ผู้เขียน หัวข้อ: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า  (อ่าน 22261 ครั้ง)

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« เมื่อ: สิงหาคม 23, 2012, 07:52:04 PM »
ข้อสอบนักวิทยุสมัครเล่นข้อแรก
ในวันที่8 พฤศจิกายน 2524 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้เปิดสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นรุ่นแรกของประเทศไทย ตอนนั้นยังเรียกว่านักวิทยุอาสาสมัครเนื่องจากเหตุผลด้านกฏหมาย ข้อสอบข้อแรกที่ใช้สอบ ถามว่า
1.กระแสไฟฟ้ากระแสตรง ได้มาจาก
ก.แบตเตอรี่แห้ง  ข.แบตเตอรี่รถยนตร์  ค.ทั้งสองอย่าง
ตัวเลือกมีเพียง ก ขและค เท่านั้น อืม..ง่ายดี

E29EWR

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 32
  • 0813991200 เฮง
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2012, 09:36:37 AM »
ขอบคุณทีให้ข้อมูลครับ. :D :D :D

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2012, 09:55:07 PM »
มีคนอ่านแล้ว ลุยต่อ

Bayที่ไม่ได้แปลว่าอ่าว
เพื่อนๆที่พอมีฐานะหน่อย มักนิยมใช้สายอากาศทิศทางที่เรียกว่ายากิ หลายๆแผง 2แผงบ้าง4แผงบ้างถ้าบ้าสุดๆอาจจะมากกว่านั้น ฝรั่งที่เล่นEMEเคยใช้ถึง48แผง โอ้โฮ บ้าพลังจริงๆ กลับมาเข้าเรื่อง หลายคนอาจไม่แน่ใจว่าเราจะบอกถึงสายอากาศที่เราใช้อยู่อย่างไร จะเรียกอัน เรียกตับ เรียกแผง แหม..มันไม่เท่ เคยใด้ยินคนรุ่นเก่าเรียกว่าเบย์ก็เรียกตามเขา แล้วดันไปนึกถึงความหมายที่แปลว่า อ่าว  ถ้าเรามีสายอากาศ2แผง มันมีด้านซ้ายด้านขวา อ้อ เป็นรูปอ่าวพอดี บอกเพื่อนไปอย่างภาคภูมิใจว่าใช้สายอากาศยากิ13อี1เบย์
ความจริง bayในที่นี้ไม่ได้แปลว่าอ่าว ในทางสถาปัตยกรรม bayหมายถึงเสาของอาคาร ที่เรียงกันเป็นแนว สายอากาศยากิก็เช่นกัน รูปร่างมันเหมือนกับเสา  เขาเลยเรียกว่าbay สายอากาศ1แผงก็เรียก1เบย์  สายอากาศ2แผงก็เรียก2เบย์ มากกว่านั้นก็เรียกกันไป ในบางครั้งเราอาจได้ยินผู้ที่เรียกสายอากาศว่า “ใบ” ขอให้เข้าใจว่าเป็นคำเดียวกันแต่มีการผิดเพี้ยนในเรื่องของสำเนียงและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และคำว่าbayไม่ได้เรียกแต่สายอากาศทิศทางเท่านั้น ถ้าสายอากาศนั้นมีรูปร่างที่เห็นได้ชัดเจน และนำมาต่อเชื่อมกันเพื่อเพิ่มgainได้ ฝรั่งก็นิยมเรียกว่าbayเช่นกัน เช่นสายอากาศโฟลเดดไดโพล4สแตค เราจะเรียกว่า สายอากาศโฟลเดดไดโพล4เบย์ ก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าจะเรียกแบบนี้ ต้องเตรียมคำอธิบายให้เพื่อนๆด้วยนะครับ


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 07:25:38 AM »
   จำนวนแฮมบ้านเรา
กิจการวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยแบบมีกฎระเบียบรองรับ เริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2524 จนถึงวันนี้มีผู้เข้าร่วมวงการจำนวนไม่น้อย สามารถสร้างบุคคลากรคุณภาพให้สังคมจำนวนมาก ข้อมูลที่พอค้นหาได้(ต้นเดือน พฤษภาคม 2555)มีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้
ประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น ออกไปแล้วจำนวนประมาณ 480000 ใบ
ประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง ออกไปแล้วจำนวนประมาณ 853ใบ (น้อยจังเลย)
ออกสัญญาณเรียกขานไปแล้ว 246599 คอลซาย
ในจำนวนนี้นักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นขาดต่ออายุใบอนุญาต 144130 ราย ขั้นกลาง 303 ราย
มีผู้ขอตั้งสถานีทั้งบ้านและรถยนตร์ ประมาณ76800 สถานี
ออกใบอนุญาตให้เครื่องมือถือ 243226 เครื่อง
ออกใบอนุญาตให้เครื่องติดรถยนตร์ 62815 เครื่อง
เยอะจริงๆ กับจำนวนนักวิทยุสมัครเล่นที่มากเป็นอันดับสามของโลก รองจากอเมริกา(7แสนคน)และญี่ปุน

E29EWR

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 32
  • 0813991200 เฮง
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 09:25:00 AM »
 :o ;) :D

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2012, 11:38:42 AM »
   G5RV HB9CV E2xxxx
คุณจะมีความภูมิใจแค่ใหนถ้าการกระทำของเราได้ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้นึกถึง แน่นอนต้องในทางที่ดี แล้วในวงการวิทยุสมัครเล่นล่ะมีอะไรที่เป็นผลงานของนักคิดค้นในยุคเก่า ที่เป็นคนในยุคปัจจุบันยังจดจำผลงานเหล่านั้นได้ ลองค้นหากันดูมั้ยครับ เริ่มกันที่สายอากาศเป็นอย่างแรก
สายอากาศ G5RV คิดโดย Louis Varney (G5RV) ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ HB9CV คิดโดย Rudolf Baumgartner (HB9CV) ประเทศสวิทเซอแลนด์
สายอากาศ Slimjim คิดโดย F.C. Judd (G2BCX) ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ Zeppelin คิดโดย Hans Beggerowในปี1909 ประเทศเยอรมัน
สายอากาศ Beverage คิดโดย Harold H. Beverage ในปี1920 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Franklin คิดโดย Charles Samuel Franklin ในปี1924 ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ Yagi-Uda คิดโดยHidetsugu Yagi และ Shintaro Uda ในปี1926 ประเทศญี่ปุ่น
สายอากาศ Bruce คิดโดย Edmond Bruce ในปี1927 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Sterba คิดโดย Ernest J. Sterba ในปี1929 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Rhombic คิดโดย Edmond Bruce ในปี1931 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Turnstile คิดโดย George H. Brown ในปี1935 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Folded Dipole คิดโดย Philip S. Carter ในปี1937 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Coaxial คิดโดย Arnold B. Bailey ในปี1937 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Butterfly Dipole คิดโดย Philip S. Carterในปี1938 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Slot คิดโดย Alan Dower Blumlein ในปี1938 ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ Corner Reflector คิดโดย John D. Kraus ในปี1940 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Discone คิดโดย Armig G. Kandoianในปี1943 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Batwing Super-Turnstile คิดโดย Robert W. Mastersในปี1945 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Quad คิดโดย Clarence C. Mooreในปี1947 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Heliwhip  คิดโดย Edward F. Harrisในปี1957 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Log Periodic คิดโดย Raymond H. Du Hamel ในปี1958 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Backfire คิดโดย Hermann W. Ehrenspeck ในปี1959 ประเทศอเมริกา
สายอากาศ Swiss Quad คิดโดย Rudolf Baumgartner ในปี1960 ประเทศสวิทเซอแลนด์
สายอากาศ ZL Spacial คิดโดย F.C. Judd (G2BCX) ในปี1977  ประเทศอังกฤษ
สายอากาศ Ringo คิดโดย Les Cushman (W1BX) ประเทศอเมริกา
สายอากาศ 8JK Beam คิดโดย John D. Kraus (W8JK) ประเทศอเมริกา
ลักษณะรูปร่างหน้าตาของสายอากาศเหล่านี้ คงมีไม่กี่คนที่เคยเห็นเคยใช้ทุกแบบ  ส่วนใหญ่จะเป็นสายอากาศสำหรับความถี่HF ลองหารูปดูกันเอาเองนะครับ
คนไทยล่ะครับมีใครอยากบันทึกลงประวัติศาสตร์บ้าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 04, 2012, 07:50:21 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กันยายน 02, 2012, 06:19:45 PM »
    เรื่องของ Gain
“ผมใช้X510 gainตั้ง8.3dB”  “อย่าไปใช้เลยสลิมจิมมันไม่มีgain” “ยากิสูตรนี้gainประมาณ5dB” ประโยคพวกนี้เราจะได้ยินบ่อยๆบนความถี่ แล้วรู้มัยครับว่าgainหมายถึงอะไร gainเป็นการเปรียบเทียบโดยมีสายอากาศต้นนึงเป็นหลัก แล้วนำสายอากาศของเราไปเปรียบเทียบว่าดีหรือด้อยกว่าเพียงใด สายอากาศที่นำมาใช้อ้างอิงมีอยู่สองชนิด

แบบแรกเรียกว่าสายอากาศisotropic(ไอโซโทรปิค) เป็นสายอากาศที่กระจายคลื่นออกไปทุกทางเท่ากันหมด ซึ่งในความเป็นจริงมนุษย์ยังสร้างสายอากาศแบบนี้ไม่ได้ มีหน่วยเป็น dBi เครื่องมือวัดคุณภาพสูงสามารถวัดได้ไม่ยาก
แบบที่สองคือสายอากาศไดโพล ซึ่งหมายถึงฮาพเวฟไดโพล มีหน่วยเป็น dBd นักวิทยุสมัครเล่นสามารถสร้างเองและวัดค่าคร่าวๆได้ด้วยเครื่องมือราคาถูก

หน่วยdBdจะมี gainมากกว่าdBiอยู่ 2.14dB บางตำราก็ว่า2.15dB ไม่เป็นไร นิดหน่อย  สายอากาศที่ทำออกมาขายมีบางยี่ห้อระบุgainเป็น dBd แต่บางยี่ห้อระบุdB เฉยๆไม่มีหน่วยต่อท้าย ซึ่งเราไม่รู้ว่าเขาเปรียบเทียบจากอะไร
“สายอากาศของผมเกนเยอะผมส่ง10วัตต์ออกปลายเสาเป็นร้อยวัตต์” ประโยคนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด gainเป็นการเปลี่ยนรูปร่างของคลื่น เรามาทำการทดลองง่ายๆเพื่อให้เห็นภาพ

ให้หาดินน้ำมันมาก้อนนึง ขนาดประมาณกำปั้น เอาดินน้ำมันมาปั้นให้กลมที่สุด เราจะได้รูปร่างการแพร่คลื่นของสายอากาศisotopic จับมันวางบนโต๊ะที่สมมุติว่าเป็นพื้นดิน แล้วมองทางด้านบน จะเห็นเป็นรูปวงกลม ถ้ามองด้านข้างก็เป็นรูปวงกลมเช่นกัน  การมองด้านข้าง คลื่นวิทยุส่วนใหญ่กระจายบนท้องฟ้า ในขณะที่เราต้องการติดต่อกับสถานีบนพื้นดิน
คราวนี้ออกแรงกดดินน้ำมันด้านบนเล็กน้อย ถ้ามองด้านบนวงกลมจะใหญ่ขึ้น มองด้านข้าง  ดินน้ำมันจะป่องออกด้านข้าง เปรียบเสมือนคลื่นจะแพร่ออกไปด้านข้างมากขึ้น

คราวต่อไปก็ออกแรงกดมากขึ้น ดินน้ำมันจะแผ่ใหญ่ขึ้นๆ เปรียบเสมือนgainสูงขึ้นๆ ถ้าต้องการสายอากาศแบบทิศทาง เราก็บีบทางด้านข้าง ดินน้ำมันจะออกแนวเรียวยาวมีทิศทาง ทั้งที่เราใช้ดินน้ำมันยังเป็นก้อนเดิม เพียงแต่เราย้ายเอาคลื่นที่กระจายขึ้นท้องฟ้าให้มันกระจายในแนวราบ เป็นการใช้พลังที่มีอยู่เท่าเดิมแต่ได้ประโยชน์มากขึ้น ทุกกรณีนี้เราไม่ได้เพิ่มดินน้ำมันเข้าไป เปรียบเสมือนกำลังwattsไม่ได้เพิ่มขึ้น

การวัดกำลังwattsยังมีอีกแบบนึงเรียกว่าwatts ERP ซึ่งต้องใช้การคำนวณตัวเลขทั้งกำลังส่ง  gainของสายอากาศ การสูญเสียในระบบ และ ความสูงของสายอากาศ  แบบนี้เราจะได้ตัวเลขกำลังwattsเพิ่มมากขึ้น เช่นส่ง10wattsด้วยสายอากาศ9dBd จะได้watt ถึง 79watts ERP ตัวเลขwatts ERPสามารถบอกระยะปลอดภัยที่จะทำอันตรายแก่ร่างกายมนุษย์ถ้าอยู่ใกล้สถานีที่กำลังส่งมากๆ อย่าเข้าใกล้สายอากาศ อาจได้รับอันตรายจากคลื่นวิทยุที่แพร่ออกมา อย่ามองข้ามความปลอดภัยนะครับ
 


ภาพอธิบายเรื่อง gain ใช้ลูกโป่งเปรียบเทียบ รูปร่างสายอากาศ isotropic dipole และ yagi
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2012, 08:53:33 PM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กันยายน 04, 2012, 07:48:52 AM »
V2ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร
คุณรู้หรือไม่ ทำไมเราเรียกสายอากาศรอบตัวที่มีกราวเพลนสองชั้นว่าV2แต่ถ้ามีกราวเพลนชั้นเดียวเราเรียกตามความนิยมว่าสายอากาศ58 หรือ5ส่วน8 แลมด้า
ย้อนไปหลายปีก่อนประมาณ30ปีที่แล้ว สมัยที่นักวิทยุสมัครเล่นชาวไทย ยังขาดแคลนความรู้ความเข้าใจในการสร้างสายอากาศไว้ใช้เอง
วิธีการที่เราทำกันในสมัยนั้นรวมถึงสมัยนี้ด้วยคือ C&D copy and develop ในตอนนั้นเราจะอาศัยสายอากาศจากอเมริกาเป็นต้นแบบ มีสายอากาศอยู่รุ่นนึงที่ได้รับความนิยมในสมัยนั้น คือสายอากาศยี่ห้อ AEAรุ่น isopole
คนไทยเราจะเรียกสายอากาศสาวน้อยกระโปรงบาน จากรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ มีกราวเพลนสองขั้นเป็นรูปกรวยคล้ายกับกระโปรง แต่ผมว่าเหมือนหอกอัศวินมากกว่า
ผู้ออกแบบเขาให้ความหมายของ ISOPOLEไว้ว่า ISOหมายถึงสายอากาศisotropic POLEหมายถึงขั้วหรือแกน ISOPOLEก็เลยหมายถึงสายอากาศรอบตัวที่กระจายคลื่นได้ดีเหมือนสายอากาศisotropic
โครงสร้างของสายอากาศชนิดนี้คือ 5/8สองชั้นคลอลิเนีย แบบ extended double zepp
แล้วทำไมต้องมีกราวเพลนสองชั้น ทำไปทำไมให้มันยุ่งยาก เขาบอกว่ากราวเพลนชั้นบนก็ทำหน้าที่กราวเพลน ส่วนกราวเพลนอันล่าง ทำหน้าที่ลดการรบกวนจากการแพร่กระจายคลื่นที่เราไม่ต้องการจากสายนำสัญญาณ
ผมก็ไม่ทราบนะครับว่ามันมีมากน้อยแค่ใหน คนออกแบบเขาว่างั้น นอกจากนั้นยังดึงแพทเทินให้ออกแนวราบได้ดีขึ้นด้วย พอสายอากาศชนิดนี้ออกจำหน่ายก็ได้รับความนินมอย่างแพร่หลายทั้งในอเมริกาเองและในประเทศไทย
ทีนี้ของดีต้องมีคนเลียนแบบ งานนี้ฝรั่งลอกฝรั่ง บริษัทผลิตสายอากาศhy-gain ทำการเลียนแบบสายอากาศisopoleของAEA แต่จะเอาให้เหมือนก็คงกระดาก เลยดัดแปลงนิดหน่อย ตรงส่วนที่เป็นกราวเพลน
จากกรวยรูปกระโปรงมาเป็นก้านสี่ก้านแทน แล้ววางสลับมุมเล็กน้อย ถ้ามองจากด้านบนเราจะเห็นก้านกราวเพลนทั้งหมดแปดก้านชี้ไปแปดทิศ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับV2 ก็ชื่อของมันซิครับ เขาตั้งชื่อว่าV2 ความหมายก็คือสายอากาศแบบVertical ความยาวคลื่น2meter band ไม่ได้หมายถึงสายอากาศที่มีกราวเพลนเป็นรูปVคว่ำสองชุด อย่างที่เราเข้าใจกันแต่อย่างใด
แต่บังเอิญมันรูปร่างสอดคล้องกันมั้ง นักวิทยุรุ่นหลังๆก็เลยเรียกตามกันโดยไม่รู้ที่มา
ปัจจุบันสายอากาศทั้งสองต้นหาดูได้ยากมากแม้แต่ของทำเลียนแบบ คงเหลือแต่ชื่อV2ที่คนไทยเราพัฒนากันขึ้นเองเป็นแบบ3ชั้นบ้าง4ชั้นบ้าง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 30, 2012, 02:23:46 PM โดย HS1XFR »

E23PDN

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 37
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กันยายน 04, 2012, 11:55:16 PM »
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ
AR

