ผู้เขียน หัวข้อ: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า  (อ่าน 56707 ครั้ง)

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #50 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:42:24 AM »
   Quarter wave stub
เคยเล่าให้ฟังถึงการรบกวนในรูปแบบ อินเตอร์มอทดูเลชั่น ว่าเกิดจากความถี่ฮาโมนิคของสองหรือสามความถี่มาผสมกันและไปรบกวนอีกความถี่นึง วันนี้เรามีวิธีลดการรบกวนแบบไม่แพงมาเสนอ ด้วยการทำควอเตอเวฟสตับ



วิธีการคือเราต้องมี vswr meter มี dummy load และขั้วต่อแบบสามทาง ขั้วชนิดนี้เราเรียกว่า TEE connector หรือ M358 และมีสายนำสัญญาณความยาว1/4แลมด้า พร้อมคอนเนคเตอร์ และหางปลาขนาดเท่ากับสาย
อันดับแรกคำนวณกันก่อนครับว่าจะใช้งานที่ความถี่ใหน สมมุติที่145.00MHz ก็จะได้ 206 cm ถ้ายาว1/4แลมด้าจะได้51.7cm ต้องเอาค่าเวโลซิตี้แฟคเตอร์ไปคุณ สมมุติเราใช้RG8 ต้องใช้ 0.66 จะได้ความยาวสายโดยประมาณที่ 34.1 cm แต่อย่าตัดเลยนะครับ เราต้องเผื่อความยาวไว้ปรับแต่ง เกินไว้สักนิ้วสองนิ้ว จัดการเข้าหัวข้างนึงให้เรียบร้อยอีกข้างปล่อยไว้
ขั้นตอนต่อไปจัดการต่อสามทางเข้าที่vswr meter ขั้วที่เหลือต่อเข้ากับดัมมี่โหลด อีกขั้วต่อกับสายที่ทำไว้ จัดการวัดค่าvswrโดยใช้กำลังส่งต่ำที่สุด ค่าที่ได้จะสูง ให้ตัดสายที่เราทำไว้ออกทีละน้อยประมาณ1cm แต่ให้รวบชีลและอินเนอเข้าด้วยกันให้มันช็อตถึงกันและค่อยๆวัดค่าvswr  พอค่า vswr เริ่มลดลงให้ตัดลงที่ละ0.5cm จนได้ค่าvswrต่ำสุดw,ไม่จำเป็นว่าจะต้องลงไปถึง 1.1:1 อย่าลืมช็อตปลายทุกครั้งที่วัดค่า vswr

เมื่อได้ค่าที่ต้องการให้บัดกรีอินเนอร์และชีลให้ช็อตถึงกัน และใส่หางปลาเข้าตรงปลายจัดการพันด้วยเทปละลายหรือท่อหดให้สวยงาม

การติดตั้งให้ต่อสายที่โยงจากสายอากาศเข้าบ้าน ก่อนจะเข้าเครื่องให้ต่อผ่านขั้วสามทาง  เพื่อต่อสายอีกเส้นนึงไปเข้าเครื่อง และขั้วที่เหลือ ใช้สตับที่ทำไว้ต่อเข้าไป ปลายของสตับถ้าจะให้ดีควรต่อสายกราวด์ลงพื้นดิน

วิธีการทำไม่ยากนะครับเมื่อเทียบกับผลที่ได้ เราสามารถใช้สตับตัวนี้ปรับแต่งต่าvswrของสายอากาศได้ เราใช้กรองฮาโมนิคได้ และยังช่วยลดความเสียหายจากการถูกฟ้าผ่าเข้ามาทางสายอากาศได้ เพราะระบบของเราจะกลายเป็นDC Ground สำหรับผู้ใช้งานสองความถี่เครื่องดำและเครื่องแดงแล้วเกิดการกวนกันเอง อุปกรณ์นี้ช่วยได้
สายที่เอามาทำใช้สาย50โอมหรือ75โอมก็ได้ ความยาวที่ตัดออกจะตัดที่ 1/4แลมด้าตามตัวอย่าง เราตัดที่1/2แลมด้าก็ได้ โดยไม่ต้องช็อตปลาย แต่จะขาดคุณสมบัติ dc ground ความยาวที่คำนวณได้ครอบคลุมความถี่ได้กว้างพอสมควร และใช้ได้ตลอด144-146MHz ไม่ต้องกังวลเวลาเปลี่ยนความถี่ และถ้าจะให้ดีถ้าทำสองชุดติดยอดเสาชุดนึง อีกชุดติดด้านล่าง จะได้ประโยชน์มากขึ้น จุดต่อที่เพิ่มขึ้นอีกหลายจุดจะมีค่าloss เพียงเล็กน้อยไม่ต้องคิดมาก ขอให้ใช้ขั้วต่อที่มีคุณภาพดีๆหน่อย

สำหรับภาพประกอปเพิ่มเติมหาในกูเกิลได้ครับ และมีเวปภาษาไทยหลายแห่งแนะนำวิธีทำไว้ครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #51 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:43:09 AM »
   โม้กลางฝน
หลักปฏิบัติที่ถูกต้องเวลาฝนตกฟ้าคะนองเราควรหยุดออกอากาศ ถอดสายอากาศออกเพื่อความปลอดภัย แต่ถ้ามันอดไม่ได้มันคันปาก ผมมีวิธีที่รุ่นพี่เคยเล่าให้ฟัง ท่านให้ใช้มือถือสายอากาศยางนี่แหละ แต่ที่ปลายสายนำสัญญาณที่เราถอดออกมาเพื่อกันฟ้าฝ่า ให้หาสายอากาศอีกต้นนึงต่อเข้าไป ต้นเล็กๆแบบควอเตอเวฟนั่นละเหมาะ เวลาเราจะคุย เราก็เอาสายอากาศยางไปจ่อใกล้ๆ เพื่อให้คลื่นวิทยุมันดูดกลืน ไปออกปลายสายด้านบนผ่านสายอากาศที่เราใช้อยู่ประจำ
การทำแบบนี้ทำให้หายอยากได้ แต่อันตรายยังมีอยู่เหมือนเดิม ทางที่ดีหยุดออกอากาศเถอะนะ ผมว่า

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #52 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:44:05 AM »
   อลูมิเนียมสำหรับทำสายอากาศ
สายอากาศสามารถใช้โลหะได้หลายชนิดที่นิยมกันคือสเตนเลส นิยมใช้ทำสายอากาศติดรถยนตร์ ถ้าสายอากาศสถานีประจำที่นิยมใช้อลูมิเนียม ถ้าเป็นสายอากาศวิทยุโทรทัศน์ ใช้ทั้งสเตนเลส อลูมิเนียม หรือแม้แต่ทองแดง
วัสดุประเภทอลูมิเนียมที่นำมาใช้ไม่ได้เป็นอลูมิเนียมบริสุทธิ์ จะมีส่วนผสมของโลหะหลายชนิดปนอยู่ ถ้าอ้างถึงสายอากาศชั้นดีที่ผลิตในต่างประเทศ ของเขาใช้อลูมิเนียมที่มีคุณภาพสูง ซึ่งต่างจากสายอากาศที่ทำขายกันทั่วไปในประเทศไทย อาจเป็นเพราะต้องการลดต้นทุนหรือหาซื้อเกรดที่ต้องการไม่ได้

อลูมิเนียมที่ต่างประเทศนิยมใช้ทำสายอากาศไม่ได้เป็นอลูมิเนียมสูตรพิเศษที่ผสมมาเพื่อทำสายอากาศโดยเฉพาะ และไม่มีส่วนผสมใดที่เป็นความลับเฉพาะยี่ห้อใดยี่ห้อนึง หากแต่เป็นอลูมิเนียมอยู่ในกลุ่มคุณภาพสูง มักจะเอามาทำสิ่งที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ ใช้ทำแม่พิมพ์ ใช้ทำชิ้นส่วนเครื่องยนตร์ หรือแม้แต่โครงของเครื่องบิน ผู้ผลิตสายอากาศนิยมอลูมิเนียมอยู่ สองเกรดคือ 6061-T6 และ 6063-T832  ตัวเลขสี่หลักเป็นตัวบอกส่วนผสมว่ามีโลหะชนิดใดอยู่เท่าไร  ส่วนรหัสต่อท้ายเป็นกรรมวิธีเพิ่มความแข็งให้กับอลูมิเนียม เช่นรีดออกมาแล้วปล่อยให้เย็น รีดออกมาแล้วผ่านน้ำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว หรือนำกลับไปอบให้ร้อนอีกครั้ง ทำให้โลหะมีความแข็งขึ้น ตัวเลขมากจะแข็งกว่าตัวเลขน้อย
ส่วนผสมโดยประมาณของอลูมิเนียมเกรดต่างๆมีดังนี้


 
อลูมิเนียมเกรด 6061-T6 มักจะใช้ทำ boomและmast เกรด 6063-T832 เอามาทำ element หรือส่วนที่ทำหน้าที่กระจายคลื่น ในบ้านเราไม่พบว่ามี 6063-T832ขาย เคยสอบถามไปที่พนักงานขายเขาบอกว่าต้องสั่งรีดเป็นกรณีพิเศษ แต่เกรดที่รองลงมาเช่น 6063-T3หรือT5 พอหาซื้อได้
สำหรับ 6061-T6 มีขายอยู่หลายขนาด แต่ราคาค่อนข้างสูง จึงมีผู้ผลิตสายอากาศในไทยบางราย ใช้อลูมิเนียมเกรดทั่วไปที่มีความแข็งแรงพอสมควรมาทำboomและmast และเอา 6061-T6ไปทำอีลีเมนต์ที่ทำหน้าที่กระจายคลื่นแทน

ทำไมถึงเลือกอลูมิเนียมสองเกรดนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องการนำไฟฟ้า อลูมิเนียมเกรดอื่นที่มีส่วนผสมของแร่อลูมิเนียมเปอเซนต์สูงๆ นำไฟฟ้าได้ดีกว่าเสียอีก แต่ว่ามันมีความแข็งแรงที่ทนต่อการกัดกร่อนของสภาพแวดล้อม และแรงลมได้น้อยเกินไป สายอากาศที่ผลิตขายในต่างประเทศเช่นของสหรัฐอเมริกา ภูมิประเทศของเขาลมแรงมาก ทั้งพายุฝนพายุหิมะถ้าใช้อลูมิเนียมเกรดธรรมดามันทนไม่ได้ ผู้ผลิตหลายรายใช้ความเร็มลม100ไมล์(160กิโลเมตร) ต่อชั่วโมงเป็นเกณฑ์ บ้านเราลมไม่ได้แรงขนาดนั้น แต่สภาพแวดล้อมของเราเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงมลพิษทางอากาศเริ่มสูงขึ้น  จึงต้องใช้โละที่ทนทานมากขึ้น
 
ผู้สนใจที่จะทำสายอากาศใช้เอง เหรือผลิตขาย สามารถหาได้จากแหล่งขายขนาดใหญ่เช่น ถนนบรรทัดทองและ(อดีต)วงเวียนโอเดี่ยน

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #53 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2012, 09:44:55 AM »
  โฟลเดดโมโนโพล
พูดถึงสายอากาศโฟลเดดไดโพลกันอีกครั้ง  มาตั้งประเด็นในเรื่องของชื่อเรียก มีผู้ให้ความเห็นไว้ว่า การที่เราเรียกว่าสายอากาศโฟลเดดไดโพลไม่น่าจะถูกต้อง แต่ควรจะเรียกว่า โฟลเดดโมโนโพล 

โฟลเดดโมโนโพลคืออะไร  เราต้องกลับไปดูที่ สายอากาศไดโพลกันก่อน ไดโพล หมายถึงสายอากาศสองขั้วป้อนสัญญาณเข้าตรงกลางในบางครั้งสามารถป้อนให้เยื้องไปข้างใดข้างนึงได้ ถ้านำมาพับกลับให้วนเป็นลูป จะเรียกว่าโฟลเดดไดโพล ความแตกต่างคืออิมพีแดนส์และแบนวิธที่เพิ่มมากขึ้น


 
โฟลเดดไดโพน                               โฟนเดดโมโนโพล

ถ้าเราเอาสายอากาศไดโพลแบบธรรมดา เอาด้านนึงหันทำมุมฉาก 90องศา ส่วนที่แพร่กระจายคลื่นจะเหลือด้านเดียวอีกด้านจะทำหน้าที่เสมือน กราวด์เพลน อิมพีแดนลดลงครึ่งนึง เราเรียกว่าสายอากาศควอเตอเวฟ

แต่ถ้าเราเอาโฟลเดดไดโพล มาพับแบบนั้นบ้าง  มันจะกลายเป็น โฟลเดดโมโนโพล หรือสายอากาศที่มีลวดยาวควอเตอเวฟแล้วพับกลับลงมาหากราวด์เพลน

สายอากาศโฟลเดดไดโพลที่เรานิยมใช้กัน มีลักษณะโครงสร้างทางไฟฟ้าแบบเดียวกับสายอากาศ โฟลเดดโมโนโพล คือด้านนึงมีความยาวควอเตอเวฟแล้วพับกลับลงมาที่บูม(ที่หลายๆคนเรียกว่าอาร์ม หรือแขน)ทำหน้าที่เป็นกราวด์ ส่วนของสายอากาศที่ยื่นเลยลงไปทำหน้าที่เป็น counterpoise ทำให้โครงสร้างทางกายภาพยังคงเป็นแบบฮาฟเวฟโฟลเดดไดโพล
ในเมื่อสายอากาศแบบที่เราใช้มันเป็น โฟลเดดโมโนโพล แล้วโฟลเดดไดโพลแท้ๆมันมีหรือเปล่า มีครับแต่เราไม่ค่อยรู้จักกัน



สายอากาศแบบนี้ จะมีแบนวิธกว้างมาก ภายในจะมีสายนำสัญญาณ 125โอม ความยาว1/4แลมด้าซ่อนอยู่ภายในท่อเพื่อแปลงอิมพีแดนจาก 300โอม มาเป็น50โอม และจะวางอีลีเมนต์ห่างจาก mast ตั้งแต่ ¼ ถึง ½ แลมด้า ถ้าหาสาย125โอม ไม่ได้ ให้ใช้การทำบาลัน4:1 ทดแทน ข้อดีคือกระแสจะไหลทั้งสองด้านเท่าๆกัน รูปแบบคลื่นจะไปในแนวราบได้ดีขึ้น

สำหรับความเห็นในเรื่องชื่อเรียก เป็นความเห็นส่วนบุคคลที่ต่างออกไป ใครจะเรียกอย่างเดิมเป็นสิทธิของท่าน

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #54 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 09:30:46 PM »
   จา พนม
ได้ยินเพื่อนกลุ่มนึงคุยกันอยู่เรื่องวางแผนที่จะปรับปรุงสถานีให้ดีขึ้นไปอีก น่าสนใจในข้อมูลหลายๆอย่างที่ผมผลอยได้รับความรู้ไปด้วย แต่มารู้สึกหงุดหงิดในใจอย่างแรง คือเขากล่าวชี่นชมเพื่อนท่านนึงที่รับหน้าที่ปืนเสาขึ้นไปติดตั้งสายอากาศ  ว่าเป็นคนเก่งมากสามารถปีนเสาสูง30-60เมตร ด้วยรองเท้าแตะและไม่ต้องใช้เข็มขัดนิรภัย ว่าเก่งมากไม่มีใครทำได้

เป็นความคิดที่ผิดอย่างรุนแรง ที่ไปกล่าวชื่นชมเช่นนั้น งานขึ้นทาวเวอเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายสามารถผิดผลาดตกลงมาได้ง่าย ถ้าพลาดไม่ตายก็พิการ ใช่ครับตอนนี้คุณเก่งคุณไม่พลาด แต่ถ้าพลาดขึ้นมาละครับ คิดดู

ขออ้างถึงต่างประเทศบ้าง อย่าหาว่าดัดจริต  ฝรั่งเขาถือมากในเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน ในข้อสอบนักวิทยุสมัครเล่นของอเมริกา มีคำถามที่เกี่ยวกับหลักความปลอดภัยอยู่หลายข้อ การปีนเสามีอยู่ในข้อสอบนั้นด้วย ซึ่งต่างจากของไทยที่ไม่ได้รับการปลูกฝังในเรื่องความปลอดภัย แถมยังดันไปชี่นชมคนที่ทำอะไรประมาทแบบนั้น

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #55 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 04:00:11 PM »
   การจัดเรียงสายอากาศ
ได้เคยอธิบายไปแล้วถึงการจัดเรียงสายอากาศเพื่อเพิ่มgainหรือ arrayในแบบที่เรียกว่า collinear ซึ่งยังมีวิธีจัดเรียงสายอากาศอีกหลายวิธี ที่ใช้กันโดยทั่วไปจะมีดังนี้

แบบแรก collinear หรือ คอลลิเนียร์ คือการนำมาต่อเรียงในแนวเดียวกันเป็นลักษณะเส้นตรง เช่นสายอากาศโฟลเดดไดโพล4สแตก หรือสายอากาศรอบตัว5/8แลมด้า สามชั้น

