกับวัทถุประสงค์ที่เขาอตุส่าห์ออกระเบียบดีๆให้เรา
มีเรื่องเล่าจากนักวิทยุสมัครเล่นท่านนึง ท่านเล่าว่านานมาแล้วได้ไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และตามประสาของคนไทยและนักวิทยุสมัครเล่นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งนึงที่ต้องไปคือ อะกิฮาบารา แหล่งขายสินค้าเทคโนโลยีชื่อดังและที่นี่มีร้านขายอุปกรณ์ด้านวิทยุรับส่งอยู่มากมายหลายร้าน ตึกใหญ่โตมีสินค้าขายหลายชั้น ที่น่าสนใจคือชั้นบนของตึกเหล่านั้นเขาจะตั้งเป็น clubstation ให้นักวิทยุสมัครเล่นได้ทดลองออกอากาศ นักวิทยุท่านนั้นกลับเมืองไทยพร้อมกับนำแนวความคิดนี้กลับมาด้วย ได้คิดจัดตั้ง clubstationในประเทศไทย โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆแบ่งงานกันทำตามความถนัดคนนี้เก่งเรื่องเครื่องจะขายเครื่องซ่อมเครื่อง คนนั้นเก่งเรื่องสายอากาศจะทำสายอากาศขาย มีกิจกรรมให้ความรู้ตามที่แต่ละคนถนัด เรื่องอื่นๆก็แบ่งกันไปพร้อมกับมีห้องให้ผู้สนใจวิทยุสมัครเล่นได้ทดลองออกอากาศ แนวความคิดนี้ดูเหมือนดีแต่ด้วยติดขัดปัญหาด้านกฎหมายและข้อขัดข้องบางประการ โครงการนี้เลยไม่เป็นไปตามที่หวังคงเหลือแต่งานด้านสายอากาศที่ยืนยาวมาถึงปัจจุบัน เดาซิว่าหมายถึงที่ใหน??
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 11:40:59 AM
   พูดจาสามหาว
เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน ฟิลเดย์คอนเทสในประเทศไทย มีเพื่อนๆเข้าร่วมการแข่งขันมากมายทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ การทำผิดกติตาการแข่งมีให้เห็นประปรายน้อยกว่าปีที่ผ่านมาแสดงว่าผู้เข้าแข่งทำการบ้านมาดี ส่วนผู้ที่ไม่ได้ลงแข่งแต่เป็นตัวแจกแต้มยังเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน ทำไปทำไม บางท่านรำคาญเสียด้วยซ้ำ บางท่านยินดีร่วมกิจกรรมแต่ก็ต้องมาอธิบายกฏกติกาให้ทราบอยู่เป็นระยะ ในการแข่งขันบางทีมไปตั้งสถานีชั่วคราวอยู่บนยอดเขาสูง แค่เดินขึ้นลงก็หมดแรงแล้ว นับถือ
เรื่องสนุกเกิดจากผู้เข้าแข่งขันประเภทแข่งคนเดียวรายนึงพยายามติดต่อกับเพื่อนหลากหลายสถานีจนเวลาดึกดื่น เนื่องจากต้องใช้เวลา24ชั่วโมงให้เกิดประโยชน์ที่สุด มีเสียงร้องซีคิว ฟิลเดย์ คอนเทส  สลับกับเสียงหาวเล็กๆแสดงความอ่อนเพลียเป็นระยะ จนเพื่อนๆที่ฟังอยู่บอกให้ใจเย็นหาวให้ครบสามครั้งแล้วจะให้คะแนนจะได้กลับไปนอนเอาแรง อึดจริงๆพ่อคุณ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 11:41:58 AM
   เกิน100กิโล
ศูนย์ควบคุมข่ายแห่งนึงเปิดให้ทดสอบสัญญานประจำวันตามประเพณีนิยม แต่ศูนย์แห่งนี้มีลำดับขั้นตอนในการแบ่งกลุ่มนักวิทยุสมัครเล่นไม่เหมือนชาวบ้านเขา โดยเรียงจากศูนย์ควบคุมข่าย คลับสเตชั่น สถานีทางไกล เครื่องมือถือ แล้วจบด้วยรุ่นโอเพ่นไม่จำกัดรูปแบบ
เรื่องฮาๆเกิดจากกลุ่มทางไกล เน็ทประกาศลั่น เชิญสถานีทางไกล100กิโลขึ้นไป บรรดาขาแรงต่างจังหวัดเข้าคิวทดสอบความแรงอย่างสนุกสนาน และแล้วก็มีสถานีนึงติดต่อเข้ามา ลงท้ายด้วยสุราษฎร์ธานี งานเข้า สถานีนี้ดูจะแรงเกินเหตุ เน็ทผู้มากประสพการณ์ซักถามว่าอยู่อำเภออะไร พี่แกตอบหน้าตาเฉย ตอนนี้อยู่พุทธมณทล  เดินทางมาจากสุราษฯ  โถพ่อคุณ เขาหมายถึงสถานที่ออกอากาศห่างออกไป100กิโลไม่ใม่ได้ถามถึงบ้านเกิด มันน่าล่อซักป๊าป
 