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กันยายน 06, 2012, 06:22:42 PM »
 สายอากาศคอลลิเนียร์
บางท่านคงจะเคยได้ยินเพื่อนๆบอกว่าใช้สายอากาศคอลลิเนียร์  แต่อาจจะนึกไม่ออกว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร บางท่านอาจจะเข้าใจผิดๆถึงสายอากาศชนิดนี้
คำว่าcollinearมาจากคำว่าco และคำว่าlinear หมายถึงสายอากาศที่นำมาจัดวางในแนวเดียวกันเป็นเส้นตรง เป็นวิธีการเพิ่มgainของสายอากาศแบบนึง ไม่ได้เป็นชื่อของสายอากาศอย่าง ยากิ หรือ ไดโพล การเพิ่มgainที่นิยมใช้กันมีหลายวิธี คงจะเคยใช้ยินคำศัพท์ว่า สแตคหรือสแตคกิ้ง นั่นเป็นวิธีการนึงที่นิยมกัน ถ้านำมาสแตคกันเยอะๆ ฝรั่งนิยมเรียกว่า array( อะเรย์ ) กลับมาที่collinear มีวิธีจัดวางด้วยกันสองแบบคือแบบขนาน เช่นสายอากาศโฟลเดดไดโพล4สแตคที่นิยมใช้กัน คือการนำเอาสายอากาศโฟลเดดไดโพล สี่ต้นมาเรียงในแนวเดียวกัน โดยเชื่อมต่อแต่ละต้นด้วยสายนำสัญญาณที่เราเรียกว่า  phasing line (เฟสชิ่งลาย)  อีกแบบคือคอลลิเนียร์แบบอนุกรม เช่นสายอากาศรอบตัว 5/8แลมด้า3ชั้น คือการเอาสายอากาศรอบตัวแบบ5/8แลมด้า มาต่อเข้าด้วยกัน ตรงจุดเชื่อมต่อ มีcoilหรือห่วงเล็กๆหรืออื่นๆ แล้วแต่การออกแบบ เพื่อปรับทิศทางการไหลของคลื่นให้มีทิศเดียวกัน gainจะสูงขึ้นตามจำนวนของสายอากาศที่นำมาต่อเข้าด้วยกัน
คราวหน้าถ้ามีใครถามว่าใช้สายอากาศอะไร บอกเขาไปเลยว่าใช้ ”สายอากาศโฟลเดดไดโพล4เบย์คอลลิเนียร์แบบขนาน” เพื่อนคงมึนกว่าเดิม

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กันยายน 08, 2012, 04:15:22 PM »
   เรื่องวุ่นวุ่น คุณอยู่เขตใหน
เป็นที่รู้กันว่านักวิทยุสมัครเล่นบ้านเรามีการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้สัญญาณเรียกขานถูกใช้หมดอย่างรวดเร็วตามไปด้วย แต่ปัญหาเกิดตรงที่แต่ละภูมิภาคมีการพิ่มจำนวนที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ขอprefixตัวใหม่กับITU ก็ไม่อนุมัติ ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ มีวิธีแก้ปัญหาแบบง่ายๆด้วยการเกลี่ยสัญญาณเรียกขานตามเขตให้เท่าๆกันทุกเขต เอาเลขเขตนี้ ไปใส่จังหวัดเขตนู้น เฮ้อเวียนหัว เลยทำข้อสรุปออกมาให้ดูกันพอเป็นแนวทาง อย่าไปยึดเป็นมาตรฐานนะครับ มีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างสูง เพราะผมเคยสอบถามไปทางหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว ท่านไม่ตอบกลับ เอ้ามาดูกัน
เขต   สัญญาณเรียกขาน
   
1   HS1BA-HS1ZZZ
   HS0BA-HS0YZZ
   E21BA-E21ZZZ
   E20BA-E20ZZZ
   E22BA-E22WZZ
   E23PAA-E23ZZZ*   
   
2   HS2BA-HS2ZZZ
   E27BA-E27ZZZ*   
   
3   HS3BA-HS3ZZZ
         E24KAA-E24PZZ
      
4   HS4BA-HS4ZZZ   
        E24QAA-E24___
   
5   HS5BA-HS5ZZZ
   E28BA-E28ZZ
   E22XAA-E22ZZZ
   E24FAA-E24JZZ*   
   
6   HS6BA-HS6ZZZ
   E23FAA-E23IZZ*   
   
7   HS7BA-HS7ZZZ
   E29BA-E29HZZ**   
   
8   HS8BA-HS8ZZZ
   E29IAA-E29ZZZ**
   E24AAA-E24EZZ* 
   
9   HS9BA-HS9ZZZ
   E23BA-E23EZZ*   

* กลุ่มนี้เริ่มต้นถูกต้อง แต่จะจบตามนี้หรือไม่เป็นการคาดเดา
** กลุ่มนี้รอหาข้อมูลที่ถูกต้อง ตอนนี้ได้มาแค่นี้
HS0ZAA-HS0ZZZ สำหรับชาวต่างชาติ
E24BA-E24ZZ มีการข้ามยังไม่ใช้ แต่ไปเริ่มต้นที่E24AAA
E28BA-E28ZZ ถูกนำมาใช้ แต่หยุดแค่นั้น กลุ่มE28ถัดจากนั้นยังไม่มีการนำมาใช้
เป็นการรวบรวมข้อมูลในช่วงปลายเดือนสิงหาคม2555 การเปลี่ยนแปลงอื่นๆต้องรอดูต่อไป

เขต4ใช้HSหมดแล้ววันที่ 24มกราคม ประเทศไทยจึงใช้HSหมดแล้ว เหลือแต่HS0Z__ซึ่งเป็นของชาวต่างชาติ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 30, 2013, 10:51:12 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กันยายน 08, 2012, 04:16:19 PM »
   เครื่องมือถือ เครื่องติดรถยนตร์ เครื่องประจำที่ เครื่อง....???
 ในสมัยเริ่มต้นของกิจการวิทยุสมัครเล่น มีระเบียบกำหนดไว้ว่านักวิทยุสมัครเล่นมีเครื่องได้ไม่เกินสองเครื่อง(ปัจจุบันมีได้ไม่จำกัด) มีเครื่องอยู่ประเภทนึงที่กำหนดไว้ในระเบียบเก่า  แต่ไม่ได้มีอยู่ในใบอนุญาตยุคปัจจุบัน เรียกว่า”เครื่องชนิดหิ้ว” เป็นเครื่องลูกผสมระหว่างเครื่องติดรถยนตร์กับแบบมือถือ นำมาใส่สายสะพายมีแบตเตอรีในตัวมีไมค์นอก เวลาจะคุยก็สะพายใหล่ ไม่ต้องถึงกับแบกใส่หลังเหมือนเครื่องของทหาร ใครมีเครื่องรุ่นนี้เก็บไว้รักษาไว้ให้ดีนะครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กันยายน 08, 2012, 04:18:07 PM »
   เรื่องของcallsign
เฮช เอส วัน อัลฟ่า ไมค์ callsign นี้นักวิทยุสมัครเล่นในจังหวัดสมุทรปราการรู้จักกันดี แต่ทำไมต้องเป็น HS1AM องค์ประกอปสำหรับคอลซายของนักวิทยุสมัครเล่นจะประกอปด้วยกันสามส่วน

ส่วนแรกเรียกว่า Prefix พรีฟิก) บ่งบอกว่าคุณเป็นนักวิทยุสมัครเล่นประเทศใหน prefixของประเทศไทยมีเพียงสองตัวเท่านั้นคือ HS และ E2 ในขณะที่ประเทศใหญ่ๆทั้งหลายมีprefixหลายตัว ประเทศใกล้บ้านเราอย่างอินโดนีเซีย มีprefixถึง31ตัว มากมายจริงๆ prefixจะเป็นอักษรตัวเดียว อักษรสองตัว หรือตัวเลขผสมตัวอักษรก็ได้ตามแต่ITUจะจัดสรรให้
ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา อังกฤษ  เยอรมัน รัสเซีย จะได้ใช้ตัวอักษรตัวเดียว เช่นK3ZO,G4NOM ประเทศอื่นๆก็ได้แบบสองหลักไปใช้งาน

สำหรับวิทยุสมัครเล่นมีการแบ่งประเทศตามข้อกำหนด DXCC ไว้ถึง340ประเทศในปี คศ.2012 บางแห่งเป็นเกาะเล็กๆเนื้อที่ไม่กี่ตารางเมตรก็นับเป็นประเทศ หรือสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติก็นับเป็นประเทศ

ส่วนที่สองเรียกว่า area code หรือเขต จะเป็นตัวเลข 1ถึง0 ตามแต่ละประเทศจะกำหนดกันเอง ประเทศไทยยึดการแบ่งเขตตามหลักการแบ่งตามรหัสไปรษณีย์ ที่มีอยู่9เขต  แต่จำนวนนักวิทยุสมัครเล่นในเขต1จะมีการเพิ่มที่เร็วมาก จึงรวมเขต0เข้าไปอีก แต่พอจำนวนนักวิทยุ ระหว่างเขตต่างกันมาก เราขอprefixใหม่ ITUท่านก็ไม่ให้
ทางการเลยใช้การแบ่งเขตที่สร้างความมึนงงกับนักวิทยุ เขต2ไปอยู่เชียงใหม่ เขค7ไปอยู่ชลบุรี เขต4อยู่กรุงเทพ เอาน่าอย่าไปคิดมากใช้ไปเถอะ สำหรับในกรณีที่มีกิจกรรมพิเศษ เราสามารถกำหนดเลขเขตมากกว่า1ตัวได้ เช่นHS80Aสำหรับงานฉลองในหลวง80พรรษา หรือไม่มีเขตก็กำหนดได้ไม่ผิดระเบียบแต่อาจแปลกหูไปบ้างเช่นE2Eเป็นสัญญาณเรียกขานพิเศษของสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ ไม่มีเลขเขตมีแต่prefixและsuffixเท่านั้น

ส่วนที่สามส่วนสุดท้าย จะเป็นไปตามหลักการเรียงตัวอักษรภาษาอังกฤษเรียงตามกันไป suffixจะมีตัวเดียวสองตัวสามตัวหรือสี่ตัวก็ได้ ในประเทศไทยมีการใช้สูงสุดที่สามตัว มีบางประเทศเริ่มมีการใช้สี่ตัวซึ่งไม่ได้ขัดกับระเบียบITUแต่อย่างใด

การกำหนดว่าใครจะได้ใช้กี่ตัวขึ้นกับระเบียบของแต่ละประเทศ อักษรตัวเดียวในประเทศไทยสงวนไว้กับบุคคลสำคัญ ในขณะที่ต่างประเทศบุคคลธรรมดาก็ใช้ได้ หรืออาจจะกำหนดใช้เฉพาะกิจกรรมพิเศษก็ได้
ในบางประเทศcallsignสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ถ้าไม่ชอบใจโดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มแต่คงต้องมีcallsignอยู่ในมือมากพอ ณ. ตอนนี้ประเทศไทยมีcallsignสำหรับใช้งาน 364030 คอลซาย(ข้อมูลจากเอกสารของ กทช.) ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีคอลซายสำหรับคน33ล้านคน

ดังนั้นเวลาขานสัญญาณเรียกขานทุกครั้ง จงมีความภูมิใจ ขานให้ครบทุกตัว ได้ยินน้องๆรุ่นหลังขานcallsignแล้วเหนื่อยใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2012, 08:59:03 PM โดย HS1XFR »

E23PDN

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 37
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กันยายน 09, 2012, 01:43:09 PM »
สอบถามท่าน HS1XFR หน่อยครับ

เหตุใดที่ประเทศอินโดนีเซียถึงมี prefix มากขนาดนั้นครับ
AR

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กันยายน 11, 2012, 12:18:56 PM »
prefixของประเทศอินโดนีเซียประกอปไปด้วย
7A ถึง 7I
8A ถึง 8I
JZ
PK ถึง PO
YB ถึง YH
สำหรับคำถามว่าทำไมถึงได้มาเยอะ สัณนิฐานว่าคงเป็นเพราะ มีชาติตะวันตกเข้าไปมีบทบาท เลยได้รับความเจริญเข้าไปด้วย ประกอปกับประเทศเป็นเกาะจำนวนมาก การสือสารแบบใช้สายอาจไม่สะดวก
ถ้าดูแผนที่จะมีแผ่นดินสองส่วนที่ไม่ต่อกัน ถ้าแบ่งเป็นโซนจะได้ ITU Zone 51, 54 CQ Zone 28
และผู้บริหารประเทศน่าจะมีวิสัยทัศน์ มองการไกลเลยขอมาไว้เยอะมาก ส่วนประเทศไทยมัวแต่ห่วงเรื่องความมั่นคง ไม่เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้
ถ้ามีโอกาสได้ฟังความถี่HF จะพบนักวิทยุสมัครเล่นอินโดจำนวนมากเรียกว่าแน่นไปหมด

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: กันยายน 12, 2012, 01:17:32 PM »
    โฟลเดดไดโพลใส่ปลอก แรงเหลือหลาย
สายอากาศโฟลเดดไดโพลเป็นสายอากาศยอดนิยมของผู้ใช้วิทยุสื่อสารทุกข่ายในประเทศไทยเพราะหน้าตาดูสวยงาม แข็งแรงทนทาน สายอากาศของต่างประเทศยี่ห้อ cushcraft มีลักษณะต่างไปจากยี่ห้ออื่นๆ ตรงที่มีปลอกตรงส่วนหน้าของห่วงเพิ่มความบึกบึน น่าเกรงขามและเชื่อกันว่าแรงกว่ายี่ห้ออื่น ความจริงสายอากาศมีปลอกหรือไม่มีปลอกไม่ได้มีgainต่างกันสักเท่าไร สายอากาศปกติมีgain9.0dBd ส่วนของ cushcraft มีgain9.2dBdเท่านั้น   ตัวเลข 0.2dBd ความรู้สึกของเราไม่สามารถแยกออกได้ สำหรับเหตุผลในการออกแบบมีผู้รู้ให้ความเห็นไว้หลายเหตุผลเช่น พื่อความสะดวกในการผลิต(หรือยุ่งยากก็ไม่รู้)โดยใช้วิธีปรับเปลี่ยนความถี่ตรงความยาวของปลอก ไม่ต้องไปปรับความยาวทั้งหมดของห่วงเหมือนแบบทั่วๆไป บางท่านบอกว่าทำให้แบนวิธกว้างขึ้น บางท่านบอกทำให้คลื่นยิงในแนวราบมากขึ้น แต่เรื่องเกนไม่ใช่เหตุผลหลักในการออกแบบ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กันยายน 16, 2012, 11:25:29 AM »
   c-loadยอดนิยม
สายอากาศยี่ห้อDiamondรุ่น DP-CL2 เป็นสายอากาศสำหรับติดรถยนตร์สุดฮิตในบ้านเรา นิยมเรียกว่าสายอากาศซีโหลด เพราะข้างซองพิมพ์คำนี้ติดไว้ c-loadมีสองความหมายคือ
ความหมายแรกcenter lodeเป็นการลดความยาวทางกายภาพ มักจะขดให้เป็นคอยล์(L) เพื่อไม่ให้ยาวเกะกะ
ความหมายที่สองcapacitane loadเป็นการใส่C หรือคาปาซิเตอร์ เข้าไปตรงกลาง เพื่อลดความยาวเช่นเดียวกัน และdiamondเลือกใช้แบบนี้ มีห่วงยากันยุงทำหน้าที่เสมือนคาปาซิเตอร์อยู่ตรงกลาง
หลายคนคิดว่าc-load เป็นสายอากาศชนิด5/8แล้มด้า ซึ่งไม่ใช่  ถ้าเข้าไปดูที่webของdiamond จะระบุในเสปคไว้ว่าเป็นชนิด6/8แลมด้า อืม..แปลกดี  สายอากาศรุ่นนี้ญี่ปุ่นยกเลิกสายการผลิตไปเป็นสิบปีมาแล้วแต่ในท้องตลาดยังมีขายอยู่ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากที่ใหน
ปัจจุบันมีหลายท่านหาวิธีปรับปรุงคุณภาพของสายอากาศรุ่นนี้ให้ดีขึ้นเช่นการเปลี่ยนลวดชุดcoilจากทองแดงเป็นเงิน หรือเปลี่ยนCเป็นแบบทนแรงดันให้สูงขึ้น มีผู้รู้แนะนำให้ใช้Cชนิดsilver mica (ซิลเวอไมก้า) จะได้ผลดี บ้านหม้อหาค่าที่ใช้งานได้ยากแต่สามารถสั่งจาก www.ebay.com ในราคาไม่แพง

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กันยายน 16, 2012, 11:28:54 AM »
   จำนวนอีลีเมนต์ของสายอากาศยากิ
เวลาเราบอกกับใครว่าเราใช้สายอากาศยากิ คำถามแรกคือจะถูกถามว่ากี่อีลีเมนต์ ถ้าบอกจำนวนอีเยอะๆจะได้ความรู้สึกพ่วงไปด้วยว่าgain สูง อีลีเมนต์ยิ่งเยอะยิ่งดี ความจริงจำนวนอีลีเมนต์กับgainเป็นเรื่องรองครับ gainสูงจะมีความสัมพันธ์กับความยาวของboomยิ่งยาวยิ่งgainสูง แต่ถ้ายาวมากมันก็เปลืองครับ ยาวเกะกะด้วยครับ
แล้วจำนวนอีลีเมนต์ละครับ ทำหน้าที่อะไร อีลีเมนต์จะทำหน้าที่กำหนดรูปร่างของคลื่น ถ้าได้มีการจัดระยะห่างและความยาวที่เหมาะสม รูปร่างของคลื่นจะออกมาสวยงาม มีลำคลื่นรองขนาดเล็กมีF/Bที่ดี สมมุติตัวอย่างเช่นสายอากาศ13Eที่มีบูมยาว4เมตร จะมีgainพอๆกับ8Eความยาวบูมเท่ากัน แต่ถ้า8Eที่มีบูมยาว5เมตร gainจะสูงกว่า13Eบูมยาว4เมตร
ความสัมพันธ์ระหวางความยาวบูม(แลมด้า)และเกนสรุปคร่าวๆประมาณนี้