แบบที่สองเรียกว่า broadside หรือ บรอดไซ้ด์ เป็นการนำสายอากาศมาเรียงด้านข้าง เช่นสายอากาศยากิที่นำมาวางซ้ายขวา ทิศทางของคลื่นจะถูกบีบให้แคบลง อยู่ระหว่างกลางของสายอากาศที่นำมาเรียงกัน

แบบที่สาม end-fire หรือ เอ็น-ไฟ  เป็นการนำสายอากาศมาเรียงไว้ด้านหน้าหลัง ตัวอย่างสายอากาศประเภทนี้คือสายอากาศ W8JK หรือ Lazy-H ทิศทางของคลื่นจะพุ่งไปทางด้านข้างทั้งสองทิศทาง



แบบที่สี่ phased array หรือ เฟสอะเรย์ ลักษณะจะคล้ายๆกับ end-fire   มีวิธีการจัดรูปคลื่นให้เป็นทิศทางด้วยการป้อนสัญญาณให้เดินทางไปที่ตัวนำแต่ละตัวไม่เท่ากัน เช่นHB9CVหรือ ZL special
สำหรับสายอากาศบางความถี่ที่ไม่สามารถทำสายอากาศทิศทางได้เพราะขนาดจะใหญ่เกินไป จะใช้วิธีทำสายอากาศแนวตั้งหรือเวอติคอล หลายๆต้นมาวางล้อมเป็นวงกลม แล้วใช้สายนำสัญญาณที่ยาวไม่เท่ากัน จะทำให้คลื่นเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบมีทิศทาง มีหลายต้นก็เลือกได้หลายทิศ
การarrayยังมีแบบย่อยๆลงไปอีก แต่จะเป็นการต่อยอดจากทั้งสี่แบบ จึงขอไม่อธิบายเพิ่ม


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #56 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 04:01:50 PM »
ตำแหน่งติดตั้งสายอากาศรถยนตร์
เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าตรงกึ่งกลางหลังคาเป้นตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับรถยนตร์ ส่วนจุดอื่นๆจะมีประสิทธิภาพลดหลั่นกันลงไป จากเอกสารของบริษัท Larsen antenna มีข้อมูลเปรียบเทียบกับจุดอื่นๆตามภาพด้านล่าง



โดยกำหนดให้สายอากาศที่ใช้อ้างอิงมีค่าเท่ากับ 0.0dB

E23PDN

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 37
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #57 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2012, 12:02:22 AM »
ส่วนที่ได้ Gain เยอะที่สุด ก็ไม่ใช่กลางหลังคารถตามที่เข้าใจมา
เป็น Trunk Coner หรือข้างฝากระโปรงท้ายนี่เองนี่เอง

ถ้ารถ 5 ประตูก็คงหมดสิทธ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 25, 2012, 12:03:56 AM โดย E23PDN »
AR

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #58 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2012, 07:15:08 AM »
ส่วนที่ได้ Gain เยอะที่สุด ก็ไม่ใช่กลางหลังคารถตามที่เข้าใจมา
เป็น Trunk Coner หรือข้างฝากระโปรงท้ายนี่เองนี่เอง

ถ้ารถ 5 ประตูก็คงหมดสิทธ์

ไม่ใช่ครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ตัวเลขที่มากกว่า 0 หมายถึงมัน ด้อยกว่า ไม่ใช่ดีกว่า  ในภาพเขาไม่ใส่เครื่องหมายลบ เพราะจะได้ดูง่ายขึ้น

3dB มันลดลง 50% เลยนะครับ เราเปรียบเทียบให้สายอากาศกลางหลังคามีค่าเท่ากับ 0dB ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 ตำแหน่งอื่นๆก็ลดหลั่นกันลงไปไม่ใช่เพิ่มขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 27, 2012, 07:18:06 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #59 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2012, 07:19:27 AM »
   รหัสลับกับวิทยุสมัครเล่น
มีระเบียบอยู่ข้อนึงที่ถูกกำหนดไว้ทั้งระเบียบสากลและระเบียบในประเทศไทย ว่าห้ามนักวิทยุสมัครเล่นใช้รหัสลับ คราวนี้มีน้องท่านนึงสงสัยว่าแบบใหนถึงจะเรียกว่ารหัสลับ

รหัสลับคืออะไรก็ได้ที่เข้าใจความหมายกันในวงจำกัดเฉพาะผู้ส่งข่าวและผู้รับข่าวเท่านั้น คนอื่นมาได้ยินได้ฟังจะไม่เข้าใจความหมาย
น้องเขาก็สงสัยว่าโค็ด ว. เป็นรหัสลับหรือเปล่า เพราะเขาห้ามนักวิทยุสมัครเล่นใช้ คนเข้าใจความหมายก็มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

ถ้าว่ากันตามความหมายตรงๆ มันไม่ใช่รหัสลับครับเพราะจุดประสงค์ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นคำย่อของประโยคที่ใช้บ่อยๆ พื้นฐานคือการดัดแปลงมาจาก Q Code แต่ว่าโค็ด ว. ถูกสร้างมาเพื่อใช้เป็นการเฉพาะสำหรับราชการตำรวจ และแพร่หลายมายังหน่วยราชการอื่น ลามไปถึงเอกชนและประชาชนทั่วไป

 และเนื่องจากเป็นคนละกิจการกัน เข้าใจกันเฉพาะประเทศไทย เลยไม่เอามาปนกัน วิทยุสมัครเล่นสามารถติดต่อกันด้วยภาษาธรรมดาเพราะมีเวลาเหลือเฟือไม่ต้องรีบร้อน(เฉพาะติดต่อแบบเสียงพูด)ไม่มีความลับ ไม่ต้องย่นไม่ต้องย่อ ไม่ต้องใช้รหัส   สำหรับนักวิทยุCBในต่างประเทศ นิยมใช้ code-10 ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเขาก็ไม่เอามาใช้กับวิทยุสมัครเล่น

มีในบางกรฌีที่อนุญาตให้นักวิทยุสมัครเล่นใช้รหัสลับได้ เช่น การควบคุมการเปิดปิดเครื่องรีพีทเตอร์ หรือการควบคุมดาวเทียมวิทยุสมัครเล่น ที่จะส่งรหัสที่รู้กันเฉพาะสถานีควบคุมเท่านั้น นักวิทยุทั่วไปไม่เกี่ยว


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #60 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2012, 07:20:52 AM »
   Split
นักวิทยุอาวุโสท่านนึงซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ได้เล่าให้ฟังว่า สมัยสงครามโลกมีการส่งข่าวสารกันทางวิทยุอย่างกว้างขวางถึงแม้ว่าการติดต่อทางวิทยุจะมีความปลอดภัยของข่าวสารที่ต่ำมาก แต่ด้วยความที่มันรวดเร็วจึงนิยมใช้กัน โดยใช้วิธีเข้ารหัสไปด้วยเพื่อให้อีกฝ่ายนึงเข้าถึงข้อมูลได้ยากขึ้น

มีเทคนิคพื้นๆอย่างนึงที่นิยมใช้กัน คือการส่งข่าวด้วยการเปลี่ยนความถี่ไปเรื่อยๆ หรือการส่งความถี่นึงรับอีกความถี่นึง ซึ่งก็ได้ผลบ้างในบางครั้ง

เทคนิครับส่งกันคนละความถี่ได้รับความนิยมมาสู่วงการวิทยุสมัครเล่นด้วย เรียกว่า split หรือ สะพลิท  จะใช้ในกรณีที่มีผู้ต้องการติดต่อกับเราเป็นจำนวนมากและเรียกเข้ามาพร้อมๆกัน ในกรณีนี้สัญญาณจะยุ่งสับสนมาก ผู้รับต้องมีความสามารถสูงมาก เขาจึงลดความหนาแน่นด้วยการบอกว่า up5 เป็นอันรู้กันว่า เราจะส่งที่ความถี่นี้ แต่จะรับในความถี่ที่สูงขึ้นไปอีก 5 kH ดังนั้นใครที่อยากติดต่อด้วยต้องไปส่งที่ความถี่สูงขึ้นไปตามที่เราบอก

เทคนิคนี้พบเห็นได้บ่อยๆในความถี่HF แต่สำหรับ 2 meter band ที่พวกเราใช้กันอยู่ไม่มีใครเอามาใช้ครับ


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #61 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2012, 07:23:41 AM »
   E plan - H plan
คลื่นที่ออกมาจากลวดตัวนำหรือสายอากาศ จะมีทั้งสนามแม่เหล็ก และสนามไฟฟ้า เขาถึงเรียกคลื่นวิทยุว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ electromagnetic wave โดยคลื่นทั้งสองแบบจะอยู่ตั้งฉากกัน

ถ้าจับลวดเส้นนึงมาสมมุติเป็นสายอากาศ คลื่นที่พุ่งออกขนานไปกับควมยาวสายอากาศเรียกว่า E plan หรือคลื่นไฟฟ้า และคลื่นที่ออกมาในแนวตั้งฉากกันกระจายไปรอบๆ สายอากาศ คือคลื่นแม่เหล็กหรือ H plan

สมมุติว่าเราสามารถมองเห็นคลื่นที่ออกมาจากสายอากาศได้ ลองกำหนดให้สายอากาศเป็นลวดเส้นเดียว วางในแนวตั้ง ถ้ามองจากด้านข้างจะเห็นลวดเป็นเส้นยาวและคลื่นที่เห็นคือ E plan  แต่ถ้ามองจากด้านบนจะมองเห็นปลายของลวดเป็นจุกเล็กๆ และคลื่นที่พุ่งออกมาเรียกว่า H plan

ในสเปคสายอากาศประเภทยากิที่มาจากต่างประเทศ จะระบุบีมวิธของสายอากาศว่าในแนว E plan และH plan มีความกว้างกี่องศา เราจะได้เข้าใจความหมายถูก ว่าหมายถึงอะไร

 

เขาจะไม่บอกเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน เพราะขึ้นอยู่กับเราว่าจะเอาไปติดตั้งใช้งานในแนวใหน
ไม่ว่าจะจับสายอากาศวางในแนวนอนหรือแนวตั้ง รูปร่างของคลื่นก็ยังไหลเหมือนเดิมตามแนวของสายอากาศ ซึ่งจะยึดตามแนวของสนามไฟฟ้า หรือ E plan เพื่อจะได้รู้ว่าขณะนี้สายอากาศอยู่ในแนวตั้ง (vertical) หรือแนวนอน (horizontal)

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #62 เมื่อ: มกราคม 04, 2013, 09:33:06 AM »
   นอนมา
เราได้รู้ไปแล้วว่า E plan , H plan คืออะไร นั้นคือแนวทางของคลื่นที่ออกมาจากสายอากาศ แต่เวลาใช้งานกันจริงๆมักจะถามกันว่าใช้สายอากาศ แนวตั้งหรือแนวนอนมากกว่า เพราะรูปร่างการวางสามารถบอกได้ในทันที
ลักษณะนี้เราเรียกว่าการจัดขั้วคลื่น หรือ polarization (โพลาไร้เซชั่น)
การติดต่อระหว่างสายอากาศสองต้น ควรจะเป็นแนวเดียวกัน ถึงจะได้ผลดี หากใช้สายอากาศคนละแนวกัน สัญญาณจะลดลงไปถึง20dB

เมื่อหลายปีก่อนผมได้สายอากาศทิศทางประเภท cross yagi มาต้นนึง ยากิแบบนี้มีอีลีเมนต์แนวตั้งและแนวนอนในต้นเดียวกัน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ทำ สายเฟส เลยต่อใช้แต่แนวตั้ง  ในช่วงที่ใช้งานมีวันนึงสามารถรับสัญญาณาทางไกลจากภาคเหนือได้  ก็พยายามติดต่อ แต่ไม่สำเร็จ เลยปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน ทดลองปรับให้ใช้สายอากาศแนวนอน เพื่อทดลองความแตกต่าง  ปรากฏว่ารับสัญญาณได้ดีกว่าเดิมอย่างชัดเจน และสามารถติดต่อได้  เลยแปลกใจว่าเป็นสายอากาศคนละแนวกันซึ่งมันควรจะรับส่งได้แย่ลง แต่เหตุการณ์กลับดีขึ้น
อีกครั้งนึงไปเที่ยวที่เกาะพงัน พร้อมกับสายอากาศทิศทาง 3E ทดลองยิงเข้ามากรุงเทพ  สามรถรับฟังสถานีที่อยู่ในจังหวัดสมุทรปราการได้ ลองวางในแนวนอน รับได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็เรียกมาไม่ถึง

มีผู้อธิบายให้ฟังว่าคลื่นเดินทางมาไกล ชั้นบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆสามารถทำให้ขั้วคลื่นเปลี่ยนแนวได้ และบังเอิญขั้วคลื่นมาเปลี่ยนตรงกับบ้านเราพอดี ไม่ได้หมายความว่า วางสายอากาศคนละแนวจะรับส่งได้ดีขึ้นเสมอไป

ในกรณีนี้การติดต่อสื่อสารบางแบบที่ไกลมากๆเช่นการติดต่อกับดาวเทียม ซึ่งดาวเทียมมีสองแบบคือแบบค้างฟ้า เช่นดาวเทียมไทยคม ดาวเทียมแบบนี้จะเลื่อนที่หมุนรอบโลกด้วยความเร็วเท่ากับที่โลกหมุนรอบตัวเองเลยทำให้เหมือนกับดาวเทียมลอยนิ่งอยู่กับที่เหนือประเทศไทย
อีกแบบนึงเป็นดาวเทียวที่โคจรไปเรื่อยๆผ่านแนวขั้วโลกทั้งเหนือและใต้ ทำให้ลอยไปมาทั่วโลก ดาวเทียมแบบนี้จะทรงตัวด้วยการหมุนรอบตัวเอง ลักษณะการวางสายอากาศจึงไม่แน่นอน เขาจึงใช้สายอากาศ ที่ทำให้ขั้วของคลื่นหมุนได้  เรียกว่า circular polarization  ตัวอย่างสายอากาศที่ใช้กันเช่นสายอากาศ  helical ที่มีรูปร่างเป็นเกลียว หรือสายอากาศแบบcross yagi ที่ผมมีอยู่ แต่การทำสายเฟสต้องใช้แบบความยาวไม่เท่ากันเพื่อหน่วงเวลา ให้คลื่นออกมาเป็นเกลียว

 คลื่นที่ออกมายังมีแบบย่อยอีกคือหมุนตามเข็มหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกา แต่ตามตำราทั่วไปจะใช้คำว่าหมุนตามมือขวา หรือหมุนตามมือซ้าย


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #63 เมื่อ: มกราคม 04, 2013, 09:34:16 AM »
   เสียงปี๊บของไมค์
ความนิยมในการใช้ microphone แบบตั้งโต๊ะ ที่เรียกว่าไมค์สแตน ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีมากขึ้น เนื่องจากมีพ่อค้านำไมค์ทั้งมือหนึ่งมือสองจากต่างประเทศเข้ามาขาย และไมค์ที่ผลิตในประเทศ ก็มีผลิตขายในราคาไม่แพง

ไมค์พวกนี้ ถ้ามาแบบเดิมๆก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีการดัดแปลงไมค์ให้มีเสียงกดคีย์เสียงดังโครมคราม เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ฟังดูน่ารำคาญดี

อีกแบบที่นิยมกันกับนักวิทยุCBและลามเข้ามาถึงนักวิทยุสมัครเล่นด้วย คือการมีเสียงแปลกๆดังตอนกดและปล่อยคีย์ เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เขียนโปรแกรมเข้าไมโครคอนโทรลเลอร์ จะเอาเสียงอะไรสร้างสรรค์ได้ไม่ยาก

เสียงพวกนี้ถ้าเป็นสมัยก่อนถือว่าเป็นของต้องห้ามเขาไม่ให้ใช้ แต่เวลาผ่านไป ไม่มีใครห้ามก็เลยใช้กันแบบปกติ เสียงตอนกดหรือปล่อยคีย์นิยมเรียกว่า roger beep
ในวิทยุบางรุ่นบางยี่ห้อ เครื่องสามารถส่งเสียงแหลมๆความถี่ 1750Hz ออกมากับเสียงไมค์ได้ เราก็เอามาใช้เพราะคิดว่ามันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องรุ่นนั้นๆ

อันที่จริงเขาใส่มาเพื่อประโยชน์มากกว่านั้น  เขาใช้เพื่อกระตุ้นให้รีพีทเตอร์ทำงาน เช่นในบ้านเรารีพีทเตอร์จะเปิดทำงานตลอดเวลาใครจะใช้งานก็กดคีย์เข้าไปตามความถี่ที่กำหนดไว้ไม่มีระบบป้องกันใดๆ

แต่ในต่างประเทศเขามีระบบป้องกันหลายๆอย่างซึ่งส่วนมากจะเป็นการใส่โทนสเคลว ในบางรีพีทเตอร์เขาจะใช้โทนเสียงปี๊บ1750Hz เป็นตัวกระตุ้นให้รีพีทเตอร์เปิดทำงาน และเมื่อใช้งานจบแล้วไม่มีผู้ใช้งานต่อ รีพีทเตอร์จะเข้าสู่โหมดสแตนบายเพื่อประหยัดพลังงาน และจะทำงานอีกครั้งเมื่อมีโทนเสียงมากระตุ้น