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 11:49:44 AM
   สิทธิบัตรสายอากาศ
เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับคนไทยถือเป็นของใหม่ที่เกิดขึ้นไม่นานต่างกับต่างประเทศที่ถือเป็นเรื่องจริงจังและใช้กันมาเป็นร้อยปี มีนักประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมาย พวกที่คิดก็คิดไปพวกที่คิดไม่เป็นแต่มีทุนมีสตางค์ก็ไปซื้อลิขสิทธิ์เขามาผลิตขายแบ่งกันร่ำรวย ต่างกับคนไทยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่สนใจว่าจะละเมิดสิทธิใครหรือไม่ถ้ามันมีขายก็จะเหมารวมไปว่าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ถ้ามันผิดก็ต้องไม่มีขายซิ นี่เห็นขายกันเกลื่อนไปหมด เสื้อผ้า เครื่องประดับ เพลง มากมายหลายอย่างบรรยายไม่หมด ความแตกต่างในแนวความคิดนี้เราจึงเห็นว่าบ้านเมืองที่เขาเจริญแล้วเขาจึงแข่งขันกันประดิษฐ์คิดค้นสินค้าออกมาขายช่างต่างกับบ้านเราที่เป็นผู้ใช้กันอย่างเดียวมีอะไรออกมาขายพี่ไทยเรามีใช้หมดน่าภูมิใจเหลือเกิน
เรื่องที่จะเล่านี้เป็นการเจอโดยบังเอิญถึงจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหลายๆคน คือระหว่างที่หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทผ่านอาจารย์กูเกิลก็พัดหลงไปเวปที่เกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ผมก็ลองใส่คำว่า antenna ลงไปปรากฏว่าเจอสายอากาศมากมาย บางแบบเป็นสายอากาศที่เรารู้จัก จึงได้อ่านรายละเอียดเหคุผลที่มาที่ไปในการออกแบบสายอากาศแบบนั้นๆทำให้เราได้รู้ที่มาที่ไปของสายอากาศจากต้นตอผู้ออกแบบตัวจริงซึ่งน่าสนใจมากๆ เช่นสายอากาศ isopole เขาจดโดยใช้ชื่อเรื่องว่า END SUPPORTABLE DIPOLE ANTENNA
รหัสการจดทะเบียนคือ 4352109 เนื้อหาต้องอ่านเองครับ และยังมีสายอากาศอีกมากมายมหาศาล หลายแบบทำขายได้จริงบางแบบอาจจะสร้างยากหน่อยเราศึกษาหาความรู้ได้เป็นอย่างดี ที่บอกไม่ได้ห้ามทำตามแต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ลอกแบบ การลอกแบบแล้วพัฒนา ช่วยให้บางประเทศเช่นญี่ปุ่น ใต้หวัน จีน ประสบความสำเร็จในทางเศรษฐกิจมาแล้ว แต่เขาก็สนับสนุนคนของเขาอย่างเต็มที่ให้คนของเขาสร้างผลงานเป็นของตัวเอง ลองค้นหาแนวความคิดจากสิ่งประดิฐษ์พวกนี้ได้ คุณอาจมีสายอากาศในชื่อที่คุณตั้งเองก็ได้ใครจะไปรู้
(https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/11666033_919615484761936_4422026860384765153_n.jpg?oh=82e97f4392593b602e77f5c73ae95ecc&oe=562D5FDA)

(https://scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net/hphotos-xpf1/v/t1.0-9/11698532_919615501428601_5492775616930064602_n.jpg?oh=9c3ba9c6218ff3bf3db9dd05cc2d51b1&oe=5622D02D)