เป็นเกนสูงสุดที่เป็นไปได้แต่การออกแบบจริงมักได้ค่าที่น้อยกว่านี้
ผู้ใช้งานต้องเลือกเอาเองระหว่างความสะดวกในการใช้งานหรือgain หรือจำนวนอีลีเมนต์เยอะๆ ไว้คุยอวด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 30, 2012, 02:26:30 PM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กันยายน 16, 2012, 11:29:43 AM »
   X500กับฝ้าผ่า
กลายเป็นของคู่กันไปแล้ว กับสายอากาศตระกูลXที่โดนฟ้าผ่าอยู่บ่อยๆ มีทั้งที่โดนมากับตัวและเขาเล่าว่า  สายอากาศชนิดนี้ฟ้าชอบผ่าจริงหรือ เรามาค่อยๆทำความเข้าใจกัน ถ้าดูโครงสร้างทางไฟฟ้า มันจะเป็นสายอากาศชนิดกระจายคลื่นรอบตัวชนิด5/8แลมด้า 3ชั้น4ชั้นแล้วแต่การออกแบบ บางรุ่นใช้ได้กับหลายๆย่านความถี่ ภายนอกห่อหุ้มด้วยท่อไฟเบอร์กลาส ทนทานแข็งแรงให้ตัวได้เล็กน้อย

การห่อหุ้มด้วยไฟเบอร์กลาส เขาเรียก radome มาจากคำว่า radiationและคำว่าdome วัตถุประสงค์เพื่อปกป้องลวดเส้นเล็กๆข้างในไม่ให้โดนอากาศ โดนน้ำ  ไอเค็มหรือมลพิษต่างๆ จะได้ทำงานได้อย่างเด็มประสิทธิภาพ
ถ้าแกะดูข้างใน จะพบว่าข้างในเป็นลวดทองเหลืองเส้นไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีคอยล์ทำด้วยทองแดง อยู่หลายๆชุด อ้อมีทองแดงนี่เอง ฟ้าเลยผ่า

ความจริงมันคนละเรื่องเดียวกันครับ ถ้าฟ้าจะผ่ามันก็ผ่าได้ทุกที่  คนที่ชอบสาบานฟ้ามันก็ผ่า ดูต้นมะพร้าวซิ ชอบพูดโกหกฟ้าเลยผ่า นอกเรื่องอีกแล้ว ตามธรรมชาติทั่วไป ฟ้าชอบผ่าวัตถุที่มีความสูง ความแหลม วัตถุนำไฟฟ้าได้ดี หรืออะไรก็ได้ที่สะสมประจุไฟฟ้าแล้วไม่สามารถระบายออกได้

สายอากาศชนิดนี้เข้าเกนตรงที่มีลักษณะแหลม เลยยั่วยวนรามศูรย์ อ้าวแล้วสายอากาศรอบตัวที่ทำจากอลูมิเนียมล่ะ แหลมเหมือนกัน นานๆจะโดนฟ้าผ่าสักที  หรือว่ามันผ่าแต่ทองแดง ที่จริงก็ใช่แต่นิดเดียวครับ คุณดูสายนำสัญญาณของคุณซิ ทำจากอะไร บางสถานีใช้สายที่มีทองแดงใหญ่กว่าสายอากาศตระกูลนี้ตั้งเยอะ

การที่ฟ้ามันผ่าแล้วสร้างความเสียหายแบบที่เรียกว่ากระจุยก็เพราะว่า ลวดที่นำมาใช้เส้นนิดเดียว โดนหางๆฟ้าก็สร้างความเสียหายได้แล้ว ฟ้าผ่าแต่ละที กระแสไฟฟ้าสูงเป็นพันเป็นหมื่นโวลล์ เดินทางผ่านอากาศลงมาพร้อมๆกับความร้อนที่สูงมาก อากาศที่อยู่ในท่อไฟเบอร์ขยายตัวอย่างเฉียบพลัน เกิดการระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ.

ในขณะที่สายอากาศชนิดอื่นถ้าด้วยความแรงระดับเดียวกัน อาจไม่เป็นอะไรเลย อ้อเข้าใจแล้วแต่ทำอย่างไรไม่ให้มันผ่า หรือเป็นเพราะมันไม่ใช่ DC Ground ไม่จริงอีกนั่นแหละ ดูในเอกสารที่มาพร้อมสายอากาศซิ เขาก็บอกว่าของเขาเป็น DC Ground ถ้าไม่เชื่อ ใช้มัลติมิเตอร์วัดดูซิ เข็มโอมม์ ตีขึ้นมาให้เราเห็นนั่นละใช่เลย ถ้าจะให้ฟ้ามันผ่าแล้วเสียหายน้อยที่สุด ระบบกราวด์ต้องมีคุณภาพ  ลงทุนเพิ่มอีกนิดซิครับ คุ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2012, 09:00:29 PM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: กันยายน 16, 2012, 11:30:40 AM »
   ยากิ13อีและ15อีของcushcraft
สายอากาศยากิยี่ห้อcushcraftเป็นที่นิยมในบ้านเรา รุ่นที่ได้รับความนิยมคือ13B2N(หรือ26B2Nสำหรับชนิด2bay) มีจำนวน13อีลีเมนต์  เกน15.8dBd(18.8dBdสำหรับ2bay) เป็นรุ่นที่ใช้ในปัจจุบัน
อีกรุ่นคือ215WB(230WB สำหรับ2bay) ) มีจำนวน15อีลีเมนต์  เกน15.5dBd(18.5 dBdสำหรับ2bay) เป็นรุ่นที่ใช้ในอดีต ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว
สายอากาศรุ่น15อี มีรูปร่างที่ต่างจากสายอากาศทั่วไปตรงส่วนท้ายสุด อีลีเมนต์ที่ทำหน้าที่รีเฟกเตอร์(ตัวสะท้อนคลื่น) จะมีจำนวน3อีลีเมนต์มีชื่อเรียกว่า trigronal refractor วัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนคลื่นไปด้านหน้าให้มากที่สุดซึ่งจะได้เกนสูงขึ้นตามไปด้วย ที่มาของความคิดนี้มาจากการทดลองของNBS หน่วยงานแห่งนึงในอเมริกาคุยว่าได้ผลดี แต่ต่อมาภายหลังมีการทำการทดลองซ้ำอีกครั้งจนพบว่า ผลการทดลองในครั้งแรกผิดพลาด จำนวนอีลีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นแทบจะไม่มีผลอะไรเลย  สายอากาศรุ่นถัดมา จึงตัดอีลีเมนต์ที่ไม่จำเป็นนั้นออกไป ให้เหมือนกับสายอากาศทั่วๆไป
ผู้รู้เคยเล่าให้ฟังว่า ได้เคยทำการทดสอบแนวความคิดนี้เหมือนกัน จนพบว่าถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ ตัวที่ทำหน้าที่รีเฟกเตอต้องมีพื้นที่กว้างxยาวอย่างน้อย1แลมด้า หรือ2ตารางเมตร ซึ่งคงได้แต่ทำเพื่อทดสอบเท่านั้น เอามาใช้งานจริงคงไม่ได้เพราะมีขนาดที่ใหญ่เกินไป

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: กันยายน 16, 2012, 11:31:36 AM »
   โรเจอร์
ศัพท์คำนิ้เป็นอีกคำนึงที่ถูกนำมาใช้ในกิจการวิทยุสมัครเล่นมีความหมายอยู่หลายประการ และยังมีผู้ใช้งานในความหมายที่ผิดเพี้ยนไปเป็นจำนวนไม่น้อย
เอาความหมายในทางที่ถูกต้องกันก่อน
ในทางทหาร หมายความว่ารับทราบและพร้อมปฏิบัติตาม  จะใช้ตอบรับเท่านั้น ไม่ใช้ในทางปฏิเสธ
สำหรับวิทยุสมัครเล่นมีความหมายคล้ายๆกันคือ รับได้และเข้าใจความหมาย ส่วนจะปฏิบัติหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาหรือประโยคคำสั่ง  จะใช้ตอบรับเท่านั้น ไม่ใช้ในทางปฏิเสธเช่นกัน
โรเจอ ยังเคยเป็นคำสแลงที่มีความหมายในทางที่ไม่ดีนัก คือหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ ปัจจุบันเข้าใจว่าคงไม่ใช้กันแล้ว
และ โรเจอยังเคยเป็นชื่อของโจรสลัดที่มีชื่อเสียงในยุคนึง เอกลักษณ์ของเขาคือจะใช้เรือที่ติดธงสีดำมีรูปหัวกระโหลกตรงกลาง จนธงชนิดนี้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของโจรสลัด
คราวนี้มาดูความหมายผิดๆกันบ้างนักวิทยุสมัครเล่นในบ้านเรานิยมใช้คำว่าโรเจอแทนคำว่า “ รู้จัก “ ซึ่งไม่เห็นว่ามันจะคล้ายกับความหมายที่ถูกต้องตรงใหน ทำไมเราไม่พูดไปเลยว่า รู้จักหรือไม่รู้จัก เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ไม่ได้เสียเวลามากกว่ากันเพราะว่าสองพยางค์เหมือนกัน และไม่ต้องแปลความหมายอีกด้วย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ยินลูกๆหลานๆที่อายุน้อยๆขึ้นต้นด้วยเด็กชายใช้คำศัพท์ที่ผิดความหมายอยู่หลายคำ เข้าใขว่าคงดูดซึมมาจากตัวอย่างผิดๆที่ลุงป้าน้าอา นิยมใช้กัน ช่วยกันเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักวิทยุรุ่นหลังๆกันนะครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: กันยายน 21, 2012, 01:27:53 PM »
   INOUE
ขึ้นหัวข้อนี้เพื่อนๆคงสงสัยว่า inoueคืออะไร inoue มาจากคำเต็มว่า Tokuzo Inoue (JA3FA)ใช่ครับ เป็นชื่อชาวญี่ปุ่นท่านนึง เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทวิทยุสื่อสารยี่ห้อ ICOM ที่เรารู้จักกันดี
Mr.Tokuzo ตั้งบริษัทในปี1954 ในชื่อบริษัท Inoue Seisakusyo ทำธุรกิจด้านเครื่องมือแพทย์(ข้อมูลที่หาได้บอกว่าเป็นเครื่องวัดชีพจร)  และเริ่มสายงานด้านวิทยุสมัครเล่นด้วยการตั้งบริษัทInoue Communication Equipment Corp  (ข้อบูลบางแห่งบอกว่าเป็นบริษัท INOUE EIectric Manufacturing Co., Ltd).ขึ้นในปี1964 ผลิตผลงานชิ้นแรกคือรุ่น FDAM-1 ด้วยคนงานเริ่มต้นที่10คนเท่านั้น ในหน้าโฆษณาของนิตรสารวิทยุสมัครเล่นประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น พบว่ามีการเรียกชื่อ INOUE สำหรับวิทยุสื่อสารยี่ห้อนี้ เป็นช่วงที่ICOMถูกนำเข้าไปจำหน่ายอย่างไม่เป็นทางการ ICOMได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเพราะมีความสามารถที่ล้ำหน้ากว่าวิทยุที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ใช้ระบบสังเคราห์ความถี่ในขณะที่วิทยุยี่ห้ออื่นยังใช้X-TALกำหนดช่อง Mr.Tokuzoเปลื่ยนชื่อบริษัทอีกครั้งในชื่อ ICOM Incorporated ในปี1978 และทำตลาดทั่วโลก 


Thanks: ฝากรูป
ผู้ก่อตั้ง ICOM  เมื่ออายุ42ปี

Thanks: ฝากรูป
สายการผลิตในยุคเริ่มแรก ทำเฉพาะVHF

Thanks: ฝากรูป
โฆษณาในสมัยนั้น

Thanks: ฝากรูป
IC-7100 วิทยุรุ่นล่าสุดจาก ICOM มาพร้อมกับจอทัชสกรีน .... ว้าว สุโค่ย...

E23PDN

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 37
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: กันยายน 21, 2012, 09:51:26 PM »
ท่าน HS1XFR รบกวนช่วยดูกล่องข้อความส่วนตัวของท่านด้วยนะครับ
AR

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กันยายน 25, 2012, 03:14:01 PM »
   ยากิ ห่างเท่าไรดี??
วันนี้ขอเล่าเรื่องยากยากนิดนึงนะครับ  ถ้าเราต้องการปรับปรุงสถานีไปใช้สายอากาศทิศทางกับเขาบ้าง ในที่นี้ขอเป็นชนิดยากินะครับ จะทำเองจะซื้อก็แล้วแต่ ถ้าเล่นbayเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร ติดตั้งไปตามสะดวก แต่ถ้าต้องการstackตั้งแต่2bayขึ้นไป มีตัวแปรอย่างนึงที่เพิ่มเข้ามาคือการวางระยะห่างว่าควรจะห่างเท่าไรถึงจะดีที่สุด เพราะยากิแต่ละแบบไม่เหมือนกัน จำนวนอีลีเมนต์ ความยาวบูม ไม่ได้มีระยะที่ตายตัว การเปลี่ยนระยะเพียงเล็กน้อยทำให้gainหรือ patternเปลื่ยนไป   
วิธีการหาระยะห่างมีหลายแบบคือ
   1.ตามคำแนะนำของผู้ผลิต แบบนี้ไม่ยากทำตามเขาไปเลยดีที่สุด
   2.ใช้ระยะห่าง80%ของความยาวบูม มีคนรุ่นเก่าๆเขาเล่าให้ฟังครับ
   3.ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณ แบบนี้ง่าย เร็ว ได้ผลดี แต่ต้องใช้โปรแกรมให้เป็นก่อน
   4.ใช้สูตรคำนวน แบบนี้ต้องรู้ค่า beamwidth  และความยาวคลื่นของความถี่ที่ใช้งาน
สูตรแรกใช้ 57หารด้วยbeamwidthcแล้วเอามาคูณด้วยความยาวคลื่น เป็นความคิดของ W1JR เล่าไว้ในนิตตยสาร ham radio ตั้งแต่ปี1985
สูตรที่สองใช้  52หารด้วยbeamwidthแล้วเอามาคูณด้วยความยาวคลื่น มาจากความคิดเห็นของ VK2ZAB เขาบอกว่ารูปคลื่นจะสวยกว่าของ W1JR
สูตรที่สาม มาจากตำรา ARRL Antenna Handbook ใช้ beamwidth และความยาวคลื่นเหมือนกัน กราฟแรกสำหรับ2bay กราฟที่สองสำหรับ4bay





สูตรที่สี่ ยากหน่อย  ใช้ครึ่งนึงของbeamwidth
สูตรที่ห้า เป็นของ cushcraft  วิธีคิดคล้ายกันครับ

สูตรเกือบทั้งหมดที่บอกไว้ เราต้องรู้ค่าbeamwidth เสียก่อน สายอากาศจากต่างประเทศมีระบุไว้ แต่ถ้าเป็นสายอากาศที่ทำขึ้นเอง คงต้องทดลองหาค่าที่เหมาะสม แต่ถ้าใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย นี่ไม่ยากครับ แล้วจะอธิบายวิธีใช้โปรแกรมแบบพื้นฐานให้
Beamwidth คือความกว้างของลำคลื่นหลัก ว่ามีมุมกี่องศา โดยวัดจากจุดที่gainลดลงจากจุดที่มีgainสูงสุด-3dB ดูรูปครับ






HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กันยายน 27, 2012, 11:00:28 AM »
   Down tilt
เคยมั้ยครับที่อุตส่าห์ลงทุนติดตั้งสายอากาศอย่างดีทาวเวอที่ใช้ก็ไม่เตี้ย ผลการติดต่อทางไกลพอใหว แต่ใกล้ๆกลับไม่ดี เหมือนกับว่าคลื่นมันกระโดดข้ามไป ใช่ครับคลื่นสามารถข้ามไปได้เพราะโดยธรรมชาติของสายอากาศเมื่อนำมาติดตั้งเหนือพื้นดิน คลื่นไม่ได้วิ่งไปตามผิวดิน แต่จะมีมุมยกตัวขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเรานิยมติดตั้งสายอากาศให้สูงเพื่อให้พ้นสิ่งกีดขวางและให้พ้นส่วนโค้งของโลก


ที่นี้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร  ที่นิยมกันมีสองวิธีครับ
วิธีแรกง่ายมากครับ แค่จับสายอากาศเอียงซะเลย จะเอามุมกดเท่าไรก็คำนวณเอานิดหน่อยไม่ยาก  ลองสังเกตุสายอากาศสถานีโทรศัพท์ใกล้บ้านท่าน จะพบว่าบางต้นเขาจะติดแบบเอียงเล็กน้อย นั่นแหละเทคนิคการทำ down tilt แบบง่ายๆ การทำแบบนี้จะทำให้ลูกข่ายผู้ใช้บริการ  บริเวณใกล้เสาใช้งานได้เป็นปกติไม่เป็นจุดอับสัญญาณ


อีกวิธีนึงต้องมีการออกแบบสายอากาศกันใหม่เลย ซึ่งยากพอสมควรบริษัทผลิตสายอากาศใหญ่ๆ สามารถผลิตตามความต้องการของลูกค้าได้ จากข้อมูลที่ค้นได้และมาประยุกต์ใช้กับวิทยุสมัครเล่นได้ สำหรับสายอากาศแบบรอบตัวที่เรานิยมใช้กันเขาบอกว่าให้ลดความยาวท่อนปลายลง3% จะทำให้มีมุมกดลดลงเล็กน้อย อีกแบบนึงที่พบข้อมูลเป็นวิธีการสำหรับสายอากาศไดโพลหรือโฟลเดดไดโพล ด้วยการทำสายเฟสชิ่งลายให้มีความยาวไม่เท่ากัน คลื่นที่ออกจากสายอากาศแต่ละbayจะมีการหน่วงเวลาเล็กน้อย แต่มากพอที่จะทำให้รูปแบบของคลื่นเปลื่ยนไป