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #64 เมื่อ: มกราคม 10, 2013, 01:29:02 AM »
   air terminal
สายอากาศที่ถูกติดตั้งไว้ในที่สูงๆมีโอกาสที่จะถูกฟ้าผ่าได้มากขึ้น การลดโอกาสที่ฟ้าจะผ่าลงมาแก้ด้วยการทำระบบกราวด์ที่ดี  มีเทคนิคอย่างนึงคือหาวัสดุที่มีลักษณะแหลมไปติดตั้งไว้ที่ส่วนบนสุดของสายอากาศ เพื่อให้ประจุไฟฟ้ามาสะสมที่บริเวณนั้น และถ่ายเทลงพื้นไปตามระบบกราวด์

อุปกรณ์นี้มีผู้เล่าให้ฟังว่าเขาเรียก air terminal เป็นแท่งโลหะรูปร่างเหมือนดินสอ ความโตประมาณ1/2นิ้ว ความยาวน่าจะสัก10นิ้ว ในสายอากาศบางยี่ห้อที่ค่อนข้างมีราคาแพงหน่อยเขาจะทำติดไว้ที่ปลาย บางท่านบอกว่า โฟลเดดไดโพล ของ cushcraft ก็มีติดอยู่ที่ปลาย แต่ที่ดูของเพื่อนข้างบ้านไม่มีเจ้าแท่งดินสอที่ว่า ไม่แน่ใจว่าโดนตัดออกหรือไม่มีมาให้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2013, 01:35:41 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #65 เมื่อ: มกราคม 10, 2013, 01:33:35 AM »
   Propagation prediction
ในช่วงปลายปีที่แล้วก่อนวันที่ 21ธันวาคม 2012  ซึ่งฝรั่งตื่นตระหนกกันว่าจะเป็นวันโลกแตก มีการพูดถึงความเป็นไปได้ว่าโลกจะแตกเพราะเหตุใด มีปัจจัยนึงคือโลกแตกเพราะพายุสุริยะ ทำให้แผ่นดินใหวน้ำท่วมโลก และการสื่อสารต่างๆขัดข้อง ข้อมูลว่าพายุสุริยะคืออะไรสามารถหาอ่านได้จากอินเตอร์เน็ท มีนักวิชาการหลายท่านออกมาอธิบายให้เข้าใจได้มากขึ้น แนะนำให้อ่านจากเวปของสมาคมดาราศาสตร์ไทย http://thaiastro.nectec.or.th จะได้ข้อมูลเชิงวิชาการที่เข้าใจง่ายน่าเชื่อถือไม่ใส่สีตีไข่เกินความจริง จนเกิดความเชื่อที่ผิดๆ

โดยปกติดวงอาทิตย์ส่งพลังงานที่เป็นคลื่นวิทยุจากการระเบิดภายในตัวเองออกมาตลอดเวลา และมีผลต่อโลกเป็นประจำ แต่ที่เขาฮือฮากันเพราะมันตรงกับรอบที่จะมีการระเบิดอย่างรุนแรงที่มีวงรอบทุก11ปี ในช่วงปีนี้เลยมีการระเบิดที่แรงมากกว่าปีที่ผ่านๆมา นักวิทยาศาสตร์ เขาเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลา เรื่องลึกๆมันยากไปครับผมเรียนไม่ถึง  และเขาจะมีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวเลขต่างๆออกมาให้ผู้สนใจทั่วไปได้รับรู้

สำหรับวิทยุสมัครเล่นก็ได้รับผลจากดวงอาทิตย์เช่นกัน แต่เป็นประจำอยู่ทุกวันไม่ต้องรอให้เกิดระเบิดรุนแรงจนเป็นพายุสุริยะ โดยจะมีผลที่เห็นได้ชัดกับการสื่อสารความถี่ HF ส่วนความถี่ VHFและสูงกว่ามีผลไม่มากนอกจากมีการระเบิดรุนแรงมากๆและจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งมีหลายๆท่านเข้าใจผิดว่าความถี่ 145 MHzที่เรากำลังใช้อยู่แล้วเกิดอาการรับส่งไม่ดี มีการจางหลาย มีสัญญาณรบกวน เกิดจากพายุสุริยะ  อย่าเข้าใจกันผิดๆนะครับ

ตัวอย่าง การแสดงค่าต่างๆ เป็นกราฟฟิคสวยงาม ทำโดย http://www.hamqsl.com/solar.html มี code เอาไปใส่ในwebของเราได้ และจะประเมินการติดต่อแบบคร่าวๆว่าความถี่ในช่วงใดติดต่อได้ดี มากน้อยแค่ใหน

   

ค่าต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์วัดได้มีอยู่ 3 ค่าที่นักวิทยุสมัครเล่นน่าจะลองศึกษาดูคือ

A หรือ A-index
เป็นการวัด activity ของสนามแม่เหล็กโลกทุกๆ 24 ชั่วโมง   ค่าA-index เริ่มตั้งแต่ 0 ถึง 400 แต่ค่าที่เกิน 100 เป็นค่าที่เกิดไม่บ่อยนัก เมื่อใดที่ A-index มีค่าต่ำกว่า 10 สนามแม่เหล็กโลกจะมีความนิ่งคาดหวังได้ว่าการสื่อสารทางวิทยุจะเป็นไปอย่างดีเยี่ยม การดูดกลืนคลื่นวิทยุในบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียน์ จะมีน้อยสัญญาณจะมีความแรงสม่ำเสมอในการติดต่อทางไกล
หากสถานที่ที่เราติดต่อด้วยอยู่ใกล้ขั้วโลก ค่า A-index จะต้องต่ำ ถึงจะติดต่อได้ดี ในขณะที่ประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร ไม่มีผลกับค่า A-index เท่าใดนัก

K หรือ K-index
K-index คล้ายกับ A-index แต่จะวัดค่าวันละ 8 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 ขั่วโมง

SFI หรือ Solar flux index
เป็นค่าที่ได้จากการวัด solar activity อีกวิธีนึง ถ้าค่าต่ำกว่า 60 หมายถึงดวงอาทิตย์มีสภาวะสงบ และอยู่ในช่วงที่ดวงอาทิตย์มีจุดดับน้อย แต่ส่วนใหญจะแสดงค่าที่มากกว่านั้น ค่าสูงๆจะเป็นผลดีในการติดต่อ

นักวิทยุสมัครเล่นจะใช้ค่า ทั้งสามค่า.ในการประเมินว่าโอกาสที่จะติดต่อกับสถานีต่างๆมีความเป็นไปได้เพียงใด ซึ่งแต่ละความถี่ต้องการค่าที่สูงต่ำไม่เท่ากันต้องไปเปิดตำราหรือถามจากประสบการณ์ของผู้ที่ศึกษามานาน ในภาพที่ยกมาเป็นตัวอย่าง มีการแสดง VHF Conditions อยู่ด้วย แต่หมายถึงติดต่อกันแบบไกลๆหลายร้อยกิโล ไม่ได้หมายถึงติดต่อระยะทางใกล้ๆในจังหวัด
เรื่องนี้ค่อนข้างเข้าใจยาก มีค่าต่างๆมากมาย เอาแค่พอรู้ครับว่ามันมีแบบนี้ด้วย ถ้าสนใจก็ต้องค้นค้าเพิ่มเติมเอาครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2013, 02:46:02 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #66 เมื่อ: มกราคม 27, 2013, 02:12:02 PM »
ที่มาของชื่อสินค้า
Cushcraft  ผู้ก่อตั้งคือ Las Cushman W1BX ท่านนี้เริ่มต้นด้วยการทำสายอากาศ vhf ให้กับกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นจึงเริ่มทำขายเป็นการพานิชย์ เมื่อตอนตั้งบริษัทใช้ชื่อว่า Cush Craft เว้นวรรคไม่ติดกัน แต่คนทั่วไปเรียกรวมกันว่า Cushcraft เลยเปลี่ยนชื่อให้ติดกัน โดย cush มาจากนามสกุลคำแรก craft หมายถึงงานฝีมือ Cushcraft จึงหมายถึงสายอากาศที่ทำจากนาย Cushman ปัจจุบัน Cushcraft ถูกบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่รายนึงซื้อไปแล้ว แต่ยังคงผลิตสินค้ายี่ห้อ Cushcraft ออกจำหน่ายอยู่ โดยสินค้าด้านสมัครเล่นบริษัท MFJ ทำหน้าที่จัดจำหน่าย

MFJ มาจากชื่อย่อของผู้ก่อตั้งคือ Matin F. Jue ปัจจุบัน MFJ มีผลิตภัณท์สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นนับร้อยรายการ มีการเข้าซื้อกิจการสินค้ายี่ห้อดังในหลายๆรายเช่น Hy-gain หรือ Cushcraft สินค้ายี่ห้อ MFJ มีทั้งดีมากๆและพอใช้ได้ปนกันไป ฝรั่งให้ชื่อเล่นของสินค้ายี่ห้อนี้ว่า Made From Junk

M2 มาจากตัวอักษรแรกของผู้ก่อตั้งสองท่านคือ Myrna K6MYM และ Mike K6MYC ซึ่งMikeเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตสายอากาศยี่ห้อ KLM และเมื่อบริษัทได้ปิดตัวลง จึงมาตั้งบริษัทใหม่  M2 มีสายอากาศในสายการผลิตกว่าร้อยรายการ ในบ้านเราเคยมีผู้นำเข้ามาขายอยู่ช่วงนึง  สายอากาศยี่ห้อนี้ออกแบบได้แข็งแรงทนทานน่าใช้ และราคาก็สูงตามไปด้วย

ICOM มาจากอักษรตัวแรกของนามสกุลผู้ก่อตั้งคือ Tokuzo Inoue (JA3FA) และ COM มาจาก Communication รายละเอียดเคยเขียนไปแล้ว

Henry Radio มาจากนามสกุลของสามพี่น้องตระกูล Henry สินค้ายี่ห้อนี้เก่าแก่มากถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ยุคเริ่มของวิทยุสมัครเล่นในอเมริกา เมื่อสามพี่น้องเปิดร้านขายอุปกรณ์วิทยุ และผลิตสินค้ายี่ห้อของตนเอง วิทยุรับส่งยี่ห้อนี้กลายเป็นของสะสมที่มีราคาสูง ปัจจุบัน Henry มีชื่อเสียงในเรื่อง RF Linear Amplifier หรือเครื่องขยายกำลังส่งโดยเน้นไปที่เครื่องหลอด

เท่าที่นึกออกก็มีแค่นี้ครับ


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #67 เมื่อ: มกราคม 27, 2013, 02:22:02 PM »
Cushcraft
สายอากาศยี่ห้อ Cushcraft เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในบ้านเรา และเป็นที่ใฝ่ฝันสำหรับหลายๆท่านที่อยากได้ของแท้ไว้ใช้กับเขาบ้างแต่ราคาที่ค่อนข้างสูงจึงใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยที่มีคุณภาพไม่ต่างกันนัก แต่ราคาสบายกระเป๋า เว้นแต่พวกยึดมั่นถือมั่นว่าของนอกต้องดีกว่าของไทย ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

วันนี้เรามารู้ประวัติคร่าวๆของสินค้ายี่ห้อนี้กัน ผู้ก่อตั้งบริษัทนี้คือ Lester A. Cushman W1AWZ หรือ W1BX ชายผู้นี้เริ่มต้นด้วยการตั้งบริษัทขายและบำรุงรักษาอุปกรณ์วิทยุสื่อสาร ในนาม Cushman Radio Company จนมีชื่อเสียงพอสมควร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 Cushman ถูกเรียกตัวให้ไปดูแลระบบสายอากาศให้กับกองทัพ และจากประสพการณ์ในครั้งนั้น จึงมาทำสายอากาศขายอย่างจริงจัง ด้วยชื่อสินค้า Cush Craft ตั้งแต่ปี 1950

เขาเริ่มต้นด้วยสายอากาศสำหรับ VHF ที่เขาคุ้นเคย และสายอากาศที่สร้างชื่อให้กับเขาคือ Ringo ต่อมาก็ปรับปรุงเป็น Ringo Ranger จุดเด่นคือตรงจุดแมทชิ่งที่ปรับแต่งง่ายและเป็นเอกลักษณ์ที่เขาออกแบบขึ้นมาเอง
แต่ก็มีผู้ใช้บางรายบอกว่ามันน่าจะดีกว่านี้ถ้ามีกราวเพลน Cushcraft รับฟังความคิดของผู้ใช้งาน และออกสายอากาศรุ่นใหม่ที่มีกราวเพลนใช้ชื่อว่า Ringo Ranger 2



สำหรับสายอากาศ Ringo Ranger II ตามสเปคบอกว่าใช้งานความถี่ 134-164 MHz และตารางการปรับแต่งจะให้มาสำหรับความถี่ 135-160 MHz แต่ในบ้านเราผู้ใช้ความถี่ที่สูงกว่านั้นมีอยู่จำนวนพอสมควร ถ้าจะใช้ต้องปรับความยาวโดยใช้ตารางจากรุ่น CRX150B ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำมาสำหรับความถี่ commercial ระยะดูที่ตารางด้านล่างครับ



สายนำสัญญาณเชื่อมกราวเพลนและจุดแมทชิ่ง ใช้ความยาว 48-1/4 นิ้ว



Les Cushman และBobลูกชาย

ในตอนนี้ Cushcraft ถูกบริษัทอื่นซื้อไปแล้ว แต่ยังคงผลิตขายอยู่ครับ



HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #68 เมื่อ: มกราคม 27, 2013, 02:25:11 PM »
   Rigid Transmission Line
สายนำสัญญาณแบบ coaxial ที่บ้านเราใช้กันมีอยู่ไม่กี่รุ่นที่นิยมใช้กัน มือใหม่เริ่มกันที่ RG58 พอมีสตางค์หน่อย ขยับไปใช้ RG8ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานสำหรับบ้านเรา บางท่านก็ขยับไปใช้ RG213 RG214ที่คุณภาพสูงขึ้นไปอีก ถ้าชอบสายโฟมก็นิยมใช้ 5D-FB 8D-FB หรือใหญ่กว่านั้น ถ้าเป็นพวกกระเป๋าหนัก กระโดดไปเล่นสายแข็ง ที่รู้จักกันในนามสาย Heliax ที่เราคุ้นเคยก็ต้องยี่ห้อ Andrew ผู้ผลิตเจ้าแรก มีตั้งแต่  1/4 นิ้วไปจนเส้นโต 1-5/8 นิ้วก็มีคนกล้าลงทุนซื้อมาใช้
แต่ช้าก่อน สายนำสัญญาณเส้นใหญ่ยักษ์ไม่ได้มีแค่นี้ เส้นใหญ่กว่านั้นก็มีแต่วันนี้เราขอแนะนำสิ่งที่ต่างออกไป สายที่ว่าเรียกว่า rigid transmission line บางครั้งเรียกสั้นๆว่า rigid line สายที่ว่านี้จะเรียกว่าสายก็คงไม่ถูก น่าจะเรียกว่าท่อซะมากกว่า

สายแบบนี้ออกแบบมาให้ใช้กับกำลังส่งสูงมาก เป็นร้อยกิโลวัตต์ สำหรับงานวิทยุและโทรทัศน์ สักษณะของสายเป็นท่อสองขนาดตามแบบของสาย coaxial ความโตของท่อก็เป็นไปตามสัดส่วนเพื่อให้ได้อิมพีแดนซ์ตามต้องการใช้อากาศเป็นฉนวนค่า vf  ประมาณ 98%  ท่อในจะใช้ทองแดง ส่วนท่อภายนอกใช้ได้ทั้งทองแดงและอลูมิเนียม ท่อแกนกลางอาจชุบเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ส่วนท่อนอกสามารถใช้อลูมิเนียมได้ และมีระบบไล่ความชื้นด้วยแกซไนโตรเจน

  ไม่ใช่ท่อประปานะครับ

ขนาดของท่อที่ใช้เท่าที่ลองค้นดูมีขนาด 7/8 นิ้วไปจนถึง 9-3/16 นิ้ว โอแม่เจ้า?? ในบ้านเรามีผู้ใช้งานไม่มากเพราะสายที่เรานิยมใช้ จะอยู่แถวๆ 7/8 นิ้ว ซึ่งถ้าจะทดลองทำกันจริงก็ทำได้แต่ต้นทุนจะสูงกว่าสายแบบ Heliax ที่หาซื้อได้ไม่ยากในปัจจุบัน ข้อจำกัดของสายประเภทนี้คือต้องต่อเป็นท่อน ท่อนละ 6 เมตรตามความยาวมาตรฐานของท่อที่มีขาย แต่ในเมื่อมันทนกำลังส่งได้มหาศาล จึงคุ้มกับงานประเภทวิทยุโทรทัศน์

สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในบ้านเรา มีผู้กล้าลงทุนทำขึ้นใช้งานซึ่งผลที่ได้ดีมากอัตราการสูญเสียต่ำมาก แต่ท่านบอกว่าถ้าเทียบกับราคาแล้วก็ยังแพงเกินไปสำหรับงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แบบกิจการวิทยุสมัครเล่น และที่ยากอีกอย่างนึงคือหาท่อที่มีความโตตามที่คำนวนไม่ได้