ตัวอย่างแบบสายอากาศที่เราคุ้นตากัน หาแบบสายอากาศที่น่าสนใจได้ที่  https://www.google.com/patents/
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 12:01:24 PM
   หลักปฏิบัติตนของนักวิทยุสมัครเล่นที่ดี
เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีจึงรวบรวมมาเผยแพร่ต่อนำเอามาจากสามแหล่งด้วยกันคือ
  แบบแรกนำมาจากประกาศของ กสทช. ปี พ.ศ.2557 เป็นระเบียบที่ใช้ควบคุมดูแลนักวิทยุสมัครเล่นทุกคน เป็นการปรับปรุงเพิ่มเติมจากระเบียบ กทช. ปี พ.ศ.2550 เนื้อหามีดังนี้
ข้อ 37 พนักงานวิทยุสมัครเล่นควรมีคุณธรรม จริยธรรม และยึดถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(1)    พึงปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกำหนด ข้อบังคับ กฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่นโดยเคร่งครัด
(2)    มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่หาความรู้ สำรวจปรับปรุงตนเองและทำหน้าที่พนักงานวิทยุสมัครเล่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
(3)   ตระหนักถึงหลักปฏิบัติของการติดต่อสื่อสารในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน
(4)   คำนึงว่ากิจการวิทยุสมัครเล่นเป็นงานอดิเรกจะไม่พยายามให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ มารบกวนต่อครอบครัว อาชีพการงาน และชุมชนแวดล้อม
(5)   แบ่งปันการใช้คลื่นความถี่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
(6)    มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานวิทยุสมัครเล่น
(7)    รู้รักสามัคคี และเป็นมิตรกับพนักงานวิทยุสมัครเล่นทุกคน
(8 )    เก็บรักษาความลับข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผย
(9)    มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
(10)    ดำรงตนเป็นที่พึ่งของสุจริตชน
                       (11)  ให้ความสำคัญกับสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย และองกรค์วิทยุสมัครเล่นที่จดทะเบียนนิติบุคคลเป็นสมาคมซึ่งทำหน้าที่บริหารสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย

  แบบที่สอง เป็นแบบที่นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลกยอมรับและนำไปใช้กัน
นักวิทยุสมัครเล่นเป็นผู้ที่
    1 considerate คำนึงถึงผู้อื่น เขาจะไม่ใช้การออกอากาศในลักษณะที่ตั้งใจไปลดทอนความพึงพอใจของผู้อื่นเลย
   2 loyal มีความรักต่อกิจการ เขาจะมอบความจริงใจ ให้การส่งเสริมและสนับสนุนแก่เพื่อนผองนักวิทยุสมัครเล่น แก่ชมรมในท้องถิ่น และแก่สมาคมซึ่งเป็นผู้แทนของกิจการวิทยุสมัครเล่น
   3 progressive รักความก้าวหน้า ด้วยการมีความรู้ที่ทันสมัย สถานีของเขาจึงถูกสร้างอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการปฏิบัติงานสถานีของเขาจะอยู่ในระดับที่เกินกว่าจะมีข้อติได้
   4 friendly มีอัธยาศัย เขายินดีที่จะส่งข้อความอย่างช้าๆ และด้วยอารมณ์เย็นเมื่อได้รับการร้องขอ ให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาอย่างมีอัธยาศัย ให้ความช่วยเหลืออย่างเอื้ออารีให้ความร่วมมือและคำนึงถึงความสนใจของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้แสดงถึงวิญญาณของนักวิทยุสมัครเล่น
   5 balanced มีดุลยภาพ วิทยุสมัครเล่นเป็นงานอดิเรก ซึ่งจะไม่มารบกวนภาระหน้าที่ใดๆ ที่เขามีต่อครอบครัว ต่ออาชีพของเขา ต่อสถาบันการศึกษาของเขาหรือต่อชุมชนของเขา
   6 patriotic มีความรักชาติ เขาพร้อมเสมอที่จะใช้ความรู้ความสามารถและใช้สถานีของเขา เพื่อประเทศชาติและชุมชนของเขา
เรียบเรียงจาก Amateur’s Code โดย พอล เอ็ม ซีกัล W9EEA