ในภาพตัวอย่างเป็นสายอากาศแบบไดโพล ทำเฟสชิ่งลายตามหลักการทั่วไปแต่เพิ่มสายนำสัญญาร50โอมเข้าไป ความยาวตามแบบในภาพ สามารถทำให้มีมุมกด10-15องศาได้  แต่ gain จะลดลงไปนิดหน่อย ที่นิยมทำกัน ยกตัวอย่างโฟลเดดไดโพล8bay ชุดบนจะทำสายเฟสแบบปกติสำหรับติดต่อไกลๆ ส่วนชุดล่างจะใช้เทคนิคdown tilt เพื่อติดต่อใกล้ๆ


ภาพด้านบนเป็นการเปรียบเทียบรูปแบบคลื่นของสายอากาศปกติและแบบที่มีมุมยิงกดลง อย่างไรก็ตามการทำdown tilt จะมีผลดีกับสายอากาศที่ติดตั้งสูงมากๆ ถ้าเป็นสายอากาศความสูงปกติเทคนิคนี้ไม่มีความจำเป็นครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: กันยายน 30, 2012, 02:28:11 PM »
  K Factor
ท่านที่เคยมีประสบการณ์ในการทำสายอากาศคงเข้าใจถึงวิธีคิดคำนวณระยะต่างๆของสายอากาศ ที่มีความสัมพันธ์กับความยาวคลื่นของความถี่ที่ใช้งาน สมมุติว่าเราจะทำสายอากาศโฟลเดดไดโพลสำหรับความถี่145.00MHz เราต้องหาความยาวของห่วงก่อน คิดแบบรวบรัดผลที่ได้คือ 103.37 cm.
แต่ระยะนี้ใช้งานจริงไม่ได้เพราะเป็นระยะ1/2ความยาวคลื่นที่คลื่นวิทยุวิ่งในอากาศ ถ้าเราเอาคลื่นวิทยุมาวิ่งบนท่อโลหะคลื่นวิทยุจะเดินทางช้าลง คล้ายกับในสายนำสัญญาณ จะมีค่าที่เรียกว่า velocity factor หรือตัวคูณความเร็ว ทำให้ความยาวจริงสั้นลง
 สำหรับท่อโลหะ มีตัวแปรอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากสายอากาศเรานิยมใช้ท่อโลหะ และมีขนาดหลากหลายให้ใช้งาน ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความแข็งแรง ถ้าเราใช้ท่อขนาดใหญ่คลื่นวิทยุจะใช้เวลาวิ่งไปที่ผิวของท่อนานขึ้นเพราะว่ามีพื้นที่ผิวมากขึ้น  ตรงนี้เองที่มีผลให้ใช้ท่อสั้นกว่าปกติ ตัวแปรนี้เราเรียกว่า K Factor มีความสัมพันธ์กับขนาดท่อและความถี่ใช้งาน
(K Factorเป็นชื่อสมมุติ ชื่อนี้สามารถนำไปใช้เรียกค่าอื่นๆได้ เช่นแรงต้านของสายอากาศที่มีผลต่อแรงบิดของrotator หรือการหาระยะทางที่คลื่นเดินทางเป็นเส้นตรงก่อนโดนส่วนโค้งของโลกบดบัง ก็ใช้ค่าสมมุติว่าK Factor)
ย้อนกลับมาที่โฟลเดดไดโพลตามโจทย์ที่ตั้งไว้ ความถี่เรารู้แล้ว ตอนนี้เราก็กำหนดขนาดท่อ สมมุติว่าจะใช้นาด 1/2นิ้ว เราจะใช้ค่าเท่าไรดี มีข้อมูลที่เผยแพร่กันทั่วไปดังนี้
ถ้าเป็นสูตรคำนวณ จะใช้สูตร     และยังมีสูตรที่เกี่ยวข้องอีกหลายสูตร ซึ่งจะเห็นว่ายากเกินไป สร้างตวามปวดหัว เรามีวิธีที่ง่ายกว่าคือ ใช้ค่าสำเร็จรูป ดังนี้
ท่อ3/8 นิ้ว   = 0.933
ท่อ1/2นิ้ว  =0.911
ท่อ5/8นิ้ว  =0.903
ท่อ3/4นิ้ว  =0.896
ท่อ1นิ้ว  =0.882
ข้อมูลนี้ผมไม่ทราบแหล่งที่มาว่าอ้างอิงจากที่ใด  แต่ถ้าลองคำนวณดู 103.37*0.911 จะได้ความยาวห่วงประมาณ 94cm.เป็นระยะความยาวห่วงของสายอากาศที่ใช้งานและมีขายกันทั่วไป
แต่มีข้อมูลจากARRL Antenna Book แสดงกราฟ K Factor ซึ่งจะดูยากหน่อย จึงมีบางท่านได้ทำตารางสรุปที่ดูง่ายขึ้นดังนี้


วิธีใช้ตารางเราต้องหาความยาวคลื่นก่อน คือ29980/145=206.75
นำความยาวคลื่นไปหารด้วยขนาดท่อที่จะใช้งาน หน่วยเป็นเซ็นติเมตร  คือ 206.75/1.27 =162.79
แล้วเอาไปเทียบกับตาราง ค่าที่ใกล้เคียงคือ 0.961  เป็นค่า K Factor สำหรับท่อขนาด1/2นิ้วที่ความถี่145MHz ที่เราจะใช้งาน
เราจะได้ความยาวของห่วงโฟลเดดไดโพลที่ความยาว 99.34cm. วิธีนี้ใช้กับท่อได้หลากหลายขนาดและทุกความถี่ จะใช้กับลวดเส้นเล็กๆก็ได้
ยังมีอีกข้อมูลนึงมาจากตำราชื่อThe radio communication handbook เป็นของ RSGB สมาคมวิทยุสมัครเล่นของประเทศอังกฤษ ข้อมูลจะอ้างอิงกับของอเมริกามีตัวเลขที่แตกต่างกันเล็กน้อย วิธีเอามาใช้งานคล้ายกันแสดงผลเป็นกราฟ แต่ทำมาเพื่อสายอากาศแบบฮาฟเวพเท่านั้น


นอกจากดูจากกราฟ ยังมีวิธีที่ง่ายกว่านี้อีกคือใช้คอมฯช่วยคิด เป็น Excel คุณPeter wardหรือAX2VCI ทำไว้ อ้างอิงจากวิธีคิดของARRL อยากได้ความถี่อะไร ท่อโตเท่าไร คำนวณออกมาได้ กำลังหาทีให้ดาวโหลดอยู่ครับ


เลือกเอาครับว่าจะใช้แบบใด ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าวิธีใดแม่นยำกว่ากัน ลงให้ดูเพื่อเป็นทางเลือกครับ


ดาวโหดไฟล์ที่ http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=1E837EA6F388PYPIMCAUAXCHDKR2P4
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 13, 2012, 01:48:25 PM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: กันยายน 30, 2012, 02:30:47 PM »
   Intermodulation
เมื่อสมัยก่อนตอนผมเริ่มเป็นนักวิทยุสมัครเล่น มักจะได้ยินเพื่อนๆบ่นว่าโดนอินเตอมอดรบกวน บางท่านเรียกสั้นๆว่ามอดลง โดยเฉพาะเจ้าวิทยุติดตามตัว paclink phonlinkตัวแสบ ตกเป็นจำเลยอยู่เสมอ
ปัจจุบันคำนี้มีผู้ใช้งานกันน้อยมาก หันไปใช้คำว่า เฟสรบกวน เฟสลง ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้คำศัพท์แบบผิดๆที่ได้รับความนิยมจนกลายเป็นคำสามัญในการเรียกสัญญาณรบกวน
สัญญาณรบกวนมีหลายรูปแบบ วันนี้ขออธิบายถึงการรบกวนในแบบที่เรียกว่า intermodulation (อินเตอมอดดูเลชั่น หรือ อินเตอมอด)
Intermod เกิดจากการผสมกันของคลื่นจำนวนสองคลื่น(หรือสามคลื่น) แล้วไปรบกวนคลื่นที่สาม  เรามักจะได้ยินเสียงจากสถานีที่แรงๆสองสถานีพร้อมๆกันในความถี่ที่เราใช้งานกันอยู่ คลื่นที่ไปรบกวนอาจเกิดจากคลื่นนั้นๆโดยตรง
หรือเกิดจากฮาโมนิคที่สอง ที่สาม ไปรบกวนก็ได้
ยกตัวอย่างถ้ามีผู้ใช้งานในความถี่144.800MHz และ 144.900 MHzพร้อมๆกัน คลื่นรบกวนจะไปลงที่ความถี่ใดบ้าง ให้ดูจากภาพครับ




จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายความถี่ที่อาจโดนเขารบกวน หรือเราไปรบกวนเขา ดังนั้นขอให้ใช้กำลังส่งแต่พอสมควร และตรวจสอบอุปกรณ์สื่อสารให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะช่วยลดการรบกวนได้ไม่มากก็น้อย

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: กันยายน 30, 2012, 02:55:21 PM »
สายอากาศกับTower
สายอากาศfolded dipoleนิยมใช้กันในหลายหน่วยงาน เนื่องจากคุณสมบัติที่ดีหลายๆประการเช่น โครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน bandwidthกว้าง และปรับแต่งรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นได้
วันนี้ขอเอธิบายถึงคุณสมบัติในข้อหลัง และขอใช้ภาพจากเอกสารของบริษัทที่ผลิตสายอากาศมาประกอปความเข้าใจ ว่าเมื่อนำสายอากาศมาวางข้างTowerแล้ว รูปร่างการแพร่กระจายคลื่นจะเปลี่ยนไปอย่างไร  และหากต้องการปรับแต่ง จะใช้วิธีใดจึงเหมาะกับความต้องการ
ในที่นี้เราจะใช้folded dipole4stackเป็นโจทย์



รูปร่างคลื่นในfree space เปรียบเทียบการจัดวางแบบoffsetและ omni ไม่มีวัตถุใดมาเกี่ยวข้อง



แบบแรก หันห่วงออกจาก Tower เป็นแบบที่ติดตั้งกันทั่วไป จะดีทางด้านหน้าและข้าง ส่วนด้านหลังgainลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากโดนTowerบัง



แบบที่สอง หันห่วงเข้าหา Tower แบบนี้นานๆจะเห็นสักทีแต่ยังพอมีผู้ใช้งานอยู่บ้าง  gain ด้านหน้าลดลง ด้านข้างเพิ่มขึ้นนิดหน่อย และด้านหลังดีกว่าแบบแรก



แบบที่สาม ต้องมีการปรับห่วงให้หันไปทิศละห่วงก่อน เพื่อให้คลื่นเป็นแบบรอบตัว(omni) แบบนี้ gainจะน้อยกว่าทั้งสองแบบ ทำให้ไม่เป็นที่นิยม  คลื่นด้านหน้าและด้านข้างจะใกล้เคียงกัน  ส่วนด้านหลังน้อยกว่าด้านอื่น

ยังมี Folded dipoleอีกแบบนึงที่เรานิยมว่าแบบปีกผีเสื้อ ขอนำเสนอรูปให้ดูเพื่อเป็นทางเลือก สำหรับผู้ชอบความแตกต่าง

รูปร่างสายอากาศแบบปีกผีเสื้อ



แบบแรก เราจะหันห่วงไปทั้งสี่ทิศทาง  คลื่นจะด้อยทางด้านหลัง



แบบที่สอง หันสันห่วงไปแนวเหนือใต้ คลื่นจะออกไปทางด้านข้างนะครับ ไม่ได้ไปทางสันห่วง



แบบที่สาม หันสันห่วงไปทางตะวันตกและตะวันออก คลื่นส่วนใหญ่จะพุ่งไปทางทิศเหนือ ด้านตรงข้ามไปน้อยเพราะโดนTowerบัง และคลื่นบางส่วนจะไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงใต้  แปลกดี

สำหรับสายอากาศแบบรอบตัวซึ่งปกติจะแพร่กระจายคลื่นออกมาเท่าๆกันในทุกทิศ หากนำมาติดข้างTowerรูปคลื่นจะเปลื่ยนไปอย่างไรเรามาดูกันครับ



ภาพแรก มาดูลักษณะการติดตั้งข้างTowerกันก่อน คงดูภาพออกนะครับ ตัวอย่างจะใช้แบบที่1ถึง3นะครับ โดยคำนวณจากTowerหน้ากว้าง18นิ้ว และวางสายอากาศห่าง3ฟุต






เราจะเห็นว่ารูปแบบของคลื่นบิดเบี้ยวไปค่อนข้างมาก ไม่เป็นรอบตัวเหมือนชื่อ
คราวนี้เราลองขยับระยะห่างเป็น2, 6 และ9ฟุตตามลำดับลองดูรูปคลื่นที่เปลี่ยนไปนะครับ







เราจะเห็นความแตกต่างได้พอสมควร ผมไม่ได้ลองTowerขนาดอื่นให้ดูนะครับ เพราะภาพจะมากเกินไป
ในตอนนี้ไม่ได้เน้นตัวเลขของgain เพราะมีTowerเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ได้ตัวเลขไม่แน่นอน เอาเฉพาะรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นก็พอนะครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 10:54:56 AM »
   เสียงรบกวนในรถยนตร์
ปัญหาเสียงรบกวนในสถานีรถยนตร์ มีหลายคนที่เจอปัญหา และมีวิธีแก้ไขต่างกันไป เสียงจะมีลักษณะหวีดหอนตามรอบเครื่องยนตร์ ปัญหามักเกิดจากไดชาจน์ หรือระบบกราวด์ที่ไม่ดีพอ เคยได้ยินการแนะนำวิธีแก้ปัญหาหลายๆแบบแต่ที่พอจำได้ ถ้าเกิดจากไดชาจน์แนะนำให้ทำ choke เพื่อลดการรบกวน วิธีการทำให้หาแกนเทอรอยน์ลักษณะเป็นวงแหวนขนาดพอที่จะร้อยสายไฟทั้งสองเส้นได้ ให้เอาสายไฟมาพันสักห้ารอบก็คงพอ สมมุติว่าสีดำพันตามเข็มนาฬิกา สายสีแดงให้พันสวนในทิศตรงข้าม เพื่อให้สัญญาณหักล้างกันถ้ายังไม่หาย ลองเพิ่มจำนวนรอบให้มากขึ้น
อีกแบบไม่ต้องพัน มันจะมีแกนเทอรอยน์แบบอันเล็กๆมีรูพอๆกับสายไฟ นำสายไฟมาร้อยผ่านรู จำนวนไม่กำหนดต้องลองเพิ่มไปทดลองไปบางทีก็ร้อยยาวเป็นคืบ เทอรอยน์ทั้งสองแบบที่บ้านหม้อมีขายหลายขนาดในราคาไม่แพง  เลือกเอาตามใจชอบ เทคนิคอื่นยังนึกไม่ออกจ้า

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2012, 10:56:06 AM »
   ทำไมต้อง 600kHz
วิทยุสมัครเล่นเป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานที่มีโอกาสได้ใช้ระบบทวนสัญญาณหรือ repeater นับว่ามีประโยชน์และได้รับความนิยมอย่างมาก แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยใช้ repeater แบบผิดวัตถุประสงค์ยึดเป็นช่องบ้านคุยกันทั้งวันทั้งคืน ขนาดถึงเวลาปิดเครื่องก็ยังคุยช่องตรงบนความถี่สำหรับ repeater แหม..มันน่าตีนัก

การที่จะใช้ระบบ repeater ได้ เราต้องปรับตั้งค่าที่เครื่องเราก่อนให้รับความถี่นึง และเวลากดคีย์ส่ง เครื่องจะส่งอีกความถี่นึง
ช่วงห่างระหว่างความถี่รับและความถี่ส่งต้องมีระยะห่างพอสมควร ความถี่2 meter bandกำหนดความห่าง 600kHz ความถี่UHF กำหนดความห่าง 5MHz การกำหนดช่วงห่างให้มากกว่านี้ถือเป็นการดีเพราะจะลดการรบกวนระหว่างภาครับและภาคส่ง แต่อาจลำบากในการจัดสรรความถี่ให้ใช้ ค่าดังกลาวจึงใช้เป็นมาตราฐาน เพราะห่างพอที่จะไม่เกิดการรบกวน

สำหรับวิทยุสมัครเล่น ที่พวกเรามีสิทธิใช้กัน มีเรื่องราวความเป็นมาของการกำหนดระยะห่างไว้ดังนี้ เขาเล่าไว้ว่า เมื่อตอนที่วิทยุในระบบFMถูกพัฒนาขึ้นใช้งานประมาณปี1950  บริษัทที่ทำอุปกรณ์ออกมาขายเช่น Bendix (ยี่ห้อเดียวกันกับผ้าเบรครถยนตร์) Aerotron  , Federal signal และอีกไม่กี่บริษัท ผลิตออกมาจำหน่าย ตอนนั้นวิทยุแบบใช้งานสำหรับราชการและการพานิชย์  มี Motorola และ GE เป็นเจ้าของตลาดอยู่ก่อนแล้วซึ่งนักวิทยุสมัครเล่นก็เอาเครื่องสองยี่ห้อนี้ มาดัดแปลงใช้งานด้วย สมัยนั้นวิทยุยังเป็นระบบที่ใช้งานเป็นช่องโดยใช้แร่คริสตัลเป็นตัวควบคุมความถี่ แต่แร่มีราคาสูงมากเขาก็เลยตกลงกันว่า เครื่องที่ทำออกขาย จะใส่แร่ความถี่ 146.94 MHz เป็นมาตรฐาน จะใด้ใช้ติดต่อกันได้ทุกเครื่องทุกยี่ห้อ ถ้าใครอยากใช้ความถี่เพิ่มให้ไปซื้อแร่มาใส่เพิ่มเติม จนเมื่อระบบrepeaterได้ถูกคิดขึ้นประมาณช่วงปี1970 ได้มีการทดลองหาระยะห่างที่เหมาะสมจนพบว่า 600 kHz ห่างพอที่จะใช้งานได้ดี สถานีถูกตั้งเพิ่มขึ้นตามความนิยมในการใช้งาน แต่มีสถานีrepeater ไม่ทำตามหลักการนี้ กำหนดระยะห่างของความถี่ต่างออกไป บางแห่งห่างเพียง 300 kHz บางครั้งก็ห่างถึง 900 kHz จนมีปัญหาเกิดการรบกวนระหว่างrepeaterด้วยกัน ผู้ใช้งานก็ลำบากไม่น้อย ที่ต้องซื้อแร่ราคาแพงหลายๆความถี่เพื่อมาใช้งาน การออกกฏบังคับให้ใช้ระยะห่าง 600 kHz  เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงถูกกำหนดขึ้น แต่กว่าทุกสถานีจะยอมรับก็ประมาณปี1973