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #69 เมื่อ: มกราคม 27, 2013, 02:26:45 PM »
   Time Out Timer
ในช่วงนี้ผมเปลี่ยนความถี่ standby เพื่อฟังข่าวสารจาก 144.800 MHz ไปเป็น 144.900 MHz เพราะลีลาของผู้ดำเนินรายการคือ HS1TI  (VR629) มีความดุดัน สอนบ้าง ตำหนิบ้าง ชมบ้าง ให้กับน้องรุ่นหลังๆได้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องมากขึ้น หลังจากมีการปล่อยปะละเลย มานาน  จนมีหลายๆคนออกอาการไม่พอใจแอบนินทาลับหลังอยู่ในหลายๆช่อง
ลองฟังดูครับท่านนี้มีอะไรให้เราได้เรียนรู้อีกเยอะ  HS1TI  มีแฟนเก่าอยู่ไม่น้อยหลายๆท่านที่เอาแต่ฟังกลับมาขึ้นความถี่ใหม่อีกครั้งสังเกตุได้ว่ามี  HS1 ในยุคต้นๆขึ้นมาหลายท่าน และเริ่มมีแฟนใหม่เข้ามาฟังอยู่จำนวนไม่น้อย และจำนวนมากเป็นสถานีรถยนตร์

จากการเฝ้าติดตามมาพักใหญ่พบว่ามีหลายครั้งมากที่สถานีรถยนตร์ทำคีย์ค้างกดส่งโดยไม่ตั้งใจอยู่หลายครั้ง สถิติที่ผมจำได้คือ59 นาที ขาดอีกนาทีเดียวก็ครบ 1 ชั่วโมง อยากจะถามจังเลยว่าใช้เครื่องรุ่นใหน จะได้ไปซื้อบ้างแต่เขาคงเขินไม่ยอมตอบ
ถ้าเราศึกษาลูกเล่นของเครื่องวิทยุรับส่งให้ดี เครื่องที่มีขายในปัจจุบันทั้งเครื่องมือถือ และเครื่องติดรถยนตร์จะมีระบบ Time Out Timer (TOT) ติดมาแทบจะทุกเครื่อง  ระบบนี้เป็นการตั้งเวลาว่าให้กดคียืต่อเนื่องได้นานเท่าใด ถ้ากดนานต่อเนื่องจนถึงเวลาที่กำหนด เครื่องจะตัดจากการส่งไปเป็นการรับแบบอัตโนมัติ บางรุ่นจะมีเสียงเตือนให้เรารู้ตัวก่อน

หากเราทุกคนทั้งที่บ้านและในรถยนตร์ เปิดการใช้งานฟังชั่นนี้โดยตั้งเวลาให้เหมาะสมเช่น1-5นาที ไม่มากกว่านั้น การคีย์ค้างเป็นระยะเวลานานจะลดลง เพราะถ้าคุณเผลอไปทำคีย์ค้างในช่วงจำเป็นเร่งด่วนจนผู้อื่นใช้งานไม่ได้ อาจมีผลเสียอย่างรุนแรง คนเขาจะด่าคนที่คุณรักก็เป็นได้ เสียเวลานิดหน่อย อ่านคู่มือแล้วเปิดระบบนี้กันครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #70 เมื่อ: มกราคม 27, 2013, 02:27:53 PM »
   Quebec
ในการออกเสียงสัญญาณเรียกขาน ในประเทศไทยยึดเอาการออกเสียงตามแบบอย่างของITU มีตัวอักษรบางตัวที่คนไทยมักชอบเถียงกันว่าออกเสียงว่าอย่างไร คือตัว V วิคเตอ หรือ วิคต้า ซึ่งผู้รู้บอกว่าอย่างไรก็ได้ขอให้เข้าใจก็แล้วกันว่าหมายถึงตัว V

ยังมีตัวอักษรอีกตัวนึงที่เราออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์ของ ITU คือตัว Q ที่มาจากคำว่า Quebec ซึ่งเป็นชื่อเมืองของประเทศแคนนาดา อ่านออกเสียงว่า เค-เบค หรือ เคว-เบค หรือ ควี-เบค   

แต่พบว่าในการออกเสียงของนักวิทยุในปัจจุบัน อ่านออกเสียงว่า คิว-เบค หรือ คิว-บิค  ซึ่งผิดไปจากวิธีการออกเสียงตามหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และแตกต่างจากกรณีของ วิคเตอ หรือ วิคต้า ในตัวอักษร V ซึ่งสำเนียงจะต่างกันระหว่างอเมริกาและยุโรป

จากการสอบถามพบว่าส่วนใหญ่ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าต้องออกเสียงอย่างไร เห็นรุ่นพี่ๆอ่านแบบนี้ก็อ่านตามไม่มีใครทักท้วง อีกเหตุผลนึงคือเอกสารจาก กสทช และนิตยสารวิทยุสมัครเล่นของไทย  ก็ให้อ่านออกเสียงแบบนี้ซึ่งไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะต้องเอามาเถียงกัน แค่อยากให้รู้ที่มาที่ไปในสิ่งที่ถูกต้อง

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #71 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2013, 02:48:48 PM »
   Prefixในอดีต อีกครั้ง
ได้เคยเล่าไปแล้วว่าก่อนที่ประเทศไทยจะได้ prefixที่แสดงประเทศว่า HS อย่างที่ใช้ในปัจจุบัน ประเทศไทยหรือประเทศสยามในสมัยนั้น เคยมี Prefix คือ  HGA-HHZ มาก่อน ตอนนี้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
http://www.navy.mi.th/navic/document/891108b.html โดย นาวาเอก วิทยา ถำอุทก เป็นเวปของกองทัพเรือ
ขอคัดลอกเนื้อหาตรงส่วนของสัญญาณเรียกขานสำหรับประเทศไทยดังนี้
พ.ศ.2447 รัชสมัยพระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ห้างบีกริมม์ได้ขอ อนุญาตนำเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข ของบริษัท เทเลฟุงเกน แห่งประเทศเยอรมนี เข้ามาทด ลองรับส่งระหว่างกรุงเทพ ฯ กับเกาะสีชัง ระยะทาง 80 กิโลเมตร ปรากฏว่าการทดลองไม่ใคร่ได้ผลดีนัก นั่นเป็นครั้งแรก ที่มีเครื่องวิทยุเข้ามาในเมืองไทย

พ.ศ. 2450 กองทัพเรือก็มีเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข ของบริษัท มาร์โคนี อังกฤษ ติดตั้งในเรือรบต่าง ๆ และบนฝั่งเพื่อการสื่อสารระหว่างกัน

เมื่อเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลขยุคแรกมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กองทัพเรือจึงได้ตั้งสถานี วิทยุโทรเลขถาวรขึ้น 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ที่ตำบลศาลาแดง กรุงเทพ ฯ (ตรงมุมถนนพระราม 4 ตัดกับถนนวิทยุ บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม) อีกแห่งหนึ่งอยู่ที่ชายทะเล จังหวัดสงขลา (อยู่ระหว่างศาลากลางจังหวัดกับเขาเก้าเส้ง) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 6 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรก ที่ตำบลศาลาแดง เมื่อวันที่ 13มกราคม 2456 โดยพระราชทานวิทยุโทรเลขฉบับปฐมฤกษ์ ส่งถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชปักษ์ใต้ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่ สถานีวิทยุโทรเลขสงขลา ซึ่งมีใจความว่า GREETING TO YOU ON THIS, WHICH WILL BE ONE OF THE MOST IMPORTANT DAY IN OUR HISTORY หรือขอแสดงความยินดีต่อพระองค์ ในวันนี้ซึ่งจะเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของเรา และจากพิธีประวัติศาสตร์ในวันนั้น กรมสื่อสารทหารเรือ ก็ได้ถือเอาวันที่ 13 มกราคม ของทุกปีเป็นวันสถาปนากรม นับเป็นการเริ่มยุคการใช้วิทยุโทรเลขทางไกลในประเทศไทย เครื่องส่ง วิทยุโทรเลขที่ใช้ใน สถานีวิทยุโทรเลขทั้งสอง แห่งแรกนี้ เป็นเครื่องส่งระบบประกายไฟฟ้า (QUENCHED SPARKGAP) ของบริษัท เทเลฟุงเกน ส่วนเครื่องรับ เป็นเครื่องแร่ (CRYSTAL DETEC TOR) เพราะสมัยนั้นยังไม่มีหลอดวิทยุใช้
พ.ศ. 2457 รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยุโทรเลข พ.ศ. 2457 พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้กรมไปรษณีย์โทรเลข มีหน้าที่รักษาอำนาจ ในการตั้งเครื่องวิทยุและการใช้วิทยุโทรเลขในแผ่นดินไทย และในเรือกำปั่นที่อยู่ในน่านน้ำไทย กับได้บัญญัติไว้ด้วยว่า สถานีวิทยุของกองทัพบกและกองทัพเรือ จะเปิดให้สาธารณชนใช้ได้ก็ต่อเมื่อได้ตกลงเป็นพิเศษกับกรมไปรษณีย์โทรเลขแล้ว นับเป็นครั้งแรกที่ ประเทศไทย มีกฎหมายเกี่ยวกับวิทยุ

1 พฤษภาคม 2462 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ทำความตกลงกับกระทรวงทหารเรือ ให้ สาธารณชนใช้สถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงในกรุงเทพฯ และสถานีวิทยุโทรเลขสงขลาส่งข่าว สารเป็นวิทยุโทรเลขได้ โดยมอบให้กระทรวงทหารเรือ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ การช่างและการ รับส่งสัญญาณวิทยุโทรเลข ส่วนกรมไปรษณีย์โทรเลขรับปฏิบัติงานในด้านติดต่อกับประชาชน คือรับฝากและ นำจ่ายวิทยุโทรเลข เก็บเงินค่าธรรมเนียม (ค่าคำ) วิทยุโทรเลข ฯลฯ ตลอดจนติดต่อสำนักงานกลางของสหภาพวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศ ที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิต เซอร์แลนด์

พ.ศ.2475 สหภาพวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศ ได้รวมกับสหภาพ โทรเลข ระหว่างประเทศ เป็น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และย้ายสำนักงานกลาง มาอยู่ที่ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตราบเท่าทุกวันนี้

กรมไปรษณีย์โทรเลขได้รับโอนสถานีวิทยุโทรเลขที่ ศาลาแดง กรุงเทพฯ และสถานี วิทยุโทรเลขที่จังหวัดสงขลา จากกระทรวงทหารเรือมาดำเนินการเป็นสถานีวิทยุชายฝั่ง (COAST STATION) เพื่อใช้ติดต่อทางวิทยุโทรเลขกับเรือเดินทะเลพาณิชย์ ทั่วทั้งในอ่าวไทยและในทะเลหลวง กับเพื่อเฝ้าฟังการเรียกแจ้งเหตุอันตราย (S O S) และการขอความ ช่วยเหลือจากเรือหลวงในทะเล ทั้งยังได้โอนเจ้าหน้าที่พนักงานวิทยุและ ช่างวิทยุที่เป็นทหาร เรือ มาเป็นข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขด้วย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2469

สมัยนั้นสถานี วิทยุโทรเลขชายฝั่ง กรุงเทพฯ ใช้สัญญาณเรียกขานว่า HGA สถานีวิทยุโทรเลขชายฝั่งที่ สงขลาใช้สัญญาณเรียกขานว่า HGB ส่วนอีกสถานีหนึ่งที่กรมไปรษณีย์โทรเลข ตั้งขึ้นที่เกาะ ขาม (ใกล้เกาะสีชัง) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2467 เพื่อใช้แทนสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างปากน้ำ (จังหวัดสมุทรปราการ) กับเกาะสีชัง ที่ชำรุด ใช้สัญญาณเรียกขานว่า HGC สัญญาณเรียกขาน (CALL SIGN) เป็นอักษรรหัสที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศกำหนดให้ประเทศ ต่างๆ ที่เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศ ใช้เป็นชื่อเรียกขานสำหรับ สถานีวิทยุของแต่ละประเทศ พยัญชนะตัวแรก หรือสองตัวแรกของสัญญาณเรียกขาน แสดง สัญชาติของสถานีวิทยุนั้นๆ ประเทศไทยถูกกำหนดให้ใช้อักษร HGA ถึง HGZ และ HHA ถึง HHZ เป็นสัญญาณเรียกขานของสถานีวิทยุบนบกและในเรือรบ หรือเรือพาณิชย์

จนกระทั่ง กลางปี พ.ศ. 2471 สหภาพโทรเลขระหว่างประเทศจึงกำหนดให้ประเทศไทยใช้อักษร HSA ถึง HSZ เป็นสัญญาณเรียกขานใหม่ สำหรับสถานีวิทยุในประเทศไทย อักษร HS จึงเป็นอักษร แสดงสัญชาติไทยของสถานีวิทยุทุกประเภทในประเทศไทยมาจนทุกวันนี้

นั่นคือเรื่องราวที่ลงไว้ในเวปดั้งกล่าว สรุปก็คือ prefix HG และ HH เคยเป็นของประเทศไทยจริง แต่หลักฐานที่มีคือใช้กับสถานีของกองทัพเรือที่กรุงเทพ ใช้ HGA สถานีที่สงขลาใช้ HGB และสถานีที่เกาะขาม ใช้ HGC ซึ่งมีเพียง 3 สถานีเท่านั้นและเป็นการติดต่อเฉพาะภายในประเทศ

มีข้อมูลว่าผู้ที่ยี่นความจำนงค์ขอเปลื่ยนจาก HG และ HH ไปเป็น HS คือ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เพื่อถวายพระเกียรติแด่รัชการที่ 5 ซึ่งมาจาก His Majestic The King of SIAM

ข้อมูลจากการค้นหาในgoogle พบว่าประเทศสยามได้รับอนุญาตให้ใช้ HS เมื่อ เมษายน คศ1919 หรือพ.ศ.2462 ต่างจากข้อมูลในเวปกองทัพเรือ



และเป็นที่สังเกตุอย่างนึงคือสมัยที่ประเทศสยามใช้ HG และ HH มีเพียงสองประเทศในเอเซียเท่านั้นที่มี prefix ประจำประเทศ ซึ่งได้แก่ประเทศ ญี่ปุ่น และประเทศสยาม เนี่องจากประเทศอื่นๆได้กลายเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกจึงใช้ prefixของชาติเหล่านั้น  รอบบ้านเราจะเป็นอังกฤษและฝรั่งเศษ ในยุคถัดมาประเทศอื่นๆจึงมี prefix เป็นของตนเอง น่าภูมิใจมั้ย

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #72 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2013, 02:53:15 PM »
   สถานีวิทยุสมัครเล่นแห่งแรกของไทย
เป็นเรื่องต่อเนี่องครับ ใช้การอ้างอิงจากแหล่งเดิมและ  http://www.youtube.com/watch?v=e5Bt5zcbHHo

กิจการวิทยุสมัครเล่นยุคที่หนึ่ง
          การทดลองส่งวิทยุกระจายเสียงด้วยความถี่สูงหรือคลื่นสั้น แม้จะไม่สู้ได้ผลดีนักในเมื่อ รับฟังอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกรุงเทพฯ แต่ก็สามารถทำให้นักวิทยุสมัครเล่นและนักฟังวิทยุชาว ต่างประเทศที่อยู่ไกลๆ เช่น ในมลรัฐวอชิงตัน ของสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย รับฟังได้ และแจ้งยืนยันผลการรับฟังแบบนักวิทยุสมัครเล่นมาให้ทราบ จึงทำให้ท่านผู้ใหญ่และเจ้าหน้า ที่ ฝ่ายช่างวิทยุประหลาดใจตามๆ กัน เพราะแม้จะใช้กำลังส่งน้อยเพียง 200 วัตต์ ก็สามารถ ไปได้ไกล 12,000 กิโลเมตร ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปได้ ประกอบกับได้ทราบข่าวว่า มี การทดลองใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (คลื่นสั้น) ติดต่อข้ามมหาสมุทร ข้ามทวีปกันมากมายกอง ช่างวิทยุ กรมไปรษณีย์โทรเลข จึงทดลองสร้างเครื่องส่งวิทยุโทรเลขความถี่สูง และทดลอง การติดต่อทางวิทยุโทรเลขกับสถานีวิทยุสมัครเล่นในต่างประเทศ โดยใช้สัญญาณเรียกขาน ว่า HS1HH ส่วนทางกองสัญญาณทหารเรือ (ปัจจุบันเป็นกรมสื่อสารทหารเรือ) ซึ่งตั้งที่ทำการอยู่ในบริเวณสถานีวิทยุศาลาแดง ก็ตั้งเครื่องส่งวิทยุสมัครเล่นทดลองติดต่อ กับสถานี วิทยุสมัครเล่นในต่างประเทศเช่นกันโดยใช้สัญญาณเรียกขานว่า HS1BK ยุคนั้น จึงมี สถานีวิทยุสมัครเล่นของประเทศไทย 2 สถานี เป็นของกองช่างวิทยุกรมไปรษณีย์ โทร เลข สถานีหนึ่ง และของกองสัญญาณทหารเรืออีกสถานีหนึ่ง แต่มิช้ามินาน สถานีวิทยุสมัครเล่น ของประเทศไทย 2 สถานีนี้ก็อำลาจากอากาศไป