  แบบที่สามนำมาจากนักวิทยุสมัครเล่นอาวุโสท่านนึง ได้เรียบเรียงมาเป็นบทกลอนมีความคล้องจอง ดังนี้
บัญญัติ 10 ประการของนักวิทยุสมัครเล่น
สมัครใจอาสา
มีเวลาให้มาร่วม
เรื่องส่วนรวมต้องเป็นหลัก
ใจภัคดิ์รักวงการ
อาจหาญเสียสละ
ลดละการเมือง
งดเรื่องธุรกิจ
ผูกมิตรกับทุกฝ่าย
เลิกมุ่งหมายในธิฐิ
มุ่งดำริแนวสร้างสรรค์

เป็นผลงานการประพันธ์ของ VR629 (HS1TI) คุณคณิต วรรณโกวิท และเพื่อนๆของท่านช่วยกันขัดเกลาถ้อยคำ ซึ่งมีนักวิทยุสมัครเล่นทั่วไป ชมรม สมาคมต่างๆ นำไปอ้างอิงอยู่เสมอ แต่กลับมีผู้ที่รู้ว่าใครเป็นคนแต่งอยู่ไม่กี่คน
หลักปฏิบัติเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดี เลือกใช้ให้เหมาะสมครับ
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 11, 2015, 10:05:14 AM
    Gain เท่าไร??
นักทำสายอากาศขาประจำเล่าให้ฟังว่า ในสมัยแรกๆที่คนไทยได้มีโอกาศได้สัมผัสวิทยุสื่อสารในรูปแบบวิทยุสมัครเล่น ความรุ้ในหลายๆอย่างเป็นเรื่องลึกลับ หาคนที่จะเข้าใจได้อยาก ต้องศึกษากันเองอาศัยตำราที่มาจากต่างประเทศทั้งหมด รวมทั้งสายอากาศด้วยที่แทบจะไม่มีใครรู้ว่าทำไมต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ความยาวเท่านั้นเท่านี้ วิธีการที่ใช้กันคือสั่งของต่างประเทศเข้ามาใช้งานและลอกแบบออกมาใช้งานกัน คนที่ไม่สนใจรู้ก็ใช้งานกันไป ส่วนคนที่ต้องการเข้าให้ถึงที่มาของการออกแบบพวกนี้ปัญหามาก หาข้อมูลอะไรกันวุ่นวาย  มีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ข้อนึงซึ่งยังถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน คือการเลือกซื้อเลือกใช้สายอากาศโดยใช้ตัวเลข Gain เป็นตัวตัดสินใจ ยิ่งมากยิ่งดีโดยหลายคนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า Gain คืออะไร ซึ่งความหมายของ Gain ผมเคยอธิบายไปแล้วลองย้อนไปอ่านดู

เกร็ดที่จะบอกเพิ่มเติมจากการเล่าของนักทำสายอากาศท่านนั้นคือ สายอากาศจากต่างประเทศสมัยนั้นจะมาจากอเมริกาเกือบทั้งหมด มีการะบุสเปคอย่างชัดเจน ตัวเลข Gain ระบุว่าเป็น dBd และเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ แต่ต่อมาไม่นานทางค่ายญี่ปุ่นผลิตออกมาขายบ้าง พี่ยุ่นระบุเป็น dB ไม่มี  iหรือ d ต่อท้ายและได้ตัวเลขที่มากกว่า ซึ่งก็ได้ผล คนไทยแห่ไปซื้อของญี่ปุ่นเพราะ Gain สูงกว่าต้องดีกว่า แต่ด้วยความขี้สงสัยของนักทำสายอากาศท่านนั้น อยากจะรู้ว่า dB ที่ใช้มีหน่วยเป็นอะไร เทียบจากอะไร จึงเขียนจดหมายไปถามบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขาก็ดีมากมีจดหมายตอบกลับมาว่า “ขอบคุณที่สนใจในผลิตภัณน์ของเรา สายอากาศของเราไม่ได้มีหน่วยเป็น dBd หรือ dBi ”   ซึ่งก็ไม่ยอมบอกว่าตัวเลข Gain เทียบจากอะไร 