แล้วทำไมต้องมีบวกมีลบ  ก็เพราะว่าความถี่ 2meter มีการเปลี่ยนกฏ ประมาณปี1980ให้นักวิทยุขั้น Technician ได้รับสิทธิใช้ความถี่ย่านนี้เพิ่มเติม แต่ให้ใช้ได้ไม่เกิน147.00MHz  ขั้นที่สูงกว่าถึงจะมีสิทธิใช้ได้เต็มย่าน ความถี่จึงเกิดความหนาแน่น ความถี่ที่เอามาทำ repeater ได้ จะอยู่ในช่วง 146.0-147.0MHz เลยคิดหาทางใช้ความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ทดลองแบ่งความถี่ออกเป็นช่อง เว้นระยะห่าง30kHz ทดลองปรับเปลี่ยนจากส่งที่ความถี่สูงรับที่ความถี่ต่ำ มาทำในแบบตรงข้าม พบว่าถ้ามีการแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสม จะไม่เกิดการรบกวน ในบ้านเราสถานี repeater จะส่งที่ความถี่สูงรับที่ความถี่ต่ำ และกำหนดให้สถานีควบคุมข่ายเท่านั้นที่มีสิทธิตั้งได้ ต่างจากในอเมริกา ที่นักวิทยุทั่วไปสามารถตั้งได้

หมายเหตุ   ความถี่ 2meter band ของอเมริกาคือ 144-148 MHz และจะไม่มีการกำหนดเป็นช่องแบบบ้านเรา นักวิทยุสมัครเล่นแบ่งเป็น5ขั้น ปัจจุบันปรับลดลงมาเหลือ3ขั้น  ใช้ความถี่ได้แตกต่างกันไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2012, 09:01:44 PM โดย HS1XFR »

E22VKV

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 12
  • 0870130752 bigauy
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2012, 09:40:00 AM »
ขอบคุณครับ  :) :)  ท่าน HS1XFR  :D

 อ่านแล้วได้ความรู้ ในสิ่งที่ไม่รู้ เพิ่มขึ้นมากเลยครับ

เป็นประโยชน์ กับนักวิทยุสมัครเล่นอย่างผมมากๆ ครับท่าน
นายจรูญ อัศวาภิรมย์
อีเมล์. bigauyแอดฮอตเมล์ ดอต คอม
โทร. 0870130752

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2012, 01:50:21 PM »
ขอบคุณเช่นกันที่เขียนแล้วมีคนอ่าน ;D

  Desensitizing ฝ่าดงเฟส
“ผมโดนเฟสข้ามช่องรบกวนครับ”  “ ตอนนี้ขับรถผ่านสี่แยก รับสัญญาณไม่ได้ครับ เฟสแรงเหลือเกิน” ประโยคพวกนี้ คงเคยได้ยิน หรือเคยใช้กัน
เฟส คำสมมุติอันหมายถึงสัญญาณรบกวน ที่มีใช้เพียงประเทศเดียวในโลก ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนคิดคำนี้ขึ้น เอาน่า มันสายเกินแก้แล้ว มันเข้าไปในโครโมโซมของนักวิทยุสมัครเล่นไทยไปแล้ว
ในคราวก่อนเราพูดถึงสัญญาณรบกวนแบบ intermoduration  ที่เกิดจากการผสมกันของคลื่นต่างความถี่กัน วันนี้มีการรบกวนอีกแบบนึงที่เราเจอกันเป็นประจำ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงชื่อการรบกวนประเภทนี้

Desensitizing เรียกสั้นๆว่าDesen(ดีเซ้น) คือการรบกวนอันเกิดจากการที่มีสัญญาณที่มีความแรงหรือความเข้มสูง เข้ามารบกวนภาครับของเครื่องวิทยุ ทำให้ภาครับมีความไวลดลง จนทำให้รับได้แต่สัญญาณไม่พึงประสงค์
ตัวอย่างเช่น สถานีนาย Aและ สถานีนายBอยู่ใกล้กันและสถานีนายAเป็นสถานีที่ใช้กำลังส่งสูง เมื่อใดก็ตามที่สถานีนายAออกอากาศ  เครื่องรับวิทยุของนายBจะได้ยินเสียงนายAดังลอดเข้ามา ถึงจะหมุนเปลื่ยนความถี่ก็ยังมีเสียงนายAเสียงอาจจะเบาลงเมื่อเปลี่ยนความถี่ให้ห่างออกไป

ในบางสถานที่เช่นตามสี่แยกหรือถนนที่มีการจราจรคับคั่ง สัญญาณรบกวนที่เกิดจากเครื่องยนตร์  สายไฟฟ้าแรงสูง สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุของราชการ หรือสถานีฐานของโทรศัพท์มือถือ มีได้ตลอดเวลาและอาจจะมีความเข้มข้นสูงกว่าสถานีที่เรากำลังติดต่ออยู่ พอติดต่อไม่ได้ก็ไปโยนบาปให้เฟส
วิทยุบางเครื่องหรือบางประเภทเช่นเครื่องมือถือหรือแม้แต่วิทยุFMสำหรับฟังเพลง จะออกแบบให้มีความใวของภาครับสูงการขจัดสัญญาณรบกวนจึงสวนทางกัน ถ้าเอามาต่อสายอากาศภายนอกเครื่องจะรับสัญญาณแปลกปลอมได้ง่าย อาการนี้มีชื่อทางเทคนิคอีกอย่างนึงว่า Fundamental Overmodulation
การแก้ไขการรบกวนแบบ desen ต้องมีวงจรกรองสัญญาณที่มีคุณภาพดี ทั้งที่อยู่ในตัวเครื่องหรือต่อภายนอก ถ้าแก้ไม่หายให้ย้ายบ้านหนีครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2012, 10:54:13 AM »
   สะกดรอย Lazy-H
นักวิทยุสมัครเล่นบ้านเราจะรู้จักสายอากาศอยู่ไม่กี่แบบ อาจเป็นเพราะไม่มีใครเผยแพร่ให้รู้จัก หรือไม่มีคนทำขาย หรือลองทำลองใช้แล้วได้ผลไม่น่าพอใจเลยวนเวียนใช้ของที่มั่นใจมากกว่า
มีสายอากาศอยู่แบบนึงเริ่มมีคนใช้กันและบอกต่อถึงคุณภาพกันแบบปากต่อปาก สายอากาศชนิดนี้เรียกว่า Lazy-H วันนี้เรามาทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ก่อนอื่นเราไปดูแบบที่คนไทยเรานิยมทำกันก่อนที่  http://www.100watts.com/smf/index.php?topic=51815.0

สายอากาศชนิดนี้ถูกคิดขึ้นมานานแล้วเพื่อใช้กับความถี่HF ในบ้านเราก็เผยแพร่กันมาหลายปีแต่ไม่ค่อยมีคนใช้กันบางครั้งเรียกมินิบีม  มีนักวิทยุสมัครเล่นทางภาคอีสาน ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านใด ได้ปรับปรุงรูปแบบให้ทำง่ายขึ้น และนำมาstackเพื่อเพิ่มGain จนได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ  ใกล้ๆบ้านผมก็มีคนทำขาย ฝีมือและคุณภาพถือว่าใช้ได้เลย  แต่ว่ามันมีเหตุที่ต้องเขียน คือชื่อเรียก ซึ่งในความเห็นของผม ไม่ควรเรียกว่าLazy-H  แล้วที่ถูกต้องควรเรียกว่าสายอากาศอะไรเรามาศึกษากัน
สายอากาศที่มีรูปร่างและหลักการคล้ายๆกันเท่าที่รวบรวมได้ มีอยู่4แบบคือ
1 Lazy-H
2 W8JK beam
3 ZL-Special
4 HB9CV
สายอากาศทั้ง4แบบจะมีอีลีเมนต์ที่เป็นตัวแพร่กระจายอื่นอยู่มากกว่าหนึ่งตัว ในขณะที่สายอากาศแบบทั่วไปเช่นไดโพลหรือยากิมีตัวเดียว วิธีการป้อนสัญญาณให้กับสายอากาศมีทั้งแบบป้อนเข้าที่ขั้วเดียวกัน(in phase) และแบบขั้วต่างกัน(phase shit )

สายอากาศแบบแรก Lazy-H ไม่มีข้อมูลว่าใครเป็นคนคิด เป็นสายอากาศฟูลเวฟไดโพลสองตัว นำมาวางขนานบนล่าง ห่างกันฮาฟเวฟ ป้อนสัญญาณแบบin phaseให้ทั้งสี่ตัวเท่าๆกัน บางครั้งจะพบแบบที่ป้อนแบบ phase shift  การทำงานของสายอากาศลักษณะนี้มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า combination driven array เพราะว่ามีทั้งcollinearและbroadsideในตัวเดียวกัน แบบที่ฝรั่งเขาทำใช้กันจะมีความยิ่งใหญ่อลังการมาก จนความนิยมลดลง
 


แบบที่สอง W8JK beam (บางครั้งจะเรียกว่า8JK beam) ผู้คิดคือJohn D. Kraus ท่านนี้เก่งมาก เขียนตำราสายอากาศชื่อ Antennas ที่มักจะถูกใช้อ้างอิงอยู่เสมอ  พื้นฐานคือสายอากาศแบบฮาฟเวฟไดโพล สองตัว นำมาวางห่างกัน1/8แลมด้า ป้อนสัญญาณให้เฟสต่างกัน180องศา (phase shift180) จุดป้อนสัญญาณจะอยู่ตรงกลางระหว่างอีลีเมนต์ทั้งสองอัน คลื่นจะออกทั้งสองทิศทาง หรือ bidirection
 


แบบที่สาม สายอากาศZL-Special ผู้ที่คิดสายอากาศชนิดนี้คือ George Prichard ZL3MH ชาวนิวซีแลนโดยได้รับคำแนะนำจากW5LHIและW0GZR ในปี1949 อีลีเมนต์จะใช้แบบโฟลเดดไดโพล กลับเฟส180องศา ส่วนท่าน F.C. Judd  G2BCX เป็นคนตั้งชื่อว่า ZL-Special และดัดแปลงให้ทำง่ายขึ้น F.C. Judd เป็นผู้คิดสายอากาศสลิมจิมที่เรารู้จักกันดี ท่านพัฒนาเป็นสายอากาศทิศทางมีการใส่director เข้าไปหลายๆตัว 



แบบสุดท้าย สายอากาศHB9CV จะคล้ายกับสายอากาศ ZL-Special ต่างกันตรงอีลีเมนต์เป็นไดโพลธรรมดา อีลีเมนต์ทั้งสองอัน ยาวไม่เท่ากันคล้ายกับยากิ2อีลีเมนต์ ตัวนึงทำหน้าที่เหมือนรีเฟคเตอร์ อีกตัวทำหน้าที่เหมือนดริเวน แต่ทั้งสองอันเป็นตัวกำเนิดคลื่นเหมือนกัน ป้อนเฟสต่างกัน(phase shift180) และย้ายจุดป้อนสัญญาณมาที่ด้านท้ายของสายอากาศแต่เนื่องจากเราวางสายอากาศห่างกัน1/8แลมด้า ถ้าเทียบตำแหน่งของลูกคลื่นจะมีเฟสที่45องศา สัญญาณจะมีการหน่วงเวลาจึงเปรียบเสมือนเราป้อนสัญญาณต่างกัน225องศาหรือ180+45  แต่บางท่านก็บอกว่าต้องเป็น180-45หรือ135องศา ไม่ว่าจะเป็นแบบใหนการป้อนสัญญาณแบบนี้ทำให้คลื่นออกมาแบบมีทิศทาง



ถ้านำสายอากาศทั้ง4ชนิดมาเปรียบเทียบกัน Lazy-Hนี่ต้องตัดออกเป็นอันดับแรกเพราะหลักการต่างกันชัดเจนจุดfeed ความยาว ระยะห่างไม่เหมือนเลย ตัวที่สองที่ตัดทิ้งคือZL-Special เพราะแบบของอีลีเมนต์ต่างกันชัดเจน คราวนี้เหลืออีกสองตัวให้ตัดW8JK beam ออกเพราะเราใช้ความยาวอีลีเมนต์ไม่เหมือนกัน
ที่เข้ารอบสุดท้ายคือHB9CV หลักการทุกอย่างเหมือนกันหมด แบบที่คนไทยเราเผยแพร่กันอาจมีจุดต่างไปบ้างเล็กน้อยเพื่อให้สร้างและปรับแต่งได้ง่ายขึ้น สรุปคือสายอากาศแบบนี้ควรเรียกว่า HB9CV ไม่ใช่Lazy-H หรือถ้าท่านเป็นผู้พัฒนาสายอากาศชนิดนี้ จะเอาชื่อท่านมาตั้งเป็นชื่อสายอากาศก็สามารถทำได้


 
HB9CV หรือ Rudolf Baumgartner เป็นชาวสวิทเซอแลนด์ ปี1914-1985 อายุรวม71ปี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 16, 2012, 07:59:48 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2012, 08:45:23 PM »
    เศษอลูมิเนียมราคาห้าพันบาท
นักทำสายอากาศชื่อดังท่านนึงเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนนู้น ตอนที่ท่านเริ่มทำธุรกิจมีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อลูกค้าที่อยู่ห่างไกลเกินขอบเขตของโทรศัพท์พื้นฐาน ท่านเลือกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นที่เป็นเครื่องกระเป๋าหิ้วเครื่องใหญ่ๆ เข้ามาในเมืองไทยในยุคแรกๆขายราคาเป็นแสน ก็ใช้งานได้พอควร แต่เมื่อต้องการเพิ่มระยะทางท่านได้ไปซื้อสายอากาศภายนอกมาต่อเพิ่ม ร้านที่ขายให้ท่านขายในราคาอันละ5พันบาท ท่านก็จำใจซื้อมา
ซื้อแล้วก็มานั่งมองว่า อลูมิเนียมอันเล็กๆต้นทุนอย่างแพงก็เกินร้อยบาทไปนิดหน่อย ทำไมขายได้แพงขนาดนั้น คนขายสายอากาศบอกว่ามันเป็นเรื่องของ know how เป็นสิ่งที่มีคนรู้น้อยนิด คนมีความรู้เขาจะขายราตาเท่าใดก็ได้ หากเราทำเองไม่เป็นก็ต้องจำใจซื้อ

เลยเป็นที่มาของการศึกษาอย่างจริงจังว่าเรื่องราวของสายอากาศมีที่มาที่ไปอย่างไรและจะทำขึ้นมาอย่างไร จนตอนนี้ท่านกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญสายอากาศทั้งภาคทฤษฎีและปฎิบัติระดับแนวหน้า และกลายเป็นอีกอาชีพของท่าน ท่านบอกว่ายิ่งศึกษายิ่งได้ความรู้ ทำจนตายก็ทำได้ไม่หมดทุกแบบ ผมเชื่อท่านครับ
พวกเราล่ะครับซื้อสายอากาศแพงๆมาใช้ ลองทำใช้เองบ้างมั้ย ไม่ต้องทำแบบเอาเป็นเอาตายให้ร่ำรวย แค่เป็นความรู้ประดับตัวให้สมกับคำว่า นักวิทยุสมัครเล่น

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2012, 08:47:05 PM »
   Wireless
คำว่าwirelessหมายถึงการสื่อสารแบบไม่ใช้สายสัญญาณ ซึ่งเคยมีแบบใช้สายอยู่ก่อนแล้ว ในที่นี้หมายถึงการใช้คลื่นวิทยุนั่นเอง คนในยุคปัจจุบันจะหมายถึงการสื่อสารในระบบอินเตอร์เน็ตไร้สาย มักจะเรียกอีกอย่างว่า wi-fi
เมื่อได้ลองค้นหาดู ได้พบว่าในยุคแรกที่มีการค้นพบคลื่นวิทยุ จะถูกเรียกว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ electromagnetic wave เมื่อมีผู้หาวิธีนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ได้ บุคคลที่นำมาใช้จนประสบผลสำเร็จคือ มาโคนี่  ที่น่าสนใจคือยังไม่มีคำว่า radio เกิดขึ้น  เขาใช้คำว่าwirelessสำหรับการนำเอาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปใช้ติดต่อสื่อสาร แทนระบบโทรเลขแบบใช้สายไฟที่มีอยู่ในตอนนั้น บริษัทของ มาโคนี่ ใช้ชื่อว่า Marconi Telegraph Wireless Company Ltd.  การสื่อสารไร้สายในตอนแรกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ต่อมากิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป นำมาใช้ศึกษาหาความรู้ติดต่อสื่อสารกัน ถือเป็นต้นกำเนิดของกิจการวิทยุสมัครเล่น