กิจการวิทยุสมัครเล่นยุคที่สอง
        เมื่อต้นปี พ.ศ.2479 เรือเอก สงบ จรูญพร ร.น. (ยศในสมัยนั้น) ซึ่งกองทัพเรือส่ง ไปศึกษาวิชาการวิทยุที่วิทยาลัยมาร์โคนี ประเทศอังกฤษ ได้มีจดหมายเรียน พันโท พระ อร่ามรณชิต (อ็อด จุลานนท์) นายช่างกำกับการวิทยุ กองช่างวิทยุ กรมไปรษณีย์โทรเลข ว่าอยากจะทดลองติดต่อทางวิทยุสมัครเล่นกับเมืองไทย โดยจะใช้เครื่องส่งวิทยุ สมัครเล่น ของอาจารย์ R.L.VARNEY แห่งวิทยาลัยมาร์โคนี เมืองเชมสฟอร์ด ประเทศอังกฤษมี สัญญาณเรียกขานว่า G5RV ความถี่ในย่าน 14 เมกะเฮิรตซ์ (ความยาวคลื่น 20 เมตร).ในรูปแบบวิทยุสมัครเล่น

อ.เสงี่ยม เผ่าทองสุข ซึ่งตอนนั้นเป็นนายช่างของกรมไปรษณีย์โทรเลขได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ ได้ดัดแปลงเครื่องราชการที่เลิกใช้งานแล้ว กำลังส่ง 400 วัตต์ และใช้สายอากาศแบบ เซปเปอลิน มีความสูงเฉลี่ย 40 เมตร

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2479 ทำการทดลอง อเสงี่ยมได้ส่งข้อความว่า CQ CQ DE HS1PJ HS1PJ HS1PJ QRK
สถานีแรกที่ติดต่อได้คือ ON4UU กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม สามารถติดต่อกันได้ดี และนอกจากนั้นยังมีสถานีต่าง ๆ ติดต่อเข้า มาอีกมากมาย ที่เป็นเช่นนั้นก็คงเป็นเพราะสถานีวิทยุสมัครเล่นของประเทศไทย หายไป เสียนาน เมื่อมีสถานี HS1PJ โผล่ขึ้นมา จึงเป็นที่ตื่นเต้นของ นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลก อ.เสงี่ยมใช้เวลาหลายสัปดาห์จึงสามารถหาสถานี G5RVพบ และติดต่อกันได้ตามวัตถุประสงค์



เรือเอก สงบ จรูญพร ร.น. ยืนถือแบบส่งโทรเลข ถ่ายร่วมกับนาย R.L. VARNEY
อาจารย์สอนวิชาวิทยุ นั่งข้างเครื่องส่ง G5RV

ข้อสัญนิษฐานของผมคือ สัญญาณเรียกขาน HS1PJ น่าจะมาจากนามสกุลของทั้งสองท่านคือ Pเผ่าทองสุข และ Jจรูญพร


เรื่องทั้งสองเรื่องยังต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องเรื่องเงื่อนเวลา




HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #73 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2013, 02:57:13 PM »
   หาความยาว guywire
เป็นเรื่องพื้นๆแต่ลำบากสำหรับหลายๆคนที่อ่อนวิชาคำนวณแบบผม เมื่อคิดจะตั้งเสาแบบง่ายๆเป็นเสาแป็บน้ำ และคิดจะโยงสาย guywire เพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรง ว่าจะต้องซื้อลวด guywire ยาวเท่าไรถึงจะพอกับการใช้งาน มีวิธีคิดแบบง่ายๆแต่ต้องพึ่งเครื่องคิดเลขครับ



เป็นภาพตัวอย่างของฝรั่งใช้ความยาวเป็นฟุตครับ แต่วิธีคิดคำนวณเหมือนกันจะหน่วยอะไรก็ได้
ใช้สูตรนี้ครับ
ใช้เครื่องคิดเลขช่วย จะได้ 
(50x50) + (70x70)
2500+4900 =7400 แล้วกดปุ่มสแควรูท จะได้ 86.023 ฟุต
เท่านี้ก็ประมาณได้แล้วว่าจะใช้งานแค่ใหนถึงจะพอ ให้เเผื่อความยาวไว้นิดหน่อย เพื่อใช้ยึดสายกับตัวเร่งปรับความตึง


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #74 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 09:22:34 AM »
   รถคอลเกต
ในสมัยก่อน การที่จะได้เข้ามาเป็นนักวิทยุสมัครเล่นใช้เวลานานและมีความยุ่งยาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยนิยมซื้อเครื่องและใช้ติดต่อกันในแบบผิดกฏหมายหรือที่เรียกกันว่าวิทยุเถื่อนหรือ ว.ถ. สามารถคุยได้ทุกเรื่อง ทั้งสุภาพและสุดถ่อย ในเมื่อมันเป็นสิ่งผิดกฏหมายจึงต้องมีหน่วยงานมารับผิดชอบห้ามปรามและจับกุม หน้าที่นี้ตกเป็นของหน่วยตรวจสอบเฝ้าฟัง ผู้ที่จับกุมเรียกว่าสารวัติวิทยุคมนาคม และมีเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพเรียกว่ารถเทพนม

รถเทพนมในสมัยนั้น เป็นรถตู้ที่ภายในมีอุปกรณ์ค้นหาตำแหน่งของการส่งคลื่นราคาหลายล้านบาท และด้วยรูปร่างของรถที่เหมือนกับรถหนังขายยาในสมัยก่อน ที่บนหลังคามีกระโจมไฟเบอร์กลาสยาวๆ รูปร่างเหมือนหลอดยาสีฟัน ยี่ห้อที่คนทั่วไปนิยมใช้คือคอลเกต รถตรวจจับจึงได้ชื่อเล่นว่ารถคอลเกต ผมเคยเห็นรถคันนี้อยู่หนนึงที่กรมไปรษณีย์ ซอยสายลม  แต่ในปัจจุบันรถคอลเกตได้เปลี่ยนรูปร่างไปตามยุคตามสมัย กระโจมบนหลังคายังคงมีอยู่แต่ลดขนาดลงมามาก มีการเปลี่ยนจากรถตู้มาเป็น ฟอจูนเนอร์ ที่กระฉับกระเฉงว่องไวขึ้น แต่ราคาอุปกรณ์ยังคงมีราคาหลายล้าน


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #75 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 09:28:40 AM »
   SDRราคาถูก
SDR ย่อมาจาก Software Defined Radio ขยายความให้เห็นภาพคือ การทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องรับวิทยุ และถ้าเพิ่มวงจรที่ซับซ้อนขึ้น สามารถทำเป็นเครื่องรับ-ส่งได้ด้วย ในปัจจุบันต่างประเทศนิยมกันมากมีผู้ทำขายอยู่หลายราย มีวงจรง่ายๆที่สามารถสร้างขึ้นใช้งานเองได้หลายวงจร การควบคุมผ่านหน้าจอ ปรับเปลี่ยนความถี่ เปลี่ยนโหมดทำได้ง่ายและรวดเร็ว นิยมเอามารับฟังว่าความถี่ใดมีผู้ใช้งานอยู่ ถ้าเป็นสถานีที่น่าสนใจจึงติดต่อเข้าไป ในวิทยุรุ่นใหม่ราคาแพงมาก(HF) จะมีจอแสดงผล เป็นสเปคตรัมแบบเดียวกับ SDR ติดมาด้วย แต่ที่จะนำเสนอราคาไม่แพงครับ

ผมได้พบการสาธิตการใช้งาน SDR จากน้องท่านนึง ก็รู้สึกสนใจเมื่อได้สอบถามราคาก็แปลกใจว่าราคาอยู่ที่ประมาณ600-900บาท ซึ่งไม่แพงเลยเพราะเราแทบไม่ได้ดัดแปลงอะไรเลยนอกจากขั้วต่อสายเพื่อต่อสายอากาศภายนอกถ้าเราต้องการรับให้ดีขึ้น อุปกรณ์นี้มาในรูปแบบ USB เสียบเข้าเครื่องได้เลย ขนาดเท่ากับเมมโมรี่แบบ USB ที่มีขายทั่วไป เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้เขาทำมาเพื่อรับโทรทัศน์ระบบดิจิตอล DVB-T ระบบเดียวกับที่จะมีใช้ในบ้านเราแต่ของเราจะทันสมัยกว่านิดนึงเพราะเป็นระบบ DVB-T2 ภายในอุปกรณ์นี้จะมี IC หลักอยู่สองตัวตัวแรกคือ RTL2832U ทำหน้าที่ถอดระหัสดิจิตอล อีกตัวนึงคือ E4000 ทำหน้าที่เป็น Tuner รับคลื่น ซึ่งกว้างตั้งแต่ 67-1700MHz โดยจะข้ามความถี่ของโทรศัพท์มือถือ



ในบ้านเราผมเดินสำรวจดูจากแหล่งขายสินค้า IT ไม่มีขายครับ ต้องสั่งจาก Ebay ราคาก็ไม่แพงเพราะแหล่งขายจะอยู่ที่ประเทศจีนและฮ่องกง ให้ค้นหาด้วยคำว่า SDR หรือ DVB-T หรือ RTL2832U  เดี๋ยวก็เจอครับเลือกเอาที่ราคาไม่แพงผู้ขายดูน่าเชื่อถือหน่อย และให้อ่านในรายละเอียดนิดนึง เพราะว่า chip E4000 เริ่มหายาก จึงมีการเปลี่ยนไปใช้เบอร์อื่น หากหาได้ให้เน้นไปยังผู้ขายที่ระบุว่าใช้ E4000 ผู้ขายบางรายอาจใช้เบอร์ R820T (รับความถี่ 24-1850MHz) ซึ่งมีการทดสอบแล้วว่าสามารถใช้งานได้พอๆกัน

สำหรับการติดตั้งและใช้งานไม่ขออธิบายครับค้นหาใน net ได้ โปรแกรมที่ใช้งานมีหลายโปรแกรม แต่ที่น้องเขาทดลองให้ดูคือ HDSDR โหลดจาก  www.hdsdr.de ฟรีครับ
 และมี link แนะนำวิธีติดตั้งที่ http://www.bonito.net/manuals/radiojet/sites/en_Downloads.htm



ลงทุนไม่มากก็ได้เครื่องรับความถี่กว้างมากไว้ใช้งาน จะฟัง CB27MHz FMบันเทิง Airband สมัครเล่น กู้ชีพ ตำรวจ CB245 ทั้งระบบ AM FM SSB CW ครอบคลุมได้หมด แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่ามันพอรับได้ คงไม่ได้ดีเท่ากับเครื่องที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
นอกจากจะทำงานบน PC ยังมีผู้เขียนโปรแกรมให้ใช้งานบน Mcintosh และ Android
Web ที่ใช้หาข้อมูลเพิ่มเติมเช่น
http://superkuh.com/rtlsdr.html
http://www.bonito.net/manuals/radiojet/sites/en_Downloads.htm
http://www.hamradioscience.com/10-ads-b-receiver-rtl2832u-r820t/



HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #76 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 09:36:02 AM »
   แนวทางการทดสอบ Gain และ Patttern ภาคสนาม
สายอากาศที่สร้างจากบริษัทที่มีมาตรฐานสูง จะผ่านการทดสอบประสิทธิภาพทั้งในห้องทดสอบและภาคสนาม การวัดในห้องทดสอบจะเป็นห้องปิดทึบทำจากโลหะเพื่อกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก และบุวัสดุกันการสะท้อนของคลื่น จากนั้นจึงวัดด้วยอุปกรณ์ทดสอบ

ถ้าเป็นการวัดค่าในภาคสนามจะทดสอบบนที่โล่งกว้างไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้มาบดบัง ผมได้เจอข้อมูลที่น่าสนใจและนักวิทยุสมัครเล่นทั่วไปสามารถประยุกต์นำมาใช้งานจริงได้ ไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง



สิ่งที่เราต้องมีคือ
1 สายอากาศที่ใช้ทดสอบ
2 สายอากาศสำหรับอ้างอิง และสายอากาศสำหรับส่ง
3 เครื่องรับวิทยุที่วัดความแรงสัญญานได้
3 อุปกรณ์ลดความแรงสัญญาณ
4 เครื่องส่งกำลังส่งน้อยที่สุด
5 อุปกรณ์หมุนสายอากาศ หรือใช้มือหมุนเอาก็ได้

เริ่มกันที่สายอากาศสำหรับส่งสัญญาณเพื่อทดสอบ ใช้สายอากาศอะไรก็ได้ครับ ติดตั้งสายอากาศที่เรียกว่า source antenna ที่ความสูงอย่างน้อย 1 แลมด้า สำหรับย่าน 145 MHz น่าจะอยู่ที่2-6เมตร เพื่อความสะดวกในการทำงาน ต่อเครื่องส่ง และใช้กำลังส่งให้ต่าที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในจุดที่สองเป็นสายอากาศที่จะใช้ทดสอบหรือ test antenna ติดตั้งห่างจากสายอากาศต้นแรกประมาณ 20 แลมด้า หรืออย่างน้อย 40 เมตร เพราะระยะห่างขนาดนี้อยู่ในเขต far field ซึ่งจะแสดงรูปแบบคลื่นได้สมบูรณ์  ให้ติดตั้งที่ความสูงระดับเดียวกัน และมีสายอากาศอีกต้นนึงใช้ในการเปรียบเทียบความแตกต่าง เขานิยมใช้สายอากาศไดโพล แบบดับเบิลบาซูกาบาลัน double bazooka balun antenna สายอากาศแบบนี้มีบาลันในตัวทำให้คลื่นวิทยุใหลเท่ากันทั้งสอง

ต่อสายอากาศเข้าเครื่องรับวิทยุที่โดยทั่วไปมี S-Meter วัดความแรงสัญญาณติดมาทุกเครื่องอยู่แล้ว แต่สัญญาณที่เราจะใช้รับ จะมีความแรงมากเพราะอยู่ในระยะไม่ห่างนักจำเป็นต้องมีตัวลดทอนสัญญาณ ที่เรียกว่า  attenuator อ่านว่า แอทเท็นนูเอเตอร์ เรียกย่อๆว่า แอทเท็น อย่าไปเรียกผิดๆว่า เอสเท็น นะครับ



ตัวอย่างในภาพเป็นของ  MFJ ราคาหลายบาทอยู่ ทั้งที่ภายในไม่มีอะไรซับซ้อน มีแต่ตัวต้านทาน หาวิธีทำในอินเตอร์เน็ทครับพอมีวิธีอยู่

เข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบ ให้ส่งสัญญาณออกมาแล้วใช้ สายอากาศ  reference antenna เพื่อหาค่าอ้างอิง โดยใช้ตัวลดทอนสัญญาณปรับลดความแรงจนเอสมิเตอร์หน้าจอเครื่องรับลดลงจนต่ำสุด แล้วจดบันทึกไว้ จากนั้นต่อสายอากาศสำหรับทดสอบ หันด้านที่คิดว่าคลื่นไปแรงที่สุดเข้าหา ทำการปรับตัวลดทอนสัญญาณจนเอสมิเตอร์ลดลงมาจนเท่ากับที่ทดสอบกับสายอากาศอ้างอิง ให้ดูความแตกต่างครับ ถ้าเราลดทอนด้วยค่าที่มากว่าก็เท่ากับสายอากาศที่ใช้ทดสอบมีความแรงกว่า ถ้าลดทอนด้วยค่าที่น้อยกว่าก็แสดงว่า สายอากาศของเรามีเกนน้อยกว่าสายอากาศอ้างอิง ส่วนจะมากหรือน้อยกว่าเท่าไรขึ้นอยู่กับความละเอียดของตัวลดทอนสัญญาณว่า ปรับค่าได้ละเอียดแค่ใหน

ถ้าเป็นสายอากาศแบบมีทิศทางจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากขึ้น คือเราต้องหมุนสายอากาศ แล้วทำการวัดค่า ถ้าต้องการแบบละเอียดก็วัดทุกๆ 5 องศา วัดค่าแล้วจดบันทึกไว้ ถ้าเอาแบบหยาบๆ ก็อาจจะ 10 องศาหรือมากกว่านั้นก็ได้

การ plot รูปแบบคลื่นใช้โปรแกรมง่ายๆอย่างExcel ช่วยทำให้ได้



จะแสดงรูปคลื่นของสายอากาศที่เราวัดได้  ผมอับโหลดไว้ที่
ท่านอาจสงสัยว่าในตัวอย่างนี้เป็นการทดสอบรับสัญญาณเพียงอย่างเดียว ไม่มีการทดสอบส่งหรือ ? ใช่ครับในการทดสอบทำแต่การรับอย่างเดียวก็พอเพราะผลที่ได้จะเท่ากัน
หากท่านมีเครื่องรับ SDR ที่นำเสนอไปในตอนที่แล้ว สามารถนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี เพราะในโปรแกรม SDR สามารถปรับลดทอนสัญญาณได้ถึง 50 dB และมี S-Meter ในตัวเอง
คงจะพอเป็นแนวทางการทดลอง แต่งานนี้ต้องรวมตัวกันเป็นทีมแล้วทดสอบสายอากาศหลายๆต้น จะสนุกมากครับ


HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #77 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 09:39:38 AM »
   สายอากาศ double bazooka
ในตอนที่แล้วมีการอ้างถึงสายอากาศไดโพลชนิด ดับเบิลบาซูกา ที่ใช้เป็นสายอากาศสำหรับอ้างอิง แต่ไม่รู้ว่ามันมีหน้าตาอย่างไร เลยมีข้อมูลมาให้ดู อาจจะลองสร้างขึ้นใช้งานเองได้ไม่ยาก



ในภาพตัวอย่างเป็นระยะของความถี่ 430 MHz แต่ใช้เพื่ออ้างอิงครับเราจำหลักการคำนวณดีกว่า เริ่มจากคำนวณหาครึ่งนึงของความยาวคลื่นของความถี่ที่ใช้งาน เช่น 300/145 = 2.68 / 2 = 1.03 เมตร  จำค่านี้ไว้ครับ และเนื่องจากเราจะเอาสายนำสัญญาณมาทำเป็นสายอากาศ เราจึงต้องเอาค่า vf มาคำนวณด้วย ก็จะได้ 1.03 x 0.66 = 0.68 เมตร

วิธีทำคือตัดสาย RG8 หรือ RG58 ให้ได้ความยาว 0.68 เมตร โดยเผื่อความยาวด้านปลายไว้เล็กน้อย จับอินเนอร์และชีลเชื่อมถึงกันให้ลัดวงจรที่ปลายทั้งสองข้าง และหาลวดมาต่อที่ปลายทั้งสองข้างด้านละ 17.5 เซ็นติเมตร เพื่อให้ความยาวรวมทั้งเส้นเท่ากับ  1 /2  ความยาวคลื่นหรือ 1.03 เมตร โดยให้มีความยาวเผื่อไว้เล็กน้อยเพื่อการปรับแต่ง

ทำการควั่นสายตรงจุดแบ่งครึ่ง กว้างประมาณ 1 เซ็นติเมตร แล้วแยกชีลให้ขาดออกจากกันเพื่อเป็นจุดเชื่อมสาย เหลือฉนวนและอินเนอร์คงเดิม นำสายนำสัญญาณอีกเส้นเพื่อจะต่อเข้าเครื่องวิทยุรับส่ง  เชื่อมอินเนอร์และชีลแบ่งกันด้ายซ้ายด้านขวา  แค่นี้เองครับจะได้สายอากาศไดโพลแบบดับเบิลบาซูกา ทำการปรับแต่งค่า VSWR ด้วยการปรับแต่งความยาวลวดปลายทั้งสองข้าง

หลักการของมันคือชีลของสายนำสัญญาณจะทำหน้าที่เป็น balun 1:1 ชนิด sleeve balun หรือ bazooka balun แต่เราทำทั้งสองข้างจึงเรียกว่า double bazooka balun ผลที่ได้คือ กระแสจะวิ่งที่สายอากาศทั้งสองซีกเท่าๆกัน รูปคลื่นจึงเป็นไปตามทฤษฏีสายอากาศ เหมาะแก่การใช้เป็นสายอากาศมาตรฐานเพื่อการอ้างอิง สายอากาศต้นนี้มี Gain 0 dBd การสร้างเพื่อใช้งานจริงและสวยงามก็ไปประยุกต์กันนะครับ อาจใส่ในท่อ PVC เพื่อให้มีความแข็งแรงขึ้น มี trick เล็กน้อยคือ ใช้ท่อ PVC สีขาว ที่เรียกว่า UPVC จะทนทานต่อแสงแดดได้ดีกว่าสีฟ้าที่เราใช้กันทั่วไป

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #78 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 09:42:00 AM »
   ตัดสายให้ลงแลมด้า
สายนำสัญญาณเป็นองค์ประกอปหลักที่อยู่ในระบบของสถานีวิทยุรับส่งที่มีความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่าระบบสายอากาศ การเลือกสายนำสัญญาณที่มีคุณภาพดีมีการสูญเสียต่ำและมีราคาพอเหมาะกับกำลังทรัพย์ของเรา เป็นสิ่งที่ทำกันโดยทั่วไป

มีปัจจัยนึงที่เรามักจะถูกสั่งสอนต่อๆกันมา เมื่อมีการเลือกสายนำสัญญาณที่จะนำมาติดตั้งในสถานีบ้านหรือสถานีรถยนตร์ ว่าจะต้องตัดสายให้ลงแลมด้า ถ้าใช้ความยาวแบบตามใจชอบจะทำให้ vswr สูง หูตึง วัตต์ตก ตามแต่ความเชื่อที่บอกต่อกันมา และการตัดสายให้ลงแลมด้าจะทำให้สายเส้นนั้นมีอิมพีแดนส์ที่ 50 โอม พอดี สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อหรือเป็นความจริง เรามักไม่ทราบที่มาที่ไป เขาว่ามาก็ว่าไป ใครไม่ทำตามจะโดนข้อหา ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เลยต้องทำตามกันไป

เรามาดูวิธีคิดคำนวณและการทำสายให้ลงแลมด้ากันก่อนแล้วค่อยอธิบายเหตุผล สิ่งที่ต้องรู้คือความถี่ที่จะใช้งานและค่า velocity factor ของสายนำสัญญาณ สมมุติว่าเราจะใช้งานที่ความถี่ย่านสมัครเล่น 144-146 MHz เลือกเอาค่ากลางในที่นี้คือ 145 MHz เป็น ตัวคำนวณ เราเลือกใช้สาย RG8 ที่มีฉนวนกลางเป็น PE ค่าvf ประมาณ 66 % หรือ 0.66 ให้หาความยาว 1 แลมด้าก่อน 300/145 = 2.068 เมตร นำไปคูณกับ vf จะได้ 1.36 เมตร ตัวเลขนี้เอาไปเทียบกับสายที่เราต้องการเชื่อมจากเครื่องของเราไปถึงสายอากาศที่ติดตั้งบนยอดเสา ถ้าเราคาดคะเนแล้วว่าต้องใช้ 20 เมตรถึงจะพอใช้งานเราก็เอาความยาว 1 แลมด้ามาหาร จะได้ 14.7 แลมด้า แต่มันไม่ลงตัวต้องปัดให้เป็น 15 แลมด้า ดังนั้นความยาวสายที่เราจะใช้งานต้องมีความยาวประมาณ  20.4 เมตร เวลาไปซื้อสายก็ต้องซื้อ 21 เมตร ถึงจะพอต่อการใช้งาน
เป็นวิธีคำนวณคร่าวๆ แต่ถ้าจะให้เข้าใจมากขึ้น ให้ย้อนไปอ่านเรื่อง  Quarter wave stub ใช้วิธีคล้ายๆกัน แต่เวลาเราทริมสายให้เปิดปลายไม่ต้องเอาอินเนอร์และชีลมาช็อตกัน ทำจนค่า vswr ลงต่ำจนพอใจ เหตุที่ทำให้ค่า vswr ลงต่ำก็เพราะว่าเมื่อเรานำสายที่มีปลายเปิดมาต่อขนานกับโหลดที่มีค่า 50 โอม ปลายสายที่ถูกตัดให้ลงแลมด้า ตรงจุดนั้นจะมีอิมพีแดนส์เป็นอนันต์หรือ อินฟีนิตี้ เครื่องจะมองเห็นแต่อิมพีแดนส์ของดัมมี่โหลดที่มีค่าเท่ากับ 50 โอม

แล้วทำไมต้องตัดให้ลงแลมด้า ใช้แบบธรรมดาไม่ได้หรือ ตอบว่าได้ครับตราบใดที่สายอากาศหรือโหลด มีค่าเท่ากันคือ 50 โอม ไม่ว่าคุณจะใช้สายยาวแค่ใหน เครื่องก็มองเห็นสายอากาศมีอิมพีแดนส์เหมือนเดิม ค่า vswr จึงไม่เปลี่ยนแลง ได้อย่างไรก็อย่างนั้น

แต่เมื่อใดก็ตามถ้าเราไม่สามารถทำให้สายอากาศมีค่า 50 โอมได้ ความยาวของสายนำสัญญาณที่ไม่ลงแลมด้า จะเกิดการแปลงอิมพีแดนส์ให้เครื่องมองเห็นค่าอิมพีแดนส์ผิดไปจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก  ขออนุญาตใช้ภาพตัวอย่างและคำอธิบายของตุณ คนไทยใกลบ้าน จากกระทู้  http://www.100watts.com/smf/index.php?topic=32116  ดังนี้



Case 1-6 เป็นกรณีที่ load impedance มีค่าใกล้เคียงกับ transmission line มากๆ จะเห็นว่าความยาวสายแทบไม่มีผลกับ impedance ที่มองผ่านมันเลย นั้นคือค่าที่เครื่องส่งมองเห็นยังคงใกล้กับค่าจริงของ load impedance มาก

Case 7-12 เป็นกรณีที่ load impedance มีค่าผิดไปจากระบบ 50 โอห์ม มากพอสมควร (30+j5  SWR ประมาณ 1.7)
ค่า impedance ที่มองผ่าน transmission line ที่ความยาวสายต่างๆ จะเปลี่ยนไปเยอะมาก ตามความยาวสาย

ให้สังเกต Case 3,6,9,12 นะครับ เป็นค่าความยาวที่ถูกต้องของสายครู RG-58A จะเห็นว่าค่า load impedance กับค่าที่มองผ่าน transmission line จะใกล้ เคียงกันแทบทุกรณี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ถูกต้องของสายครู

Case 1,4,7,10  จะเห็นได้ว่า case 1,4 นั้น ค่าที่ได้ยังคงใกล้เคียงกัน เช่นการวัดกำลังส่งด้วย dummy load หรือระบบสายอากาศ ที่ค่า impedance ไม่เพี้ยนไปจาก 50 โอห์มมากนัก   
แต่ใน case 7,10 นั้น ค่าที่ได้จะแตกต่างไปอย่างมาก เช่น ถ้านำมาใช้กับระบบสายอากาศที่ matching ไม่ตรงกับย่านความถี่ที่ใช้งานเป็นต้น
ในตัวอย่างใช้ความยาวเพียง 1 แลมด้าสำหรับทำสายครู ในการคิดคำนวณ จะเห็นได้ว่าถ้าเราปรับแต่งสายอากาศมาจนดีเยี่ยม ความยาวสายไม่มีผล(ยกเว้นเรื่องของการสูญเสีย) แต่ถ้าเราปรับแต่งสายอากาศยังไม่ดีพอ ความยาวสายจะมีผลค่อนข้างมาก

ในกรณีนี้อยากจะให้เน้นที่การปรับแต่งสายอากาศให้ดีที่สุดเสียก่อน จะได้ไม่ต้องไปกังวลต่อความยาวของสาย แต่ถ้าใครจะทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถิดครับ ขอให้เข้าใจถึงเหตุผลก็พอ อย่างเช่นการที่คิดว่าตัดสายให้ลงแลมด้าแล้วจะทำให้สายมีค่า 50 โอมพอดี เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าสายจะยาวแค่ใหนถ้าสายเส้นนั้นถูกผลิตมาให้มีอิมพีแดนส์ 50 โอม สายเส้นนั้นก็ยังคงมีอิมพีแดนส์ประจำตัวที่ 50 โอม เท่าเดิม มันคนละเรื่องกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการที่เครื่องส่งมองเห็นสายอากาศตรงหรือไม่ตรงกับความจริงโดยพยายามไม่ให้สายนำสัญญาณไปเปลี่ยนแปลงค่า

การตัดสายสามารถตัดให้ลงเศษที่1/2แลมด้าได้นะครับไม่จำเป็นต้องเต็มแลมด้า  และอีกกรณีนึงถ้ามีความจำเป็นต้องใช้งานแต่หาสาย 50 โอม ไม่ได้ หาได้แต่สาย 75 โอม เราสามารถนำมาใช้งานชั่วคราวได้โดยไม่ต้องกลัวเครื่องพัง แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อแม้ว่าจะต้องตัดให้ลงแลมด้าจริงๆและห้ามเปลี่ยนความถี่ใช้งาน

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #79 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2015, 11:37:43 AM »
   สัญญาณเรียกขานต้องห้าม
จั่วหัวเสียน่ากลัวแต่ไม่มีอะไรมากหรอกครับเป็นข้อกำหนดบางอย่างที่น่ารู้ สัญญาณเรียกขานในที่นี้คือสัญญาณเรียกขานที่มีตัวอักษรอันจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสัญญาณในภาวะฉุกเฉินเช่น SOS จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นสัญญาณเรียกขาน เช่นHS1SOS แบบนี้จะไม่ออกให้ ตัวอักษรอื่นเช่น CQ เป็นการเรียกแบบไม่เจาะจงสถานี 
ในส่วนของ Prefix เขาก็จะไม่ใช้ เลข 1 เพราะจะสับสนกับตัว I เลข 0 ก็ไม่ใช้เพราะคล้ายกับตัว O เป็นต้น
ข้อกำหนดอีกอย่างนึงก็คือสัญญาณเรียกขานที่มี suffixes ในหมวด Q เดิมข้ามไปทั้งหมวดแต่ภายหลังประมาณเดือนสิงหาคม 2546 หมวดอักษร Q ได้ถูกนำกลับมาใช้ เนื่องจากสัญญาณเรียกขานเริ่มไม่พอมาใช้ แต่ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด ได้มีการยกเว้นในบางตัวที่มีตัวอักษรคล้ายกับ Q-CODE โดย กฎของ ITU ข้อ M1172 แนะนำให้ข้าม QOA-QUZ บางประเทศก็ทำตามข้อกำหนด ในบางประเทศอาจจะยังคงข้าม Q ทั้งหมด สำหรับประเทศไทยนำมาใช้โดยเว้น QRA-QUZ



แต่ไปเจอข้อมูลแปลกๆที่สร้างความสับสนถึงความไม่แน่นอนของผู้ออกสัญญาณเรียกขาน กล่าวคือ callsign กลุ่ม HS ทั้งหมด และ E21 E20 E22 E27 E29 ได้ข้าม suffix QRA-QUZ แต่ในหมวด E23 และ E24 กลับนำมาใช้เป็นบางตัวแล้วยังไม่เหมือนกันเสียด้วยดังตารางด้านล่าง



จากตาราง X คือ E23 O คือ E24
ไม่รู้ว่าเขาใช้มาตรฐานอะไรมากำหนดกันแน่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 11, 2015, 10:02:29 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #80 เมื่อ: มิถุนายน 25, 2015, 09:43:05 AM »
  เรื่องวุ่นๆคุณอยู่เขตไหน ภาคต่อ
   เป็นที่แน่นอนแล้วว่าต่อแต่นี้ไปการออกสัญญาณเรียกขานจะไม่มีการแบ่งเขตอีกแล้ว ทุกภาคของประเทศไทยถูกรวมเป็นเขตเดียว และออกสัญญาณเรียกขานตามลำดับขอก่อนได้ก่อนไม่สนใจว่าจะอยู่จังหวัดใหน แต่มีผู้สงสัยว่าก่อนที่จะรวมเขตเขามีวิธีแบ่งอย่างไร ผมรวบรวมข้อมูลที่ใกล้เคียงความถูกต้องที่สุดเท่าที่จะหาได้ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลของ กสทช. (เฉพาะ  E22 ถึง E29 ) ไว้ดังนี้


สัญญาณเรียกขานแบบรวมเขตจะเริ่มที่ E23DBT เป็นคนแรกแล้วไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ และจะข้ามสัญญาณเรียกขานแบบแบ่งเขตที่ออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว สำหรับสัญญาณเรียกขาน E24BA-E24ZZ กสทช.ได้ข้ามไปเข้าใจว่าสงวนไว้ในกิจกรรมพิเศษอื่นๆ ซึ่งไม่มีรายละเอียดออกมา และเข้าใจว่าจะรวมถึง E25BA-E25ZZ, E26BA-E26ZZ, E28BA-E28ZZ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 25, 2015, 10:34:29 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #81 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 10:32:58 AM »
   ทำไม 0 dBd = 2.15 dBi
หน่วยวัดเกนของสายอากาศที่ยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานมีอยู่สองหน่วยคือ dBd ที่เปรียบเทียบจากสายอากาศฮาฟเวฟไดโพล และ dBi เปรียบเทียบจากสายอากาศไอโซโทรปิค โดย dBi จะมีตัวเลขมากกว่า dBd อยู่ 2.15 บางตำราก็บอกว่า 2.14  ผมก็สงสัยว่า 2.15 หรือ 2.14 มันมาอย่างไร ค้นเจอข้อมูลวิธีคิดซึ่งเขาอธิบายไว้ดังนี้
สายอากาศเปรียบเสมือนรูกระจายคลื่น ภาษาอังกฤษใช้คำว่า aperture ซึ่งรูกระจายคลื่นของสายอากาศไอโซโทรปิคแพร่คลื่นออกเป็นทรงกลมเกลี้ยงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5/16 ความยาวคลื่น แต่เจ้าสายอากาศฮาฟเวฟไดโพลจะมีรูกระจายคลื่นที่แพร่คลื่นออกเป็นทรงรีคล้ายลูกรักบี้ และมีขนาดโต 1.64เท่า เมื่อเทียบกับสายอากาศไอโซโทรปิค ดังนั้นจึงเกิดเป็นสูตรคำนวณดังนี้
ให้ A= สายอากาศฮาฟเวฟไดโพล ให้ B= สายอากาศไอโซโทรปิค
อัตราขยายหรือ เกน = 10log(A/B) = 10log(1.64/1) = 2.148438405 = 2.15
ความแตกต่างของสายอากาศสองแบบจึงอยู่ที่ 2.15dB (ปัดเศษแล้ว) เรื่องจึงเป็นเช่นนี้แล