เรื่องที่เล่าในตอนนี้ก็เพื่อให้เพื่อนๆทำความเข้าใจความหมายของ Gain ให้ถูกต้องเลือกใช้สายอากาศให้ตรงกับการใช้งาน อย่าดูแต่ตัวเลข Gain อย่างเดียว ตัวเลขมากๆไม่ได้หมายความว่ามันจะดีกว่าตัวเลข gain น้อยๆ บริษัททำสายอากาศเขารู้จุดอ่อนของผู้ซื้อและมีวิธีวัด gain ในแบบของเขา  เขาไม่ได้หลอกเรา  แต่เราหลอกตัวเอง
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 11, 2015, 10:20:05 AM
   ไฟใหม้รถ
บ่ายวันนึงในช่องความถี่สำหรับแจ้งเหตุของนักวิทยุสมัครเล่น นักวิทยุท่านนึงติดต่อเข้ามาเพื่อแจ้งเหตุ รายงานว่ามีรถยนต์คันนึงจอดอยู่ข้างทางมีควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมาและมีประชาชนจำนวนนึงยืนรายล้อมรถเอาไว้ ทางศูนย์รับแจ้งเหตุประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบ
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุได้พบกับความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต รถยนต์ที่มีควันตลบอบอวล กลายเป็นรถขายไก่ย่างและประชาชนที่ยืนมุงอยู่ต่างรอไก่สุกด้วยความกระหายหิว
งานเข้าละซิ เจ้าหน้าที่ศูนย์ผู้มากประสบการณ์บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ไม่น่าทำกันเลย เสียเครดิตหมด
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ กรกฎาคม 11, 2015, 10:48:45 AM
  เมื่อสายอากาศรถยนต์ย้ายเข้าบ้าน
ในสมัยก่อนผมเคยนำสายอากาศติดรถยนต์มาติดตั้งเป็นสายอากาศประจำบ้านต้นเหตุเกิดจากการได้พบได้เห็นเพื่อนๆในสมัยนั้นบางสถานีเขาใช้กัน ซึ่งได้ผลดีในราคาไม่แพง โดยใส่เข้ากับชุดกราวเพลนสำเร็จรูปที่มีขายในยุคนั้น ส่วนยุคนี้ที่มีสายอากาศดีๆราคาไม่แพงให้ซื้อหามาใช้กันไม่ลำบากยากเย็นเหมือนสมัยก่อนความนิยมนำเอาสายอากาศติดรถยนต์มาติดบ้านจึงห่างหายไป แต่สำหรับผู้อยากทดลอง ผมมีวิธีที่น่าสนใจมาเสนอ วิธีนี้จะได้ gain เพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว มากกว่าการนำเอากราวเพลนสำเร็จรูปมาใช้ต่อเข้าไปแบบสมัยก่อน ที่มาที่ไปก็คือเราต้องรู้ก่อนว่ากราวเพลนที่ใส่เข้าไปเขาใส่เพื่ออะไร
เขาใส่ไปเพื่อให้ทำหน้าที่เสมือนเป็นพื้นดินเทียมเพื่อให้ครบวงจรของลูกคลื่น เพราะสายอากาศถูกยกเหนือพื้นดินคิดเป็นความยาวคลื่นหลายแลมด้า และยังช่วยลดคลื่นที่วิ่งบนผิวของสายนำสัญญาณไม่ให้ทำตัวเป็นสายอากาศ ถ้าในรูปแบบปกติเราจะได้ชิ้นส่วนของรถทำหน้าที่เป็นพื้นดินเทียมให้อยู่แล้ว แต่จากการทดลองของนักวิทยุสมัครเล่นในต่างประเทศยังพบว่ามีคลื่นวิ่งบนผิวสายนำสัญญาณอยู่   เขาทดลองลดระดับกราวเพลนลงมาก็พบว่าจะมีอยู่ระยะนึงที่สามารถลดการแพ่คลื่นจากสายนำสัญญาณได้ จากหลักการนี้เองเราเพียงใช้ท่อที่ปกติเราใช้ชูสายอากาศให้เป็นสายอากาศด้วยให้ดูจากรูปครับจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

(https://scontent.fbkk3-1.fna.fbcdn.net/hphotos-xap1/v/t1.0-9/11222699_919646161425535_4469406693422617527_n.jpg?oh=33c09a91f0bbd510126d1f92fbfb153b&oe=565BBCC4)

(https://scontent.fbkk3-1.fna.fbcdn.net/hphotos-xtp1/v/t1.0-9/11692573_919646191425532_6214294158807421339_n.jpg?oh=06f4ae9c60aa15454aaa312d0c92df62&oe=565A58C3)