ในปี คศ.1910 มีการตั้งกลุ่มเล็กๆชื่อว่า Junior wireless club of America สังเกตุนะครับว่าใช้wireless แต่ถัดมาในปี คศ.1911 ได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น The radio club of America คำว่าradioเริ่มใช้กันในช่วงเวลานี้.กิจกรรมวิทยุสมัครเล่นตอนนั้นยังไม่มีกฏหมายมารองรับ พูดง่ายๆก็คือวิทยุเถื่อน ได้มีความพยายามเรียกร้องให้มีความถูกต้องกันนานหลายปี กว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะออกใบอนุญาตให้

 

ตัวอย่างนิตยสาร QST  ฉบับแรกที่ตีพิมท์ในเดือนธันวาคมปี คศ.1915 (ปัจจุบันยังมีขายอยู่ อืม..เกือบ100ปีแล้วนะครับ) ใช้หัวหนังสือว่า an amateur wireless magazing ไม่ได้ใช้คำว่า amateur radio แม้ว่าชื่อสมาคมจะมีคำว่าradioอยู่ก็ตาม
หลักฐานในประเทศไทยก็มีถนนวิทยุที่อยู่ใกล้กับสวนลุมพีนี จะใช้คำภาษาอังกฤษว่า wireless road แต่ปัจจุบันจะใช้ชื่อทับศัพท์ว่า witthayu road สำหรับคำว่า วิทยุ นิตยสาร100wattsเคยลงไว้ มาจากคำว่า วิชชุ หมายถึง สายฟ้า
ส่วนคำว่าradio มาจาd radius เป็นภาษาละติน หมายถึงกงล้อ เขาเปรียบเทียบว่าคลื่นวิทยุจะพุ่งออกจากแหล่งกำเนิดแหมือนซี่ของกงล้อ ภาษาไทยใช้คำว่ารัศมี

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 09:55:46 AM »
   ขออนุญาตตั้งเสาอากาศ
ตามระเบียบของนักวิทยุสมัครเล่น ถ้าเราต่อสายอากาศ นอกเครื่อง เราต้องขออนุญาตตั้งสถานี ในรถในบ้าน ก็ว่ากันไป ค่าธรรมเนียมก็เป็นไปตามกำลังส่ง ซึ่งเราคงรู้และทำตามกันอยู่แล้ว
แต่การตั้งเสาอากาศที่เรานิยมเรียกกันว่า Tower ท่านรู้มั้ยครับว่าต้องขออนุญาตด้วย ทำไมต้องขออีกเรามีใบตั้งสถานีจาก กสทช.อยู่แล้วนี่ครับ ใช่ครับแต่ที่จะเล่าให้ฟังเป็นกฏหมายคนละตัว

ตาม พรบ.ควบคุมอาคาร Towerถือว่าเป็นอาคาร จัดอยู่ในกลุ่มอาคารพิเศษซึ่งต้องขออนุญาตก่อสร้าง ผู้ที่จะออกใบอนุญาตให้ก็คือหน่วยงานในท้องถิ่นเช่น อบต. เทศบาล หรือสำนักงานเขต เคล้ายๆกับที่เราจะปลูกบ้านสักหลัง สมัยก่อนก็ปลูกกันตามใจชอบ ปลูกเสร็จแล้วก็ไปขอเลขที่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้ต้องยื่นเรื่องขอสร้างบ้าน ต้องส่งแบบแปลนไปตรวจรับรอง ถึงจะมีสิทธิสร้างได้

แล้วTower ทุกแบบเลยหรือเปล่าที่ต้องขออนุญาต ไม่ครับมันมีระเบียบเพิ่มเติม ถ้าเสาของเราที่ใช้รับส่งวิทยุสูงไม่เกิน10เมตร ไม่ต้องขออนุญาตครับ แต่ถ้าสูงเกิน10เมตรเราต้องขอ
โห..แค่10เมตรก็ต้องขอด้วย ใจเย็นๆครับยังมีต่อ  10เมตรเป็นระเบียบของ กทช.เขาเอา พรบ.ควบคุมอาคาร มาตีความอีกทีว่าTowerเป็นอาคารพิเศษหรือเปล่า ก็ตีความออกมาว่าTower ถือเป็นอาคารพิเศษครับ แต่ พรบ.ควบคุมอาคารจะใช้ความสูงที่15เมตรขึ้นไป เรายึดหลักกฏหมายที่ใหญ่กว่าคือ พรบ.ควบคุมอาคาร ดังนั้นเริ่มที่15เมตรครับ  โดยเสียค่าใบอนุญาตดังนี้
ค่าใบอนุญาตฉบับละ20บาท
ค่าตรวจสอบตารางเมตรละ4บาท ไม่รวมค่ากาแฟ กรณีเจ้าหน้าที่คอแห้ง  รวมเบ็ดเสร็จ พอใหว ไม่กี่บาท

แล้วถ้าเราไม่ขอได้หรือปล่าว ถามเพื่อนดูแล้วไม่มีใครเคยขอสักคน ไม่เห็นมีใครมาตรวจสอบ มาจับผิด
ไม่ต้องขอก็ได้ครับ เขาบอกว่าการออกใบอนุญาติขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่บอกไม่จำเป็นไม่เป็นไรหรอกเสียเวลาไปตรวจ เราก็ไม่ต้องขอ ในบางครั้งเจ้าหน้าที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่ในกฏหมาย แต่ถ้าเราละเลยไม่ไปขอแล้ววันดีคืนดีมันล้มลงมาทับข้างบ้าน นอกจากเราต้องจ่ายค่าเสียหายให้ข้างบ้านแล้ว เรายังโดนค่าปรับจากทางราชการโทษฐานปลูกสิ่งก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาติ คราวนี้ละงานเข้า ส่วนผมรอดตัวไปขึ้นกับเขาได้แค่6เมตร ยิ่งแก่ยิ่งหด

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 09:57:13 AM »
  dBข้างซอง
ตัวเลขgainของสายอากาศเป็นเหตุผลหลักในการเลือกซื้อสายอากาศ ยิ่งสูงยิ่งชอบ แต่dBมันมีหลายแบบ เราไม่สามารถทราบได้ถ้าเขาไม่บอก  dBที่ข้างซองสายอากาศที่พบเจอมีดังนี้

dBi ทียบกับสายอากาศisotopic สายอากาศที่แพร่กระจายคลื่นทุกทิศทางเท่ากันหมด บริษัทที่มีมาตรฐานหน่อยจะใช้gainแบบนี้ และตัวเลขจะสูง

dBd เทียบกับสายอากาศไดโพล  0dB=2.15dBi  gainแบบนี้หลายบริษัทก็ใช้ ถึงเลขจะน้อยกว่าแบบแรกแต่มาตฐานพอกัน

dBq เทียบกับสายอากาศควอเตอเวฟ น้อยกว่า 0dBd ครึ่งนึงหรือ 3dB  มีค่าเท่ากับ2.15-3= 0.85 dBi  หลายเจ้าใช้วิธีเทียบจากค่านี้แต่เขาไม่บอกเรา เช่นถ้าเขาบอกว่าสายอากาศของเขามีgain3dB ก็จะหมายถึง 2.15dBi หรือ 0dBd อืม..วุ่นวายดี

dBadv gainเพื่อการโฆษณา ไม่ทราบว่าอ้างอิงจากสิ่งใด ระบุเป็น dB ไม่มีอะไรต่อท้าย  บริษัทสายอากาศส่วนใหญ่ใช้แบบนี้ มีตัวเลขที่สูงมาก คนซื้อยินดีจ่ายเพื่อตัวเลขข้างซอง
ไม่ว่าจะเป็น dB แบบใหนขอให้ใช้แล้วถูกใจเป็นใช้ได้ จริงใหมครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: พฤศจิกายน 01, 2012, 09:58:19 AM »
   Prefix ตัวต่อไปของประเทศไทย
อักษรนำหน้าแสดงประเทศหรือprefixของประเทศไทยจะมีอยู่ด้วยกันสองตัวคือ HS และ E2 ถูกนำมาใช้เป็นcall signของสถานีวิทยุและนักวิทยุสมัครเล่นไปได้พอสมควรแล้ว จากข้อมูลที่มี ประเทศไทยสามารถออกสัญญาณเรียกขานให้กับนักวิทยุสมัครเล่นได้สามแสนหกหมื่นคนเศษ และตอนนี้ถูกใช้ไปแล้วประมาณสองแสนหกหมื่นคน
ทาง กทช.เคยบอกไว้ว่าถ้าจำนวนสัญญาณเรียกขานเหลือประมาณ25% จะดำเนินการขอprefixตัวใหม่ หลังจากที่เคยขอไปแล้วแต่ITUท่านไม่อนุมัติ  ตอนนี้ก็ใช้ไปเกือบหมดแล้วนะครับท่าน กสทช. อย่าลืมนะครับ
เรามาคาดเดากันครับว่าprefixตัวใหม่ สำหรับประเทศไทยคืออะไร ข้างล่างนี้คือprefixที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ

4N เคยเป็นของ Yugoslavia
E6 เพิ่งมีเจ้าของเมื่อเร็วๆนี้
E8
E9
H5
J9
O2 ถึง O9
S4 เคยเป็นของ South Africa
T9 เคยเป็นของ Bosnia Herzegovina
V9 เคยเป็นของ  Vendaland
X2 ถึง X9   X5 เคยเป็นของ Bosnia Herzegovina
YZ เคยเป็นของ Yugoslavia, Bosnia Herzegovina และ Macedonia
Z4 ถึง Z9 ข้ามZ8 เป็นของSouth Sudan ประเทศล่าสุดของโลก

QA ถึง QZและ Q2-Q9 ยกเว้นไม่ออกให้กับประเทศใด เพราะใกล้เคียงกับกับQ Code
บางprefix เคยมีคนนำไปใช้แล้วแต่เป็นแบบไม่เป็นทางการ และปัจจุบันITUถือว่ายังไม่ได้ออกให้ใคร
Prefixที่มีเลข 0 และเลข 1 ในระเบียบระบุว่าไม่ออกให้ใคร
มีตัวใหนที่ชอบบ้างใหมครับ อยากได้ตัวใหนบอกผม เดี๋ยวผมขอITUให้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 01, 2012, 01:32:19 PM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 06:26:38 AM »
   กฏของโอมส์
ในวิชาไฟฟ้ามีสมการหรือสูตรทางคณิตศาสตร์อยู่หลายสูตร กฏของโอมส์เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นความรู้พื้นฐานที่นักวิทยุสมัครเล่นควรรู้ไว้ ในหลักสูตรการสอบเป็นนักวิทยุสมัครเล่นไม่ว่าขั้นต้นขั้นกลาง ของไทยหรือต่างประเทศมีข้อสอบเกี่ยวกับกฏของโอมส์อยู่ด้วยเสมอ ผมคงจะให้คำแนะนำเพื่อนๆได้ไม่มากพราะไม่ได้ร่ำเรียนมา แต่ขอเอามาเล่าให้ฟังพอสังเขป เพียงพอที่จะช่วยตอบคำถามหลายๆคำถามให้กับตัวเองได้



เริ่มกันแบบตรงตัวใช้วิธีจำสูตรกันเลย ดูที่ภาพ
E หมายถึง แรงดันหรือโวล
I หมายถึง กระแสหรือ แอมป์
R หมายถึง ความต้านทานหรือ โอม
P หมายถึง กำลังหรือ วัตต์
ที่ควรต้องจำเพิ่มและไม่มีในแผนภูมิเคือ 1 แรงม้า=746วัตต์


คราวนี้เรามาลองดูโจทย์และแก้ปัญหากัน ผมเอามาจากข้อสอบเป็นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง ฉบับปัจจุบัน
1.จงหากำลังไฟฟ้าที่เกิดจาก ตัวต้านทาน800 ohm ได้รับแรงดันไฟฟ้าขนาด200VDC
  โจทย์ให้โอมและโวล ให้เราหาวัตต์  P=Eกำลังสอง/R คำตอบคือ 200กำลังสอง/800 =50วัตต์
2.ตัวต้านทาน2.2kilo ohmsมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน5.0mA จะมีกำลังไฟฟ้าเท่ากับเท่าใด
    วิธีคิดคือ 5.0กำลังสอง x 2.2 =55mW
3.จงคำนวณหาแรงดันไฟฟ้า ที่ทำให้dummyload50 ohm มีกำลังไฟฟ้า1200วัตต์
    วิธีคิดคือ สแควรูท1200x50 =244.948 (ในคำตอบจะปัดเศษเป็น 255วัตต์)

เอาแค่สามข้อพอ ไม่ยากครับแต่ต้องจำให้ได้ เรายังเอาไปแก้โจทย์ในชีวิตประจำวันอื่นๆได้อีก เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องนี้จะต้องเสียเงินค่าไฟฟ้ากี่บาท ถูกหรือแพงกว่าอีกเครื่องนึง เป็นต้น กฎของโอมยังมีอีกหลายสูตรครับ แต่เก็บไว้ก่อนครับ ตอนนี้เริ่มมึน ขอไปท่องของเก่าให้แม่นก่อนนะครับ


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 06:28:40 AM »
    velocity factor และ impedance ของสายนำสัญญาณ
เรื่องราวของสายนำสัญญาณสามารถเอามาเล่าได้หลายหน้ากระดาษ ในตอนนี้จะไม่ลงรายละเอียดมากนักเพราะอธิบายมากเดี๋ยวคนเขียนจะสับสน เข้าเรื่องนะครับ สายนำสัญญาณทำหน้าที่เป็นทางผ่านระหว่างเครื่องรับส่งวิทยุ ไปที่สายอากาศ สายสัญญาณมีอยู่หลายแบบ แต่ที่เราคุ้นเคยกันจะมีอยู่สองแบบคือ
1 twin lead คือสายสัญญาณที่มีตัวนำสองเส้นวางขนานกัน พบเห็นได้ในยุคTVขาวดำ ปัจจุบันแทบจะไม่มีการใช้แล้ว
2 coaxial มาจากคำว่า co แปลว่ารวมเข้าด้วยกัน และคำว่า axial แปลว่า แกน coaxial  จึงหมายถึงสายที่ใช้แกนกลางร่วมกัน ซึ่งจะมีแยกไปอีกหลายแบบเช่น hard lineหรือ เป็นท่อแบบrigid line


วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องvelocity factorและ impedance
เริ่มกันที่ Vf  และขอย้อนไปถึงสายอากาศก่อนครับเพราะบางท่านยังคิดว่าสายอากาศใช้ตัวคูณความเร็วคล้ายๆกัน เรามาดูกันว่าแตกต่างจากสายนำสัญญาณอย่างไร ในทางทฤษฏี เราจะคำนวณความยาวคลื่น เมื่อคลื่นวิทยุเดินทางในสูญญากาศด้วยความเร็วเท่ากับแสง ไม่ได้ผ่านตัวนำใดๆไม่มีการลดทอนหรือการสูญเสียใดๆเกิดขึ้น  เมื่อเราต้องการทำสายอากาศ เราต้องใช้โลหะมาเป็นตัวนำ เวลาเราคำนวณความยาวของสายอากาศ จะคำนวณในลักษณะเดียวกับที่คำนวณในสูญญากาศ คลื่นวิทยุจะวิ่งไปที่ผิวของเส้นโละโดยไม่ได้กำหนดความกว้างหรือความโตของโลหะ 

แต่ในทางปฏิบัติจริงโลหะต้องมีความโต คลื่นวิทยุที่เคยวิ่งแบบปกติ จะวิ่งที่ผิวในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ถ้าตัวนำขนาดใหญ่ขึ้น ก็ซับซ้อนมากขึ้น มีผลให้ความยาวคลื่นจากทฤษฏียาวไม่เท่ากับของจริง การทำสายอากาศจึงต้องชดเชยความยาว เราจะไม่เรียกว่าค่าvelocity แค่จะเรียกด้วยชื่อสมมุติ k factor ตามบทความที่เคยเขียนไปแล้ว ค่าk factor มีความสัมพันธ์กันระหว่าง ขนาดท่อ/ความยาวคลื่น หรือ d/L เปลื่ยนขนาด เปลื่ยนความถี่ ตัวเลขก็เปลื่ยนไป ขนาดของท่อโลหะถึงแม้ขนาดจะต่างกัน แต่ค่าชดเชยความยาวเมื่อคิดคำนวณตามหลักวิชาการ จะได้ตัวเลขที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย  เราไม่ต้องไปกังวลในเรื่องนี้

แล้วแตกต่างจากสายนำสัญญาณอย่างไร เรามาดูกัน  สายนำสัญญาณจะมีตัวนำสองตัวมาวางอยู่ใกล้กันโดยมีฉนวนคั่น การที่ตัวนำสองอยู่ใกล้กัน จะมีค่าแฝงที่เรียกว่าค่าเหนียวนำและความจุ หรือLและC ค่านี้ในสายอากาศแม้จะมีเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีอยู่ ถ้าตัวนำ(สายอากาศ)ใหญ่ขึ้นค่าCจะสูงขึ้นค่าLจะลดลง และมีความสัมพันธ์กับความถี่ใช้งาน
แต่ในสายนำสัญญาณจะมีอยู่สม่ำเสมอตลอดความยาวแต่ไม่เกี่ยวกับความถี่ที่ใช้งาน  ในสเปคของผู้ผลิตสายที่มีมาตรฐานสูง จะให้รายละเอียดของสายมาเยอะมากรวมทั้งค่าLและC ค่านี้จะเกิดการเหนี่ยวนำในสายทำให้คลื่นวิทยุเดินทางได้ช้าลง ส่วนจะช้าแค่ใหน สามารถทดสอบทดลองได้แต่ไม่จำเป็นเพราะผู้ผลิตได้ทดลองมาให้เราแล้ว
 