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #82 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 10:34:53 AM »
   อยากเล่น
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเมื่อนักวิทยุท่านนึงสอบถามมายังผู้ทำหน้าที่ net ถึงการรับสมัครอบรมและสอบเพื่อเป็นนักวิทยุสมัครเล่นในเรื่องการซื้อใบสมัครให้กับเพื่อนอีกท่านนึง จากการซักถามได้ความว่า ในครั้งที่แล้วไปซื้อใบสมัครแล้วแต่ไม่ได้ไปสอบ โดยให้เหตุผลว่าเป็นผู้พิการ ทาง net ก็บอกว่าในการสอบหลายๆครั้งมีผู้พิการทางสายตามาเข้าสอบหลายคน และเจ้าหน้าที่คุมสอบก็ดูแลเป็นพิเศษ สอบผ่านไปก็หลายคน ทาง net สอบถามต่อว่าที่บอกว่าพิการ พิการด้านใด ผู้ที่สอบถามเข้ามาบอกว่าหูเขาไม่ได้ยินเสียง เวลาคุยกันต้องใช้ภาษามือ แต่ตอนนี้เป็นอาสา อยากมีวิทยุไว้พก net เลยอธิบายให้เข้าใจในกฎระเบียบว่ามันเป็นคนละกิจการเอามาปนกันไม่ได้ เพื่อนท่านนั้นก็เข้าใจ และกล่าวอำลาไป

มีเสียงสอดแทรกเข้ามาหลังจบการสนทนาว่า ไม่ได้ยินเสียงแล้วจะใช้วิทยุคุยได้อย่างไร  Net คนสวยแต่ไม่สาวของเรารีบดุ ว่าห้ามแซว
เฮ้อ..ก็ใจมันอยากนี่คราบ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #83 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 10:36:54 AM »
   ผมเป็นนักวิทยุสมัครเล่น
เช้าวันนึง ณ ร้านขายสายอากาศชื่อดัง สองสามีภรรยาเดินเข้ามาในร้านเพื่อเลือกซื้อสายอากาศติดบ้าน เจ้าของร้านบรรยายสรรพคุณถึงสายอากาศที่มีขาย และแนะนำสายอากาศขนาดกระทัดรัด gain สูง ติดตั้งง่ายราคาไม่แพง ฝ่ายภรรยาเห็นดีเห็นงามกับผู้ขาย แต่ฝ่ายสามีกลับปฎิเสธ พร้อมกับยืนยันว่าอยากได้โฟลเดดไดโพล4สแตค เหตุผลของแกก็คือเมื่อเอาไปติดที่บ้านแล้วใครผ่านมาผ่านไปจะได้รู้ว่าบ้านนี้มีนักวิทยุสมัครเล่น ไอ้สายอากาศรูปร่างประหลาดที่คนขายแนะนำ ถ้าเอาไปใช้งานชาวบ้านเขาก็จะไม่รู้ว่าบ้านเราเป็นนักวิทยุสมัครเล่น เอากับพี่แกซิ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #84 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 10:58:09 AM »
   วิธีแยกปลายสาย
ท่านที่ทำสายอากาศคงเคยผ่านขั้นตอนนี้มาแล้ว เป็นเทคนิคที่บางท่านทราบแล้วแต่เชื่อว่าอีกหลายคนไม่ทราบ ขั้นตอนนี้คือการต่อสายนำสัญญาณเข้าจุดที่ป้อนสัญาณซึ่งต้องแยกส่วนที่เป็นอินเนอร์และชีลน์ออกจากกัน เราอาจจะแยกสายชีลน์ที่ถักอยู่ด้วยการคลี่มันออกมาแล้วนำมาพันเป็นเกลียวใหม่ ผมมีวิธีที่ที่ง่ายว่าคือทำแบบในภาพครับ

จะแยกสายชีลน์ออกมาได้สวยงาม สายยังถักกันแน่นไม่หลุดลุ่ยเอาไปใส่หางปลาพันเทปละลายได้สวยงาม
เคล็ดไม่ลับอยู่ที่ขั้นตอนที่ 2 ถ้าเรางัดออกมาเลยจะพบว่าทำได้ยากหากไปเจอสายคุณภาพดีชีลน์ถักมาแน่นยิ่งทำยากมาก ให้ขยี้ทองแดงถักบิดไปมา แล้วรูดขึ้นลง ทองแดงจะคลายตัวออก คราวนี้จะงัดสายให้แยกออกจากกันง่ายมาก ลองเอาไปทำดู
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 09, 2015, 11:13:27 AM โดย HS1XFR »

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #85 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 11:38:29 AM »
  วัด swr สายอากาศยากิแบบ cushcraft
วิธีการวัดค่า swr แบบนี้อ่านเจอจากหน้าโฆษณาสายอากาศของ cushcraft และเคยเห็นผู้มีประสบการณ์ด้านสายอากาศท่านนึงใช้อยู่แต่จัดว่าเป็นวิธีการที่ยุ่งยากเอาเรื่อง ในโฆษณานั้นเป็นสายอากาศยากิรุ่นที่บ้านเรานิยมใช้กันคือรุ่น 215wb รุ่น15อีเลเมนต์ที่มีรีเฟกเตอร์3ก้านที่เรานิยมเรียกกันในบ้านเราว่า ปิดตูด  เขาเขียนไว้ว่าเราสามารถปรับแต่ง swr ก่อนนำสายอากาศไปติดตั้งจริง ด้วยการหาที่ว่างโล่งๆไม่มีอะไรเป็นสิ่งกีดขวาง ที่เขาเน้นย้ำคือต้องห่างจากสายไฟฟ้า จับยึดสายอากาศบนแท่นหรือขาตั้งที่มั่นคงแล้ววางในแนวดิ่ง อ่านไม่ผิดครับ เขาให้จับสายอากาศตั้งขึ้นหันทิศทางขึ้นฟ้า หันด้านรีเฟคเตอร์ลงด้านล่างวางสูงจากพื้นสองสามฟุตก็พอจับยึดให้มั่นคงด้วยเชือกหรือวัสดุไม่นำไฟฟ้า แล้วทำการปรับแต่ง
เขาไม่ได้ให้รายละเอียดว่าทำไม แต่น่าจะเป็นเรื่องของ กราวเอฟเฟค จากพื้นดินที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อนำสายอากาศขึ้นไปติดตั้งจริง ด้านท้ายของสายอากาศเป็นทิศทางที่เราไม่ได้ใช้งานอยู่แล้ว คงพอจะเคยเจอกัน ปรับแต่งด้านล่าง swr ลงสวยมากแต่พอนำขึ้นไปติดตั้งเกิดการเปลี่ยนค่าต้องเอามาปรับแต่งใหม่ วิธีการนี้เห็นว่าไม่มีใครเขาใช้กันแต่เป็นคำแนะนำจากผู้ผลิตก็เลยเอามาให้อ่านกัน การเอาไปใช้จริงจะดีจริงหรือไม่ต้องลองดูครับ อ้อเขายังย้ำว่าอย่าลืมเรื่องความแน่นหนาของจุดที่ปรับแต่ง swr และขั้วต่อต่างๆ
ในความเห็นของผมวิธีนี้น่าจะเหมาะกับสายอากาศทิศทางที่มีความยาวบูมไม่มาก ถ้าสายอากาศขนาดใหญ่คงไม่คุ้มกับการเสียเวลา

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #86 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 11:40:14 AM »
   Clubstation
ในระเบียบฉบับปัจจุบันมีสถานีอยู่ประเภทนึงเรียกว่า clubstation หมายถึงสถานีที่ใช้ฝึกฝนให้ความรู้กับนักวิทยุสมัครเล่นหรือผู้สนใจจะเป็นนักวิทยุสมัครเล่น ปัจจุบันมีผู้ขออนุญาตตั้งสถานีประเภทนี้อยู่หลายแห่งแต่เท่าที่ติดตามดู กลุ่มผู้ขออนุญาตจัดตั้งดูเหมือนจะไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงสักเท่าไร มักจะรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทอดกฐินผ้าป่า แจกของเด็กร่วมงานเลี้ยง ซึ่งมันไม่ได้พัฒนาความรู้ความสามารถด้านวิทยุสมัครเล่นสักนิด ตกหัวค่ำก็ขึ้นมาเช็คเน็ทเพื่อประกาศตัวว่ากลุ่มของฉันก็เป็นคลับสเตชั่นกับเขาเหมือนกัน คลับบางแห่งได้ยินเสียงออกอากาศแค่ตอนเปิดตัวแล้วก็หายไปเลย คลับบางแห่งมีวัตถุจัดตั้งแปลกๆทางราชการก็อนุญาต ที่บ่นมาก็อยากจะให้ผู้ที่ขอจัดตั้งมีกิจกรรมที่ตรงกับวัทถุประสงค์ที่เขาอตุส่าห์ออกระเบียบดีๆให้เรา
มีเรื่องเล่าจากนักวิทยุสมัครเล่นท่านนึง ท่านเล่าว่านานมาแล้วได้ไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และตามประสาของคนไทยและนักวิทยุสมัครเล่นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งนึงที่ต้องไปคือ อะกิฮาบารา แหล่งขายสินค้าเทคโนโลยีชื่อดังและที่นี่มีร้านขายอุปกรณ์ด้านวิทยุรับส่งอยู่มากมายหลายร้าน ตึกใหญ่โตมีสินค้าขายหลายชั้น ที่น่าสนใจคือชั้นบนของตึกเหล่านั้นเขาจะตั้งเป็น clubstation ให้นักวิทยุสมัครเล่นได้ทดลองออกอากาศ นักวิทยุท่านนั้นกลับเมืองไทยพร้อมกับนำแนวความคิดนี้กลับมาด้วย ได้คิดจัดตั้ง clubstationในประเทศไทย โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆแบ่งงานกันทำตามความถนัดคนนี้เก่งเรื่องเครื่องจะขายเครื่องซ่อมเครื่อง คนนั้นเก่งเรื่องสายอากาศจะทำสายอากาศขาย มีกิจกรรมให้ความรู้ตามที่แต่ละคนถนัด เรื่องอื่นๆก็แบ่งกันไปพร้อมกับมีห้องให้ผู้สนใจวิทยุสมัครเล่นได้ทดลองออกอากาศ แนวความคิดนี้ดูเหมือนดีแต่ด้วยติดขัดปัญหาด้านกฎหมายและข้อขัดข้องบางประการ โครงการนี้เลยไม่เป็นไปตามที่หวังคงเหลือแต่งานด้านสายอากาศที่ยืนยาวมาถึงปัจจุบัน เดาซิว่าหมายถึงที่ใหน??

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #87 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 11:40:59 AM »
   พูดจาสามหาว
เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน ฟิลเดย์คอนเทสในประเทศไทย มีเพื่อนๆเข้าร่วมการแข่งขันมากมายทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ การทำผิดกติตาการแข่งมีให้เห็นประปรายน้อยกว่าปีที่ผ่านมาแสดงว่าผู้เข้าแข่งทำการบ้านมาดี ส่วนผู้ที่ไม่ได้ลงแข่งแต่เป็นตัวแจกแต้มยังเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน ทำไปทำไม บางท่านรำคาญเสียด้วยซ้ำ บางท่านยินดีร่วมกิจกรรมแต่ก็ต้องมาอธิบายกฏกติกาให้ทราบอยู่เป็นระยะ ในการแข่งขันบางทีมไปตั้งสถานีชั่วคราวอยู่บนยอดเขาสูง แค่เดินขึ้นลงก็หมดแรงแล้ว นับถือ
เรื่องสนุกเกิดจากผู้เข้าแข่งขันประเภทแข่งคนเดียวรายนึงพยายามติดต่อกับเพื่อนหลากหลายสถานีจนเวลาดึกดื่น เนื่องจากต้องใช้เวลา24ชั่วโมงให้เกิดประโยชน์ที่สุด มีเสียงร้องซีคิว ฟิลเดย์ คอนเทส  สลับกับเสียงหาวเล็กๆแสดงความอ่อนเพลียเป็นระยะ จนเพื่อนๆที่ฟังอยู่บอกให้ใจเย็นหาวให้ครบสามครั้งแล้วจะให้คะแนนจะได้กลับไปนอนเอาแรง อึดจริงๆพ่อคุณ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #88 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 11:41:58 AM »
   เกิน100กิโล
ศูนย์ควบคุมข่ายแห่งนึงเปิดให้ทดสอบสัญญานประจำวันตามประเพณีนิยม แต่ศูนย์แห่งนี้มีลำดับขั้นตอนในการแบ่งกลุ่มนักวิทยุสมัครเล่นไม่เหมือนชาวบ้านเขา โดยเรียงจากศูนย์ควบคุมข่าย คลับสเตชั่น สถานีทางไกล เครื่องมือถือ แล้วจบด้วยรุ่นโอเพ่นไม่จำกัดรูปแบบ
เรื่องฮาๆเกิดจากกลุ่มทางไกล เน็ทประกาศลั่น เชิญสถานีทางไกล100กิโลขึ้นไป บรรดาขาแรงต่างจังหวัดเข้าคิวทดสอบความแรงอย่างสนุกสนาน และแล้วก็มีสถานีนึงติดต่อเข้ามา ลงท้ายด้วยสุราษฎร์ธานี งานเข้า สถานีนี้ดูจะแรงเกินเหตุ เน็ทผู้มากประสพการณ์ซักถามว่าอยู่อำเภออะไร พี่แกตอบหน้าตาเฉย ตอนนี้อยู่พุทธมณทล  เดินทางมาจากสุราษฯ  โถพ่อคุณ เขาหมายถึงสถานที่ออกอากาศห่างออกไป100กิโลไม่ใม่ได้ถามถึงบ้านเกิด มันน่าล่อซักป๊าป
 

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #89 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 11:49:44 AM »
   สิทธิบัตรสายอากาศ
เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับคนไทยถือเป็นของใหม่ที่เกิดขึ้นไม่นานต่างกับต่างประเทศที่ถือเป็นเรื่องจริงจังและใช้กันมาเป็นร้อยปี มีนักประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมาย พวกที่คิดก็คิดไปพวกที่คิดไม่เป็นแต่มีทุนมีสตางค์ก็ไปซื้อลิขสิทธิ์เขามาผลิตขายแบ่งกันร่ำรวย ต่างกับคนไทยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่สนใจว่าจะละเมิดสิทธิใครหรือไม่ถ้ามันมีขายก็จะเหมารวมไปว่าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ถ้ามันผิดก็ต้องไม่มีขายซิ นี่เห็นขายกันเกลื่อนไปหมด เสื้อผ้า เครื่องประดับ เพลง มากมายหลายอย่างบรรยายไม่หมด ความแตกต่างในแนวความคิดนี้เราจึงเห็นว่าบ้านเมืองที่เขาเจริญแล้วเขาจึงแข่งขันกันประดิษฐ์คิดค้นสินค้าออกมาขายช่างต่างกับบ้านเราที่เป็นผู้ใช้กันอย่างเดียวมีอะไรออกมาขายพี่ไทยเรามีใช้หมดน่าภูมิใจเหลือเกิน
เรื่องที่จะเล่านี้เป็นการเจอโดยบังเอิญถึงจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหลายๆคน คือระหว่างที่หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทผ่านอาจารย์กูเกิลก็พัดหลงไปเวปที่เกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ผมก็ลองใส่คำว่า antenna ลงไปปรากฏว่าเจอสายอากาศมากมาย บางแบบเป็นสายอากาศที่เรารู้จัก จึงได้อ่านรายละเอียดเหคุผลที่มาที่ไปในการออกแบบสายอากาศแบบนั้นๆทำให้เราได้รู้ที่มาที่ไปของสายอากาศจากต้นตอผู้ออกแบบตัวจริงซึ่งน่าสนใจมากๆ เช่นสายอากาศ isopole เขาจดโดยใช้ชื่อเรื่องว่า END SUPPORTABLE DIPOLE ANTENNA
รหัสการจดทะเบียนคือ 4352109 เนื้อหาต้องอ่านเองครับ และยังมีสายอากาศอีกมากมายมหาศาล หลายแบบทำขายได้จริงบางแบบอาจจะสร้างยากหน่อยเราศึกษาหาความรู้ได้เป็นอย่างดี ที่บอกไม่ได้ห้ามทำตามแต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ลอกแบบ การลอกแบบแล้วพัฒนา ช่วยให้บางประเทศเช่นญี่ปุ่น ใต้หวัน จีน ประสบความสำเร็จในทางเศรษฐกิจมาแล้ว แต่เขาก็สนับสนุนคนของเขาอย่างเต็มที่ให้คนของเขาสร้างผลงานเป็นของตัวเอง ลองค้นหาแนวความคิดจากสิ่งประดิฐษ์พวกนี้ได้ คุณอาจมีสายอากาศในชื่อที่คุณตั้งเองก็ได้ใครจะไปรู้