Radiator และ matching coil ก็คือสายอากาศติดรถยนต์ไม่ต้องทำใหม่ ส่วนที่ต้องทำเพิ่มคือเราจะใส่ข้อต่อตัวหนอนเพื่อเชื่อมสายนำสัญญญานที่ร้อยสอดผ่านท่อ(mounting tube) ซึ่งต้องอาศัยโรงกลึงให้ช่วยทำชิ้นส่วนให้เพราะเราจะให้ส่วนกราวด์เชื่อมต่อกับท่อที่เราเพิ่มเข้าไป ตัวหนอนที่มีความยาวมากกว่าปกติมีขายครับแต่อาจหาซื้อยากสักหน่อยหรือจะเอาแบบประหยัดก็ใช้อลูมิเนียมฉากมาเจาะรูยึดเอาก็ได้ แล้วหาอลูมิเนียมแผ่นมาทำเป็นรูปกรวยตามภาพ  ถ้าดูให้ดีๆมันเป็นวิธีเดียวกับสายอากาศ isopole ของ AEA และสายอากาศ V2 ของ hy-gain เพียงแต่เราไม่ต้องสร้าง coil ให้ใช้ของสายอากาศนั่นแหละ การปรับแต่ง vswr ก็ให้ใช้การปรับเลื่อนความสูงของกรวย ซึ่งในที่นี้มันทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของสายอากาศ ไม่ได้เป็นกราวเพลนในแบบที่เราเข้าใจกัน การแพร่กระจายคลื่นจะไปในแนวราบมากขึ้นเพราะเป็นสายอากาศที่ป้อนสัญญาณเข้าตรงกลาง แบบเดียวกับสายอากาศ extended double zepp  ส่วนกระจายคลื่นที่เป็นกรวยมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าแบบที่เราเห็นเป็นก้านแบบสายอากาศ V2 เพียงแต่มันต้านลมและมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า จึงได้รับความนิยมน้อยกว่า
ถ้าเราใส่ส่วนกระจายคลื่นด้วยควอเตอร์เวฟ เราจะได้สายอากาศฮาฟเวฟไดโพล ถ้าเราใส่ 5/8แลมด้าจะกลายเป็น5/8แลมด้าสองชั้น และถ้าเราใส่สายอากาศ5/8แลมด้าสองขั้นแบบ NR22Lจะกลายเป็น 5/8แลมด้าสามชั้น
หัวข้อ: Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
เริ่มหัวข้อโดย: HS1XFR ที่ สิงหาคม 11, 2015, 06:43:05 PM
พระอัจฉริยภาพด้านการสื่อสารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว HS1A เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีสำหรับนักวิทยุสมัครเล่นและผู้ใช้วิทยุสื่อสาร และเรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ผมได้ฟังเรื่องนี้จากสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมการพลังงานทหาร 90.5MHz รายการสนทนากับมูลนิธิคลังสมองว.ป.อ. เพื่อสังคม ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา20.30-21.30น. ผมไม่ได้จดบันทึกไว้ว่าออกอากาศวันที่เท่าใดและผู้ให้ขัอมูลคือท่านใด จำได้ว่าผู้ร่วมรายการเป็นอดีตนายทหารราชองครักษ์เป็นผู้เล่าให้ฟังว่า ท่านทำหน้าที่ตามเสด็จพระราชดำเนินของทั้งสองพระองค์ไปยังพื้นที่แห่งนึงทางภาคใต้ ในหลวงและพระราชินีเสด็จประทับในรถยนต์คันเดียวกัน ในหลวงทรงขับด้วยพระองค์เอง
 
ระหว่างที่ตามเสด็จฯ รถในขบวนติดตามก็ได้ยินเสียงสุภาพสตรีดังขึ้นจากวิทยุสื่อสาร ทุกคนจำได้วว่าเป็นเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ข้อความทึ่รับฟังได้เป็นการบรรยายถึงสภาพป่าสองข้างทางว่าเมื่อก่อนเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่ในหลวงท่านให้แนวทางพระราชดำริในการปรับปรุงสภาพป่า จนเดี๋ยวนี้อุดมสมบูรณ์ขึ้นกว่าเมื่อก่อน ท่านบอกว่าท่านทำหน้าที่มัคคุเทศน์ ถ่ายทอดข้อความจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นี่เป็นเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวที่ผมได้รับทราบว่า สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็ทรงเคยใช้วิทยุสื่อสาร
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ภาพ ชมรมคนรักในหลวง