หากเราได้สายที่ไม่ทราบค่าvelocityมาใช้งาน  เราสามารถคาดเดาค่าVfได้จากวัสดุที่ใช้ เพราะวัสดุมีผลกับค่าVf  ฉนวนที่ทำจากPE โฟม หรืออากาศ  ถ้าเป็นอากาศค่าVfจะใกล้เคียง 1  สายนำสัญญาณที่ใช้PEหรือโฟม เราคงเคยใช้กัน แต่สายที่ใช้อากาศเป็นฉนวน หาดูได้ยาก เช่นbelden9913 ที่บ้านหม้อมีขายเมตรละเกือบสองร้อย เขาขายแพงเกินเหตุ  นอกจากสายเบอร์นี้ก็จะกระโดดข้ามไปที่สายขนาดใหญ่มากๆตั้งแต่ 1-5/8ไปจนถึง6นิ้วหรืออาจจะใหญ่กว่านั้นแต่ผมเคยเห็นแค่6นิ้วก็ใหญ่มากแล้ว เขาจะมีอุปกรณ์อัดลมร้อนหรือบางทีก็เป็นกาซไนโตรเจน เพื่อไล่ความชื้น


 
สายแบบแกนอากาศมีเส้นพลาสติกบังคับinnerให้อยู่ตรงกลาง

ขนาดของสายไม่ได้มีผลกับvelocity factor สายเล็กสายใหญ่ถ้าเอาวัสดุแบบเดียวกันมาทำฉนวน ค่าVfจะไม่ต่างกัน
ส่วนสายแบบใหนใช้Vfเท่าไร ผมคงไม่ระบุ ให้ท่านไปหาเอาเองนะครับ แถมให้นิดนึงสายนำสัญญาณแบบtwin leadมีการสูญเสียน้อยกว่าแบบโคแอคเชียล และวีโลซิตี้แฟคเตอร์ก็สูงกว่าด้วย แต่ที่ความนิยมลดลงเพราะ อ่อนใหวต่อสภาพแวดล้อม ค่าอิมพีแดนซ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย และไม่สามารถใช้ได้ดีกับความถี่สูงๆ เลยเลิกใช้ในที่สุด

สำหรับimpedance ของสายนำสัญญาณเกิดจากระยะห่างและขนาดของลวดตัวนำ



ค่าอิมพีแดนซ์ของสายแบบโคแอกเชียล คิดคำนวณตามสูตรที่ให้มาครับ ตัวนำที่เป็นแกนในเราจะใช้เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก และตัวนำที่เป็นเปลือกหุ้มหรือชีลน์ เราจะใช้เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน(อย่าสลับกันนะครับ) สูตรนี้สามารถเอาไปต่อยอดเพื่อทำ power dividerใช้แทนสายเฟสชิ่งลายแบบเดิมๆได้ ชึ่งจะสูญเสียน้อยกว่า หรือเอาไปทำท่อนำสัญญาณแบบ rigid line ก็ได้



HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 06:30:13 AM »
   สายดูป็องค์ (DUPONT)
สายนำสัญญาณแบบโคแอกเชียลมีมากมายหลายแบบหลายยี่ห้อ ราคาถูกแพงต่างกัน เลือกซื้อเลือกใช้กันตามใจชอบ แต่มีสายอยู่ชนิดนึง ถูกเรียกว่าสายดูป็องค์ ลักษณะเด่นของสายชนิดนี้คือสีของเปลือกที่มีสีสรรต่างจากแบบอื่นๆ คือจะเป็นสีน้ำตาลอมส้ม มองดูดีมีชาติตระกูล สายชนิดนี้ได้รับการสรรเสริญเยินยอว่าเป็นสายเทวดา เหมาะแก่การเอามาทำสายสัญญาณของสถานีรถยนตร์ นัยว่ามันสูญเสียน้อยสุด ไม่มีสายชนิดใดสู้ได้

อันที่จริงสายชนิดนี้ไม่ได้มีคุณสมบัติที่วิเศษกว่าสายชนิดอื่นถ้าดูค่าการสูญเสียตามค่าที่ผู้ผลิตให้มาก็ไม่ต่างจากสายที่มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่เขามีเหตุผลในการออกแบบให้เหมาะกับงานบางประเภท เริ่มกันที่ชื่อเรียกก่อน


 
เห็นอะไรในภาพมั้ยครับ สายนำสัญญาณสีน้ำตาลอมส้ม มีตัวหนังสือพิมพ์ไว้ว่า MADE WITH DUPONT TEFLON เหตุนี้เองที่ผู้ใช้ทึกทักเอาว่า ดูป็องค์เป็นผู้ผลิตสายสัญญาณเลยเรียกว่าสายดูป็องค์แล้วก็เรียกตามกันไปโดยไม่รู้ที่มา  อันที่จริงดูป็องค์ไม่ได้ผลิตสายแต่ดูป็องค์เป็นผู้ถือสิทธิบัตรและเป็นผู้ผลิตวัสดุที่เรียกว่า เทฟล่อน หรือ TEFLON หรือ PTFE หรือ Polytetrafluoroethylene คุณสมบัติเด่นของวัตถุดิบชนิตนี้คือ ทนความร้อนสูง เคยทดลองเอาไฟแชคไปเผาก็ไม่ละลายไม่ติดไฟ และมีความลื่นสูงเขาเอาไปผสมพวกสารหล่อลื่นต่างๆ  บริษัทผลิตสายรายใหญ่ๆเช่นBeldenจึงระบุลงในสายว่าใช้วัตถุดิบจากDUPONT

ในสายสัญญาณเขาจะเอามาทำฉนวนคั่นระหว่าง inner และ shield ซึ่งเราจะเรียกว่า insulator หรือ dielectric บริษัทที่ผลิตสายสัญญาณนำเอาวัสดุชนิดนี้มาใช้ กับสายสัญญาณเพื่อให้ได้สายที่ใช้กับความถี่สูงสูง ทนกำลังส่งมากๆ และใส่ชีลดีๆเข้าไปเช่นทองแดงชุบเงิน บางรุ่นทำเป็นชีลสองชั้น แต่สายชนิดนี้เขาจะใช้ในความยาวไม่มาก มักจะใช้เชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ การสูญเสียในสายจึงไม่มาก 

การที่เราเอามาใช้ที่ระยะทางยาวๆจึงเป็นการใช้งานที่เกินความจำเป็นและไม่ถูกวัตถุประสงค์ เพราะสายชนิดนี้มีราคาต่อเมตร(ต่างประเทศเขาขายกันเป็นฟุต) ถือว่าสูงมาก และการที่เปลือกนอกเป็นPVCใส จึงไม่ทนต่อรังสีUVไม่สมควรจะเอามาใช้ภายนอกอาคารตากแดดตากฝน

สายพวกนี้เขามีมาตรฐานของเขาอยู่ไปศึกษาจากผู้ผลิตได้ เราควรเรียกสายโดยใช้ชื่อที่เขาได้ระบุไว้แล้ว ยกตัวอย่างสายที่นำเอาเทฟล่อนมาเป็นฉนวนเช่น RG142, RG178, RG179, RG180, RG187, RG188, RG303, RG316 เป็นต้น
บางบริษัทจะใช้ Tetrafluoroethylene หรือ TFE ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแต่มีราคาถูกกว่ามาผลิตสาย หน้าตาภายนอกเหมือนกันครับแยกไม่ออก


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 06:31:54 AM »
   เปรียบเทียบ Gain และ dB
การเปรียบเทียบจำนวนเท่าของหน่วย dB จะเป็นแบบล็อกการิทึ่ม ไม่ได้เป็นแบบเชิงเส้นเหมือนกับงานทั่วไปแสดงให้ดูคร่าวๆนะครับ



เขียนให้ดูง่ายขึ้น
0dB = 1
1dB = 1.2
2dB = 1.6
3 dB = 2
4 dB = 2.5
5 dB = 3.2
6 dB = 4
7 dB = 5
8 dB = 6.3
9 dB = 7.9
10 dB = 10

ยกตัวอย่างพิ่มเติมเช่น สายอากาศยากิที่มีgainเท่ากับ 8dB เท่ากับเอา1ไปคูณก็คือ 8dBเท่าเดิม แต่ถ้านำสายอากาศอีกต้นมาสแตคเพื่อเพิ่มgin จะใช้วิธีคิดแบบ 8dB+8dB =16dB ไม่ได้ ถือว่าไม่ถูกต้อง
เราต้องคิดแบบ 8dB+3dB = 11dB ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแค่ 3dBแต่มันหมายถึงสองเท่าตัวเลยนะครับ และถ้าเพิ่มเป็นสี่ต้น ก็จะเท่ากับ 8dB+6dB =14dB หรือเพิ่มจาก8dBไปอีกสี่เท่าตัว

คราวนี้เรามาดูด้านลบกันบ้างเป็นการสูญเสียกำลังในสายนำสัญญาณ เช่น สายนำสัญญาณRG8 ค่าสูญเสียตามเปค  7.65dBที่ความยาว 100เมตร  ถ้าเราใช้กำลังส่งที่ 50วัตต์ที่ความถี่ 145MHz และใช้ความยาวสายดังนี้
5เมตร สูญเสีย  0.33dB เท่ากับ 3.68วัตต์
10เมตร สูญเสีย  0.67dB เท่ากับ 7.06วัตต์
15เมตร สูญเสีย  1.0dB เท่ากับ 10.14วัตต์
20เมตร สูญเสีย  1.33dB เท่ากับ 12.97วัตต์
25เมตร สูญเสีย  1.67dB เท่ากับ 15.56วัตต์
30เมตร สูญเสีย  2.0dB เท่ากับ 17.93วัตต์
คำนวณโดยใช้โปรแกรมครับจาก  www.ac6la.com  โปรแกรมนี้ดีมากครับลองหามาใช้ดู พอจะเป็นแนวทางในการเลือกใช้สายนำสัญญาณโดยดูจากค่าการสูญเสียที่ผู้ผลิตให้มา และเมื่อนำมาคำนวณเป็นกำลังวัตต์จะได้ตัวเลขที่น่าตกใจ ถ้าเราจ่ายใหว เลือกใช้สายให้เหมาะกับการใช้งานครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 06:33:28 AM »
  การขานสัญญาณเรียกขาน
บังเอิญว่าไปได้ยินเขาสอบถามกันและถกเถียงกันในเรื่องนี้ มีผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ก็เลยอยากจะแบ่งปันข้อมูลบางอย่างให้ได้ทราบกัน ลองอ่านดูครับ

เราถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เริ่มเข้ามาเป็นนักวิทยุสมัครเล่น ในเรื่องของสัญญาณเรียกขาน ว่าให้ออกเสียงเป็นโฟเนติก อัลฟาเบ็ท ตามแบบอย่างข้อกำหนดของITU จุดประสงค์เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เราพูดออกไปคือตัว A หรือ ตัว B หรือตัวอะไรก็แล้วแต่ หรือจะขานแบบธรรมดาก็ได้ไม่มีใครว่าขอให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายเป็นใช้ได้ แต่ในปัจจุบันนักวิทยุสมัครเล่นเอาง่ายเข้าว่า ตัดลดทอนสัญญาณเรียกขานออก ขานเพียงบางส่วนเท่านั้น

ในกฏระเบียบของไทยไม่มีข้อบังคับให้ขานให้ครบ แต่เป็นมารยาทที่ต้องกระทำ ในสังคมของนักวิทยุสมัครเล่นสากลเขาถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ผิดมารยาท ในบางครั้งจะไม่ติดต่อด้วยเปรียบเสมือนเป็นสัญญาณเรียกขานปลอม  ดังนั้นขอเชิญชวนนักวิทยุไม่ว่าจะรุ่นเก๋ากึ๋ก หรือรุ่นใหม่แกะกล่อง ขานสัญญาณเรียกขานให้ครบด้วยครับ

มีอีกประเด็นนึงที่ได้ยินเขาคุยกัน เขาบอกว่ามันยาวไม่อยากขานให้เต็ม ใช่ครับมันยาว แต่เราไม่จำเป็นต้องไปตัดไปหั่นไปซอยหรือขานบ่อยๆนี่ครับ กฏระเบียบของไทยเราไม่มีกำหนดถึงช่วงเวลาในการขาน แต่สำหรับต่างประเทศเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาระบุไว้ในระเบียบเลยว่าสถานีวิทยุสมัครเล่นจะต้องขานสัญญารเรียกขานแสดงตัวเมื่อใดบ้าง

อันดับแรกเมื่อตอนเริ่มติดต่อ เป็นหน้าที่ที่เราต้องบอกว่าเราสัญญาณเรียกขานอะไร ไม่ต้องรอให้คู่สถานีถาม หรือไปย้อนถามเขาว่า ”ท่านใดรับคอนแทค” หรือ ”ท่านใดคอนแทค” แบบที่นิยมทำกันในบ้านเรา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เราต้องบอกเลยว่า “คอนแทคครับจากHS1XFR” สังเกตดูซิครับ เดี๋ยวนี้กว่ารู้ว่าใครจะคุยกับใครถามกันไปถามกันมาตั้งหลายรอบ อีกรูปแบบนึงที่สากลเขาใช้แต่บ้านเราไม่ได้นำมาใช้ ก็คือการขานเฉพาะสัญญาณเรียกขานของตัวเองแทรกเข้าไปเพื่อต้องการติดต่อด้วย ไม่ต้องใช้คำว่า “contact“ เช่น HS0ZZZ กำลังคุยกับE26AAA ผมต้องการคุยด้วยผมก็ขาน “HS1XFR” แทรกเข้าไประหว่างกลาง ผู้ที่คุยกันอยู่จะรู้ในทันทีว่ามีบุคลที่สามต้องการติดต่อด้วย และจะรับการติดต่อไม่มาถามว่าต้องการติดต่อกับใครหรือใครติดต่อเข้ามา

อันดับที่สอง เขากำหนดให้ขาน call sign ทุกๆ10นาที ไม่ต้องจับเวลาครับ เป็นเวลาโดยประมาณ เราไม่ต้องขานทุกครั้งที่จบประโยคแบบที่นิยมทำกันในบ้านเรา เมื่อก่อนผมก็เข้าใจผิดว่าต้องขานบ่อยๆ แต่พอได้ศึกษาวิธีการติดต่อในแบบสากลนิยม ถึงรู้ว่าไม่จำเป็นต้องขานบ่อยๆ กฏระเบียบเรื่องนี้ในบ้านเราไม่มีการระบุไว้ และไม่มีใครถ่ายทอดในสิ่งที่ถูกต้อง

อันดับที่สาม เป็นมารยาทครับ เมื่อสิ้นสุดการติดต่อทำการร่ำลากันแล้ว เราต้องขานสัญญาณเรียกขานของเราอีกครั้งนึงเป็นการส่งท้าย ไม่ว่าจะขานไปนานแล้วหรือพึ่งจะขาน เราก็ต้องขานส่งท้าย ก็เพื่อให้คนที่รอติดต่ออยู่  รู้ว่าเราเป็นใคร ไม่ต้องเสียเวลามาถามอีกหลายๆครั้งให้เสียเวลา

อีกเรื่องนึงคือการเรียกชื่อแทนสัญญาณเรียกขาน ในไทยเราจะถือว่าชื่อเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องใช้สัญญาณเรียกขานเท่านั้น เรียกชื่อกันไม่ได้ เดี๋ยวผิดระเบียบ แต่ในธรรมเนียมสากล สามารถเรียกชื่อเล่นได้ การถามชื่อถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเรียกชื่อแทนสัญญาณเรียกขานได้ แต่ต้องไม่ลืมกฏ3ข้อที่บอกไปก่อนหน้านี้ ในธรรมเนียมสากล เรื่องชื่อนามสกุล ที่อยู่ ถือเป็นข้อมูลเปิดไม่ใช่ความลับ ถ้ามีการถามเราต้องตอบ แต่ธรรมเนียมไทยเราจะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวบอกในที่เปิดเผยไม่ได้ หรืออาจจะคิดว่าคนถามไม่มีมารยาท สอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัว คงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจในเรื่องนี้

ระเบียบ ธรรมเนียม และมารยาทพวกนี้ไม่ยากที่จะทำ ช่วยๆกันครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 06:34:43 AM »
   Prefixในอดีต
เป็นเรื่องต่อจากตอนที่แล้ว เราพูดถึงprefix ที่ประเทศไทยอาจจะได้ใช้ คราวนี้ขอย้อนกลับไปในอดีต เพราะไปเจอข้อมูลที่น่าสนใจเข้า
ในยุคบุคเบิกของการติดต่อกันด้วยคลื่นวิทยุ ก่อนที่จะมีกฏระเบียบแบบปัจจุบันมีเรื่องนึงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเช่นสัญญาณเรียกขาน  ในสมัยแรกยังไม่มีการคิดถึงคำนำหน้าที่แสดงประเทศ จะใช้ตัวอักษรล้วนๆสามตัว บางประเทศใช้ตัวเลขหนึ่งตัวและตามด้วยตัวอักษรไล่ไปเรื่อยๆสองตัวถึงสามตัว ยกตัวอย่างเช่น “1AW” ต่อมาเริ่มมีจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น การติดต่อกันไกลขึ้น เพื่อกันความสับสน จึงมีการหารูปแบบใหม่ๆในการแสดงตน จาก 1AW กลายเป็น W1AW (สัญญาณเรียกขานของประธานARRLคนแรก)

23 เมษายน คศ.1913 มีการประชุมที่จัดโดยRSGB ที่เมืองBern เกี่ยวกับการจัดระเบียบสัญญาณเรียกขาน Initial assignment of call letters  เพื่อกำหนดอักษรแสดงประเทศหรือPrefix ในเอกสารที่หาได้ พบว่าหลายๆประเทศมีprefixที่เหมือนและไม่เหมือนกับในปัจจุบัน  ที่สะดุดตาคือพบว่ามีรายชื่อประเทศไทยอยู่ในนั้นด้วย