ตัวอย่างแบบสายอากาศที่เราคุ้นตากัน หาแบบสายอากาศที่น่าสนใจได้ที่  https://www.google.com/patents/

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #90 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 12:01:24 PM »
   หลักปฏิบัติตนของนักวิทยุสมัครเล่นที่ดี
เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีจึงรวบรวมมาเผยแพร่ต่อนำเอามาจากสามแหล่งด้วยกันคือ
  แบบแรกนำมาจากประกาศของ กสทช. ปี พ.ศ.2557 เป็นระเบียบที่ใช้ควบคุมดูแลนักวิทยุสมัครเล่นทุกคน เป็นการปรับปรุงเพิ่มเติมจากระเบียบ กทช. ปี พ.ศ.2550 เนื้อหามีดังนี้
ข้อ 37 พนักงานวิทยุสมัครเล่นควรมีคุณธรรม จริยธรรม และยึดถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(1)    พึงปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกำหนด ข้อบังคับ กฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่นโดยเคร่งครัด
(2)    มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่หาความรู้ สำรวจปรับปรุงตนเองและทำหน้าที่พนักงานวิทยุสมัครเล่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
(3)   ตระหนักถึงหลักปฏิบัติของการติดต่อสื่อสารในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน
(4)   คำนึงว่ากิจการวิทยุสมัครเล่นเป็นงานอดิเรกจะไม่พยายามให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ มารบกวนต่อครอบครัว อาชีพการงาน และชุมชนแวดล้อม
(5)   แบ่งปันการใช้คลื่นความถี่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
(6)    มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานวิทยุสมัครเล่น
(7)    รู้รักสามัคคี และเป็นมิตรกับพนักงานวิทยุสมัครเล่นทุกคน
(8 )    เก็บรักษาความลับข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผย
(9)    มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
(10)    ดำรงตนเป็นที่พึ่งของสุจริตชน
                       (11)  ให้ความสำคัญกับสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย และองกรค์วิทยุสมัครเล่นที่จดทะเบียนนิติบุคคลเป็นสมาคมซึ่งทำหน้าที่บริหารสถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่าย

  แบบที่สอง เป็นแบบที่นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลกยอมรับและนำไปใช้กัน
นักวิทยุสมัครเล่นเป็นผู้ที่
    1 considerate คำนึงถึงผู้อื่น เขาจะไม่ใช้การออกอากาศในลักษณะที่ตั้งใจไปลดทอนความพึงพอใจของผู้อื่นเลย
   2 loyal มีความรักต่อกิจการ เขาจะมอบความจริงใจ ให้การส่งเสริมและสนับสนุนแก่เพื่อนผองนักวิทยุสมัครเล่น แก่ชมรมในท้องถิ่น และแก่สมาคมซึ่งเป็นผู้แทนของกิจการวิทยุสมัครเล่น
   3 progressive รักความก้าวหน้า ด้วยการมีความรู้ที่ทันสมัย สถานีของเขาจึงถูกสร้างอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการปฏิบัติงานสถานีของเขาจะอยู่ในระดับที่เกินกว่าจะมีข้อติได้
   4 friendly มีอัธยาศัย เขายินดีที่จะส่งข้อความอย่างช้าๆ และด้วยอารมณ์เย็นเมื่อได้รับการร้องขอ ให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาอย่างมีอัธยาศัย ให้ความช่วยเหลืออย่างเอื้ออารีให้ความร่วมมือและคำนึงถึงความสนใจของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้แสดงถึงวิญญาณของนักวิทยุสมัครเล่น
   5 balanced มีดุลยภาพ วิทยุสมัครเล่นเป็นงานอดิเรก ซึ่งจะไม่มารบกวนภาระหน้าที่ใดๆ ที่เขามีต่อครอบครัว ต่ออาชีพของเขา ต่อสถาบันการศึกษาของเขาหรือต่อชุมชนของเขา
   6 patriotic มีความรักชาติ เขาพร้อมเสมอที่จะใช้ความรู้ความสามารถและใช้สถานีของเขา เพื่อประเทศชาติและชุมชนของเขา
เรียบเรียงจาก Amateur’s Code โดย พอล เอ็ม ซีกัล W9EEA

  แบบที่สามนำมาจากนักวิทยุสมัครเล่นอาวุโสท่านนึง ได้เรียบเรียงมาเป็นบทกลอนมีความคล้องจอง ดังนี้
บัญญัติ 10 ประการของนักวิทยุสมัครเล่น
สมัครใจอาสา
มีเวลาให้มาร่วม
เรื่องส่วนรวมต้องเป็นหลัก
ใจภัคดิ์รักวงการ
อาจหาญเสียสละ
ลดละการเมือง
งดเรื่องธุรกิจ
ผูกมิตรกับทุกฝ่าย
เลิกมุ่งหมายในธิฐิ
มุ่งดำริแนวสร้างสรรค์

เป็นผลงานการประพันธ์ของ VR629 (HS1TI) คุณคณิต วรรณโกวิท และเพื่อนๆของท่านช่วยกันขัดเกลาถ้อยคำ ซึ่งมีนักวิทยุสมัครเล่นทั่วไป ชมรม สมาคมต่างๆ นำไปอ้างอิงอยู่เสมอ แต่กลับมีผู้ที่รู้ว่าใครเป็นคนแต่งอยู่ไม่กี่คน
หลักปฏิบัติเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดี เลือกใช้ให้เหมาะสมครับ

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #91 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2015, 10:05:14 AM »
    Gain เท่าไร??
นักทำสายอากาศขาประจำเล่าให้ฟังว่า ในสมัยแรกๆที่คนไทยได้มีโอกาศได้สัมผัสวิทยุสื่อสารในรูปแบบวิทยุสมัครเล่น ความรุ้ในหลายๆอย่างเป็นเรื่องลึกลับ หาคนที่จะเข้าใจได้อยาก ต้องศึกษากันเองอาศัยตำราที่มาจากต่างประเทศทั้งหมด รวมทั้งสายอากาศด้วยที่แทบจะไม่มีใครรู้ว่าทำไมต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ความยาวเท่านั้นเท่านี้ วิธีการที่ใช้กันคือสั่งของต่างประเทศเข้ามาใช้งานและลอกแบบออกมาใช้งานกัน คนที่ไม่สนใจรู้ก็ใช้งานกันไป ส่วนคนที่ต้องการเข้าให้ถึงที่มาของการออกแบบพวกนี้ปัญหามาก หาข้อมูลอะไรกันวุ่นวาย  มีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ข้อนึงซึ่งยังถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน คือการเลือกซื้อเลือกใช้สายอากาศโดยใช้ตัวเลข Gain เป็นตัวตัดสินใจ ยิ่งมากยิ่งดีโดยหลายคนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า Gain คืออะไร ซึ่งความหมายของ Gain ผมเคยอธิบายไปแล้วลองย้อนไปอ่านดู

เกร็ดที่จะบอกเพิ่มเติมจากการเล่าของนักทำสายอากาศท่านนั้นคือ สายอากาศจากต่างประเทศสมัยนั้นจะมาจากอเมริกาเกือบทั้งหมด มีการะบุสเปคอย่างชัดเจน ตัวเลข Gain ระบุว่าเป็น dBd และเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ แต่ต่อมาไม่นานทางค่ายญี่ปุ่นผลิตออกมาขายบ้าง พี่ยุ่นระบุเป็น dB ไม่มี  iหรือ d ต่อท้ายและได้ตัวเลขที่มากกว่า ซึ่งก็ได้ผล คนไทยแห่ไปซื้อของญี่ปุ่นเพราะ Gain สูงกว่าต้องดีกว่า แต่ด้วยความขี้สงสัยของนักทำสายอากาศท่านนั้น อยากจะรู้ว่า dB ที่ใช้มีหน่วยเป็นอะไร เทียบจากอะไร จึงเขียนจดหมายไปถามบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเขาก็ดีมากมีจดหมายตอบกลับมาว่า “ขอบคุณที่สนใจในผลิตภัณน์ของเรา สายอากาศของเราไม่ได้มีหน่วยเป็น dBd หรือ dBi ”   ซึ่งก็ไม่ยอมบอกว่าตัวเลข Gain เทียบจากอะไร 

เรื่องที่เล่าในตอนนี้ก็เพื่อให้เพื่อนๆทำความเข้าใจความหมายของ Gain ให้ถูกต้องเลือกใช้สายอากาศให้ตรงกับการใช้งาน อย่าดูแต่ตัวเลข Gain อย่างเดียว ตัวเลขมากๆไม่ได้หมายความว่ามันจะดีกว่าตัวเลข gain น้อยๆ บริษัททำสายอากาศเขารู้จุดอ่อนของผู้ซื้อและมีวิธีวัด gain ในแบบของเขา  เขาไม่ได้หลอกเรา  แต่เราหลอกตัวเอง

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #92 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2015, 10:20:05 AM »
   ไฟใหม้รถ
บ่ายวันนึงในช่องความถี่สำหรับแจ้งเหตุของนักวิทยุสมัครเล่น นักวิทยุท่านนึงติดต่อเข้ามาเพื่อแจ้งเหตุ รายงานว่ามีรถยนต์คันนึงจอดอยู่ข้างทางมีควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมาและมีประชาชนจำนวนนึงยืนรายล้อมรถเอาไว้ ทางศูนย์รับแจ้งเหตุประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบ
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุได้พบกับความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต รถยนต์ที่มีควันตลบอบอวล กลายเป็นรถขายไก่ย่างและประชาชนที่ยืนมุงอยู่ต่างรอไก่สุกด้วยความกระหายหิว
งานเข้าละซิ เจ้าหน้าที่ศูนย์ผู้มากประสบการณ์บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ไม่น่าทำกันเลย เสียเครดิตหมด

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #93 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2015, 10:48:45 AM »
  เมื่อสายอากาศรถยนต์ย้ายเข้าบ้าน
ในสมัยก่อนผมเคยนำสายอากาศติดรถยนต์มาติดตั้งเป็นสายอากาศประจำบ้านต้นเหตุเกิดจากการได้พบได้เห็นเพื่อนๆในสมัยนั้นบางสถานีเขาใช้กัน ซึ่งได้ผลดีในราคาไม่แพง โดยใส่เข้ากับชุดกราวเพลนสำเร็จรูปที่มีขายในยุคนั้น ส่วนยุคนี้ที่มีสายอากาศดีๆราคาไม่แพงให้ซื้อหามาใช้กันไม่ลำบากยากเย็นเหมือนสมัยก่อนความนิยมนำเอาสายอากาศติดรถยนต์มาติดบ้านจึงห่างหายไป แต่สำหรับผู้อยากทดลอง ผมมีวิธีที่น่าสนใจมาเสนอ วิธีนี้จะได้ gain เพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว มากกว่าการนำเอากราวเพลนสำเร็จรูปมาใช้ต่อเข้าไปแบบสมัยก่อน ที่มาที่ไปก็คือเราต้องรู้ก่อนว่ากราวเพลนที่ใส่เข้าไปเขาใส่เพื่ออะไร
เขาใส่ไปเพื่อให้ทำหน้าที่เสมือนเป็นพื้นดินเทียมเพื่อให้ครบวงจรของลูกคลื่น เพราะสายอากาศถูกยกเหนือพื้นดินคิดเป็นความยาวคลื่นหลายแลมด้า และยังช่วยลดคลื่นที่วิ่งบนผิวของสายนำสัญญาณไม่ให้ทำตัวเป็นสายอากาศ ถ้าในรูปแบบปกติเราจะได้ชิ้นส่วนของรถทำหน้าที่เป็นพื้นดินเทียมให้อยู่แล้ว แต่จากการทดลองของนักวิทยุสมัครเล่นในต่างประเทศยังพบว่ามีคลื่นวิ่งบนผิวสายนำสัญญาณอยู่   เขาทดลองลดระดับกราวเพลนลงมาก็พบว่าจะมีอยู่ระยะนึงที่สามารถลดการแพ่คลื่นจากสายนำสัญญาณได้ จากหลักการนี้เองเราเพียงใช้ท่อที่ปกติเราใช้ชูสายอากาศให้เป็นสายอากาศด้วยให้ดูจากรูปครับจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น





Radiator และ matching coil ก็คือสายอากาศติดรถยนต์ไม่ต้องทำใหม่ ส่วนที่ต้องทำเพิ่มคือเราจะใส่ข้อต่อตัวหนอนเพื่อเชื่อมสายนำสัญญญานที่ร้อยสอดผ่านท่อ(mounting tube) ซึ่งต้องอาศัยโรงกลึงให้ช่วยทำชิ้นส่วนให้เพราะเราจะให้ส่วนกราวด์เชื่อมต่อกับท่อที่เราเพิ่มเข้าไป ตัวหนอนที่มีความยาวมากกว่าปกติมีขายครับแต่อาจหาซื้อยากสักหน่อยหรือจะเอาแบบประหยัดก็ใช้อลูมิเนียมฉากมาเจาะรูยึดเอาก็ได้ แล้วหาอลูมิเนียมแผ่นมาทำเป็นรูปกรวยตามภาพ  ถ้าดูให้ดีๆมันเป็นวิธีเดียวกับสายอากาศ isopole ของ AEA และสายอากาศ V2 ของ hy-gain เพียงแต่เราไม่ต้องสร้าง coil ให้ใช้ของสายอากาศนั่นแหละ การปรับแต่ง vswr ก็ให้ใช้การปรับเลื่อนความสูงของกรวย ซึ่งในที่นี้มันทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของสายอากาศ ไม่ได้เป็นกราวเพลนในแบบที่เราเข้าใจกัน การแพร่กระจายคลื่นจะไปในแนวราบมากขึ้นเพราะเป็นสายอากาศที่ป้อนสัญญาณเข้าตรงกลาง แบบเดียวกับสายอากาศ extended double zepp  ส่วนกระจายคลื่นที่เป็นกรวยมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าแบบที่เราเห็นเป็นก้านแบบสายอากาศ V2 เพียงแต่มันต้านลมและมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า จึงได้รับความนิยมน้อยกว่า
ถ้าเราใส่ส่วนกระจายคลื่นด้วยควอเตอร์เวฟ เราจะได้สายอากาศฮาฟเวฟไดโพล ถ้าเราใส่ 5/8แลมด้าจะกลายเป็น5/8แลมด้าสองชั้น และถ้าเราใส่สายอากาศ5/8แลมด้าสองขั้นแบบ NR22Lจะกลายเป็น 5/8แลมด้าสามชั้น

HS1XFR

  • Global Moderator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 130
    • ดูรายละเอียด
Re: เล็ก เล็ก น้อย น้อย เก็บเอามาเล่า
« ตอบกลับ #94 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2015, 06:43:05 PM »
พระอัจฉริยภาพด้านการสื่อสารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว HS1A เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีสำหรับนักวิทยุสมัครเล่นและผู้ใช้วิทยุสื่อสาร และเรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ผมได้ฟังเรื่องนี้จากสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมการพลังงานทหาร 90.5MHz รายการสนทนากับมูลนิธิคลังสมองว.ป.อ. เพื่อสังคม ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา20.30-21.30น. ผมไม่ได้จดบันทึกไว้ว่าออกอากาศวันที่เท่าใดและผู้ให้ขัอมูลคือท่านใด จำได้ว่าผู้ร่วมรายการเป็นอดีตนายทหารราชองครักษ์เป็นผู้เล่าให้ฟังว่า ท่านทำหน้าที่ตามเสด็จพระราชดำเนินของทั้งสองพระองค์ไปยังพื้นที่แห่งนึงทางภาคใต้ ในหลวงและพระราชินีเสด็จประทับในรถยนต์คันเดียวกัน ในหลวงทรงขับด้วยพระองค์เอง
 
ระหว่างที่ตามเสด็จฯ รถในขบวนติดตามก็ได้ยินเสียงสุภาพสตรีดังขึ้นจากวิทยุสื่อสาร ทุกคนจำได้วว่าเป็นเสียงของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ข้อความทึ่รับฟังได้เป็นการบรรยายถึงสภาพป่าสองข้างทางว่าเมื่อก่อนเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่ในหลวงท่านให้แนวทางพระราชดำริในการปรับปรุงสภาพป่า จนเดี๋ยวนี้อุดมสมบูรณ์ขึ้นกว่าเมื่อก่อน ท่านบอกว่าท่านทำหน้าที่มัคคุเทศน์ ถ่ายทอดข้อความจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นี่เป็นเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวที่ผมได้รับทราบว่า สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็ทรงเคยใช้วิทยุสื่อสาร
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ภาพ ชมรมคนรักในหลวง