ในเอกสารระบุประเทศ SIAM มีPrefixคือ HGA ถึง HHZ เป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่ทราบมาก่อน



ไม่มีข้อมูลมากไปกว่านี้ว่าประเทศไทยมีการใช้หรือไม่อย่างไร สำหรับPrefixที่ใช้ในปัจจุบัน ถูกสังคายนาใหม่ทั้งหมดจากการประชุมของ ITU ในปี 1929

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 06:38:21 AM »
ค่าQในสายอากาศ
เคยเจอในบทความเกี่ยวกับการทำสายอากาศ ระบุว่าสายอากาศต้นนี้มีค่า Qสูง ผมก็สงสัยว่ามันคืออะไร คนเขียนเขาก็ไม่ได้บอก คงคิดว่าคนอ่านรู้แล้วมั้ง หาเองก็ได้
ค่าQ เป็นคำศัพท์ที่ใช้แสดงว่าสายอากาศต้นนั้นมี bandwidth อย่างไร มีวิธีหาดังนี้


 
F1 คือความถี่ต่ำ
F2 คือความถี่สูง
Fc คือความถี่กลาง มาจาก Fc= (F1+F2) /2           
ตัวอย่างเช่น สายอากาศยากิของเราวัดค่าVSWR เอา 1.5:1 เป็นเกณท์  ความถี่ด้านต่ำคือ144.0 ความถี่ด้านสูงคือ146.0
ถ้าคิดตามสูตรจะได้ Q=72.5
แต่เมื่อเทียบกับอีกต้นเป็นโฟลเดดไดโพล ความถี่ต้านต่ำคือ140.0 ความถี่ด้านสูงคือ150.0
คิดตามสูตรจะได้ Q=14.5
ในที่นี้สายอากาศยากิมีค่าQที่สูงกว่า
Qสูงดีอย่างไร เขาบอกว่าถ้าค่า Qสูงหมายถึงแบนวิธแคบ Qต่ำหมายถึงแบนวิธกว้าง  สายอากาศที่แบนวิธแคบจะทำให้รับสัญญาณที่เราต้องการได้ดี ในทางตรงกันข้าม สายอากาศแบนวิธกว้าง นอกจากสัญญาณที่เราต้องการแล้ว บางครั้งสัญญาณแปลกปลอมจะหลุดเข้ามาได้ง่าย


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 06:40:27 AM »
   144-147 MHz
สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ แบ่งโลกนี้ออกเป็น3ภูมิภาค  ประเทศในเอเซียรวมถึงประเทศไทยถูกจัดอยู่ในภูมิภาคที่ 3 การที่แบ่งโลกออกเป็น3ส่วน เพื่อจัดสรรความถี่ให้เหมาะสมแก่การใช้งานไม่รบกวนกัน
สำหรับวิทยุสมัครเล่นไม่ได้มีแค่ความถี่ 144-146MHz ที่เรากำลังใช้กันอยู่เท่านั้น ยังมีความถี่อีกมากมายหลายความถี่ที่ถูกจัดไว้ให้นักวิทยุสมัครเล่นได้ใช้งาน ในประเทศไทยแม้จะได้รับอนุญาติมาเพียงน้อยนิดเราก็มีความสุขของเราตามมีตามเกิด มีความถี่ 144-146MHz ความถี่ HF  ความถี่ 435-438 MHzที่ให้รับอย่างเดียว

ถ้ายังจำได้เมื่อสมัยโทรศัพท์มือถือความถี่ 2100MHz หรือ 3G ถูกล้มประมูลในครั้งแรก เหตุผลที่ศาลสั่งยกเลิกการประมูลเพราะเราไม่มี กสทช.และแผนการจัดสรรความถี่ ในตอนนี้เรามีครบแล้ว และในแผนความถี่ที่ถูกจัดทำขึ้นได้มีความถี่ของนักวิทยุสมัครเล่นรวมอยู่ด้วย มีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้ใช้ความถี่เพิ่ม

ความถี่ที่น่าสนใจเช่น 50MHz กำลังถูกผลักดันโดย สมาคมวิทยุสมาคมนึง เหตุผลเพราะเครื่อง HFที่ทำออกมาขายในปัจจุบันล้วนแต่มีความถี่ 50MHz ติดด้วย ทำให้นักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางต้องใช้เครื่องตกยุคอายุเกือบ20ปี แม้ผู้ใช้ความถี่HFในไทยจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อย แต่การได้ความถี่นี้มาใช้งานจะมีประโยชน์มาก เพราะจะติดต่อในประเทศได้ไกลขึ้น ติดต่อต่างประเทศก็ได้ และถ้าดูกันตามระเบียบสากล ความถี่นี้ผู้ใช้ไม่ต้องสอบรหัสมอส ดังนั้นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นอาจมีสิทธิได้ใช้ถ้าเขาอนุญาติ ความถี่ช่วงนี้โทรทัศน์บ้านเราไม่ใช้แล้ว การกวนโทรทัศน์ไม่น่าห่วง แต่ทหารยังใช้ในความถี่ใกล้เคียง มีคนเคยแซวว่า เพื่อนบ้านเราไปซื้อเครื่องสมัครเล่นจากฮ่องกง จากสิงคโปร์มาใช้ พอทหารบ้านเราสั่งยิงปืนใหญ่ เพื่อนบ้านเรารู้หมดแบบนี้จะไปรบกับเขาได้อย่างไร ความถี่พวกนี้คืนให้วิทยุสมัครเล่นเถอะ

ความถี่ UHF 430-440MHz นี่ก็น่าสนใจ เพราะมันตลกที่อนุญาติให้รับได้แต่ไม่อนุญาติให้ส่ง ที่สำคัญไม่อนุญาติให้มีเครื่องที่ถูกกฎหมาย การใด้ความถี่ช่วงนี้มาเราจะได้เล่นเครื่องรุ่นใหม่ๆอีกมากมาย ผมไม่ทราบว่ามีหน่วยงานใหนเป็นเจ้าของอยู่บ้าง จึงมีแนวคิดว่าขอเอามาใช้แบบทดลองเพียงบางส่วนก่อน อย่างน้อยช่วงดาวเทียมสมัครเล่นจะได้ uplink กับเขาบ้าง ถ้าเรียบร้อยดีค่อยขอเพิ่ม

ความถี่สุดท้ายใกล้เคียงความเป็นจริงมากสุดแต่ถ้าคิดดูให้ดีกลับมีความยุ่งยากมากสุด คือความถี่ 144-147MHz ได้เพิ่มมาอีก1MHz แล้วทำไมไม่เพิ่มถึง 148MHzล่ะ ไม่ทราบครับ ในแผนให้เราแค่ 147MHz แบบนี้จะไม่มีปัญหาหรือ

ขอย้อนไปในอดีตอีกสักครั้งเมื่อตอนวิทยุสมัครเล่นได้เกิดขึ้นในไทย ช่วงความถี่ที่แบ่งเอามาใช้ในตอนนั้นเรากำหนดไว้ในช่วง144-146MHz เหตุที่ไม่ได้ให้ใช้ถึง 148MHzก็เพราะว่า 146-148MHz ถูกจัดสรรให้บางหน่วยได้ใช้ไปแล้ว เราไปไล่เขาไม่ได้ และในตอนนั้นนักวิทยุสมัครเล่นเพิ่งเริ่มต้นมีคนเพียงหลักร้อย  ความถี่เพียง 2MHz ถือว่าเหลือเฟือ ในช่วงที่ทดลองให้เล่น อนุญาติให้ใช้ความถี่ประมาณ3ช่อง และค่อยๆขยายเพิ่มตามจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น แม้จะได้ใช้ความถี่ไม่กี่ช่องแต่นักวิทยุสมัยนั้นมีระเบียบวินัยสูงมาก ใช้ความถี่ที่ได้รับอนุญาติเท่านั้น เพราะต้องการให้ทางราชการเห็นว่าพวกเขาทำได้ทางราชการจะได้ยอมรับให้ใช้แบบเต็มที่  แต่พอวันเวลาเปลื่ยนไปจำนวนคนที่เพิ่มอย่างมากมายกลับสวนทางกลับวินัยที่ลดลง

ดังนั้นความถี่ถึง147MHz ที่เราอาจได้ใช้ คนใช้ต้องมีวินัยสูงมากเพราะเครื่องที่จะใช้มันจะไปได้ถึง 148MHz ถ้าเราไปใช้ความถี่เกินกำหนด จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ โอกาสที่เราจะได้ใช้ความถี่ใหม่ๆ หรือการผ่อนคลายกฏระเบียบต่างๆคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ
รอดูครับว่าเราจะได้ความถี่ใดเพิ่ม เมื่อถึงตอนนั้นปูจะอยู่ในกระด้งหรือไม่

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:38:33 AM »
   ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
เหตุการนี้เกิดขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราเมื่อผู้เชี่ยวชาญเรื่องสายอากาศท่านนึง ถูกเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาในการติดตั้งสายอากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่  บริษัทที่ติดตั้งเลือกใช้ที่ปรึกษาตนไทยแทนที่จะเป็นวิศวกรจากบริษัทผู้ผลิตสายอากาศ เพราะเชื่อในความสามารถและเคยเห็นผลงานกันมาก่อน

การติดตั้งเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้สายอากาศหลายสิบแผงถูกนำไปติดตั้งจนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นเป็นการทดสอบระบบ ปรากฏว่าค่า vswr ในระบบสูงในระดับที่ไม่สามารถใช้งานได้ จึงทำการหาจุดบกพร่องทุกจุดก็ไม่พบแต่อย่างใด สร้างความปวดหัวให้กับหัวหน้างานของผู้รับเหมาและที่ปรึกษาชาวไทย จนที่ปรึกษาชาวไทยพูดทีเล่นทีจริงว่า เป็นเพราะไม่ได้ขอเจ้าที่เจ้าทางก่อนหรือเปล่า หัวหน้างานก็รีบจัดทำพิธีบวงสรวงบนบานศาลกล่าวตามความเชื่อ หลังจากนั้นก็แยกย้ายไปพักผ่อนเพราะเหนื่อยกันมามากแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้นที่ปรึกษาคนไทยเริ่มทำการสอบสวนผู้ติดตั้งสายอากาศทีละคน ว่าทำตามขั้นตอนหรือไม่ จนช่างปีนเสาคนนึงบอกว่าเห็นชิ้นส่วน connector หลุดออกไม่เหมือนกับหัวอื่นๆ แต่จับใส่ไปตามปกติเพราะไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาอะไร ที่ปรึกษาสั่งให้ปีนเสาขึ้นไปอีกรอบและถ่ายรูปลงมาให้ดู ผลก็ตามที่คิดเจ้า connector ตัวนี้เกิดการเสียหาย พอทำการแก้ไข และทำการทดสอบระบบอีกครั้ง ก็ผ่านการทดสอบอย่างดีเยี่ยม

ถ้ามองในมุมของคนเชื่อก็จะบอกว่าสิ่งศักสิทธิ์ดลบันดาลให้หาสาเหตุเจอ ถ้ามองในเหตุทางวิทยาศาสตร์ก็จะบอกว่าเป็นเพราะคนงานที่ติดตั้งละเลยในรายละเอียด ไม่รอบคอบ
งานนี้ไ ม่เชื่ออย่าลบหลู่

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:39:16 AM »
   กันน้ำด้วยวาสลิน
บ้านเรามีที่ตั้งอยู่ในเขตมรสุม มีฝนตกอยู่เสมอ และน้ำกับระบบสายอากาศไม่ถูกกันโดยเฉพาะตรงจุดต่อต่างๆ ในบ้านเราจะใช้การพันด้วยเทปละลายซึ่งก็ได้ผลดี
มีเทคนิคอย่างนึงที่ฝรั่งเขาเขียนเอาไว้ ต้องอ้างไปถึงหัว connector ที่คุณภาพสูงและค่อนข้างแพงหน่อย เขาจะมีซิลิโคนหลอดเล็กๆมาให้ เพื่อใช้กันน้ำตรงขั้วต่อ โดยการทาให้ทาไปตรงบริเวณเกลียวแต่อย่าให้โดนแกนกลางหรือinner ถ้าใครที่ได้มีโอกาสได้ใช้สายอากาศยี่ห้อ cushcraft แบบมือหนึ่งใหม่แกะกล่อง จะมีซิลิโนที่ว่าแถมมาให้ แล้วถ้าเราจะทำแบบนี้บ้างจะหาซิลิโคนที่ว่าได้จากใหน ซิลิโคนทั่วไปแบบที่ใช้กับการยาแนวหรือติดกระจกตู้ปลาได้หรือเปล่า



ผมไม่ทราบว่าใช้งานแทนกันได้หรือไม่ เพราะซิลิโคนบางแบบมีกลิ่นฉุนมากและมีฤทธิ์เป็นกรด ที่ฝรั่งบอกเอาไว้เขาให้ข้อมูลเสริมว่าเป็น ปิโตรเลียม เจล สำหรับการแพทย์ ซึ่งให้ความหมายเพิ่มว่ามันคือ วาสลิน(vaseline) จะแบบเดียวกับที่เราใช้ทาผิวหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ เทคนิคนี้ผมยังไม่เคยลองนะครับว่าใช้ได้ดีไม่ดีอย่างไร แต่บ้านเราใช้เทปละลายแบบเดิม ให้ความมั่นใจมากกว่าครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:40:52 AM »
   Quarter-wave  transformer และความยาวสายเฟส
เป็นเรื่องพื้นฐานที่มีประโยชน์มาก แต่พบว่ามีนักวิทยุสมัครเล่นจำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจ สังเกตุจากการตั้งกระทู้ถามใน webboard หรือการสนทนาบนความถี่ เริ่มกันที่การจำหลักวิธีการคิดคำนวน



จากภาพมีค่าที่ต้องรู้คือ
Zi คืออิมพีแดน ด้านขาเข้าหรือinput
Zo คืออิมพีแดนของสายนำสัญญาณ
ZL คืออิมพีแดนปลายทางหรือLoad
เป็นคุณสมบัติอย่งนึงของสายนำสัญญาณที่สามารถแปลงอิมพีแดนได้ ส่วนว่าทำไมถึงแปลงได้ ผมไม่ขออธิบายเพราะยังไม่แม่นในเรื่องนี้ เรามาลองดูตัวอย่างกัน
ถ้าเครื่องมีค่า50โอม สายอากาศ50โอม เราต้องใช้สายกี่โอม ตอบโดยไม่ต้องคิด เราก็ใช้สาย50โอม  เพราะเราไม่ต้องการแปลงอิมพีแดน
คราวนี้ลองโจทย์ใหม่ เป็นสายอากาศโฟลเดดไดโพล เราต้องรู้ก่อนว่าสายอากาศมีอิมพีแดนเท่าไร ว่ากันตามทฤษฏี สายอากาศชนิดฮาพเวฟไดโพลมีอิมพีแดนที่72โอม ถ้าเราเอามาพับกลับให้เป็นโฟลเดดไดโพล อิมพีแดนจะยกตัวขึ้นไปสี่เท่าหรือ288โอมโดยประมาณ แต่โพลเดดไดโพลที่เราทำใช้กันจะมีการช็อตกราวลงboom อิมพีแดนจะลดลงและเมื่อนำมาวางหน้าเสากลางหรือmast อิมพีแดนจะเหลืออยู่แถวๆ100ถึง110โอม

เรามาเข้าสูตรกัน 110x50 =5500 เอามาถอดรูทจะได้ประมาณ74โอม เราเอาสาย75โอมมาใช้ได้เลย
แต่ว่าการจะแปลงอิมพีแดนได้สายต้องเป็นเลขคี่ของควอเตอเวฟ เช่น ¼ ,¾ ,5/4 จะเลือกความยาวระยะใดอยู่ที่ความต้องการของเราว่ายาวพอกับการใช้งานหรือไม่ เช่นถ้าเราเลือกที่ความยาว3/4ความยาวคลื่น คำนวณดังนี้
300/145=2.06เมตร เราต้องคูณกับ vf ของสาย เราเลือกใช้ RG11 ซึ่ง vf เท่ากับ 0.66 เอาไปคูณกับความยาวคลื่นจะได้  136 cm  ได้มาแล้ว1แลมด้า จัดการหารด้วย4คูณด้วย3 ได้102.4cm คือความยาวที่ใช้งาน

ทำความเข้าใจให้ได้ครับเป็นพื้นฐานที่เราจะเอาไปทำสายเฟสชิ่งไลน์

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 114
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:41:38 AM »
   Far Field
ในการวิเคราะห์รูปแบบการแพร่กระจายคลื่นไม่ว่าจากโปรแกรม หรือวัดจากสนามทดสอบ หนึ่งในหลายๆปัจจัยคือระยะห่างจากสายอากาศถึงเครื่องมือวัด เขาจะแบ่งระยะห่างออกเป็นสามแบบคือ
reactive field จะกระจายรอบๆตามความยาวสายอากาศ
near field อยู่ในพื้นที่ห่างจากสายอากาศไปเล็กน้อยตามสูตรด้านล่าง
far field พื้นที่นี้จะเลยจากเขตnear fieldออกไป


L เป็นความยาวทั้งเส้นของสายอากาศ
 
ถ้าเรามี field strength meter เราสามารถทดลองทดสอบความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายอากาศเราได้ โดยใช้ระยะห่างในเขต  near field  สมมุติว่าเราใช้สายอากาศรอบตัวยาว3เมตร  ใช้งานที่ความถี่ 145 MHzระยะห่างของnear field คือไม่เกิน 8.73เมตร ให้เราตั้งเครื่องมือในเขตนี้ แต่สำหรับการวัดที่ต้องการความแม่นยำและเครื่องไม้เครื่องมือมีมาตรฐาน จะวัดสนามแม่ เหล็ก เพื่อหารูปร่างการแพร่กระจายคลื่นในเขต far field